Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ


                    สัญญาจะซื้อจะขายรถยนต์ เอกสารหมาย จ.๒ ระบุเงื่อนไขเวลาในการรับรถยนต์ว่า “กำหนดรับรถโดยประมาณภายใน ก.ค. ๒๐๑๕” ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นวันใด เมื่อไม่อาจกำหนดวันที่แน่นอนได้สัญญาจะซื้อจะขายรถยนต์ จึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จำต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่สั่งซื้อให้แก่โจทก์ การที่จำเลยยังไม่ส่งมอบรถยนต์ให้แก่โจทก์จึงไม่อาจถือว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเลิกสัญญา ดังนั้น สัญญาจะซื้อจะขายรถยนต์ ระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป 

                   จำเลยแจ้งให้โจทก์รับรถยนต์ที่สั่งซื้อแล้ว แต่โจทก์ปฏิเสธจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายรถยนต์ จำเลยย่อมมีสิทธิริบเงินมัดจำ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๗ บัญญัติว่า ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำ ถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงจำนวน
มัดจำเปรียบเทียบกับราคารถยนต์และความเสียหายที่จำเลยได้รับแล้ว เห็นควรลดมัดจำที่จะให้ริบลงเหลือ ๑๐๐,๐๐๐ บาท และจำเลยต้องคืนมัดจำอีก ๙๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ สำหรับเงินมัดจำที่จำเลยต้องคืนแก่โจทก์นั้น มิใช่กรณีที่จำเลยผิดนัดอันจะต้องชำระดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ.มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ทั้งเป็นเหตุสืบเนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ที่ต้องคืนแก่โจทก์/

                    เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า  ในคดีก่อนภายหลังจากศาลจังหวัดสระบุรีพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทน  ๓๕๐,๐๐๐  บาท พร้อมให้รับผิดชำระค่าเสียหายและค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์  จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือร่วมกันใช้ราคาแทนแก่โจทก์  จนโจทก์ต้องติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ ๑  และรถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมามีสภาพชำรุดบกพร่อง  ทำให้ขายทอดตลาดได้เงินเพียง  ๑๘๒,๒๔๒.๙๙  บาท ไม่ครบถ้วนตามราคารถยนต์ที่ศาลจังหวัดสระบุรีกำหนดไว้ในคำพิพากษา  ดังนี้ ย่อมถือว่า  โจทก์ได้รับความเสียหายจากราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไปและโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนได้ เนื่องจากเป็นความเสียหายที่สืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีก่อนและเกิดขึ้นภายหลังจากศาลจังหวัดสระบุรีมีคำพิพากษาในคดีก่อน  มิใช่กรณีที่จะไปบังคับคดีในคดีก่อนได้  เพราะการบังคับคดีในคดีก่อนจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้างเป็นสำคัญ  ทั้งยังมิใช่เป็นเรื่องที่คำพิพากษาคดีก่อนได้กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติตามคำพิพากษาไว้และโจทก์ได้ดำเนินการบังคับชำระหนี้ก่อนหลังกันไปตามลำดับไปแล้วจนไม่อาจเรียกค่าขาดราคาได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค  ๑ แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัย  ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาในสภาพชำรุดบกพร่องจนเสื่อมราคา  ทำให้ขายทอดตลาดได้เงินต่ำกว่า  ๓๕๐,๐๐๐  บาท  อันเป็นราคารถยนต์ที่แท้จริงที่ศาลจังหวัดสระบุรีกำหนดไว้ในคำพิพากษา  โดยโจทก์ขายรถยนต์ได้เงินเพียง  ๑๘๒,๒๔๒.๙๙  บาท ทั้งเหตุแห่งความชำรุดบกพร่องทำให้รถยนต์ที่เช่าซื้อเสื่อมราคาลงตามที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.๑๑  และใบตรวจเช็คสภาพรถเอกสารหมาย  จ.๑๔  เป็นต้นว่า  กระจกรถยนต์ด้านหน้าและกันชนด้านหลังแตก  คอนโซลมีรอยแตก และไม่มีล้ออะไหล่  ล้วนเป็นเหตุที่เกิดจากความบกพร่องในการดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นความผิดของจำเลยที่  ๑ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคารถยนต์ให้แก่โจทก์โดยคิดตามส่วนต่างของราคารถยนต์ที่ศาลจังหวัดสระบุรีกำหนดไว้  คิดเป็นเงิน  ๑๖๗,๗๕๗.๐๑ บาท ตามที่โจทก์เรียกร้อง  แต่ในส่วนค่าบริการจัดการประมูล  ๓,๐๐๐  บาท  ที่โจทก์ฎีกาให้จำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้น เมื่อโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสระบุรีแล้ว การจัดประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ที่โจทก์ดำเนินการต่อไปจนมีค่าใช้จ่าย นับเป็นเรื่องที่โจทก์จัดให้มีขึ้นตามความประสงค์ของตนที่ไม่ต้องการจะถือกรรมสิทธิ์และเก็บรักษาทรัพย์สินที่เช่าซื้อ  ซึ่งถือมิได้ว่าเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสาม หากแต่เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องรับภาระไปเองโดยไม่อาจยกข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อที่สิ้นสุดไปแล้วมาเรียกร้องค่าบริการจัดการประมูลจากจำเลยทั้งสามได้  (ฎีกาที่ ๗๕๖๖/๒๕๖๒) 

                แม้ภายหลังจากจำเลยที่  ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.๗ โจทก์กับจำเลยที่  ๑  ได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้สัญญาเช่าซื้อ  ตามเอกสารหมาย จ.๑๑  โดยมีความตกลงเกี่ยวกับการชำระค่าเช่าซื้อกันใหม่  จากเดิมที่กำหนดชำระค่าเช่าซื้อกันไว้  ๗๒  งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่  ๕  ธันวาคม ๒๕๕๖ เป็นกำหนดชำระค่าเช่าซื้อรวม  ๘๔  งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่  ๑๐  ธันวาคม ๒๕๕๘ ซึ่งความตกลงดังกล่าวเป็นผลให้ระยะเวลาที่จำเลยที่  ๑ ต้องผ่อนชำระค่าเช่าซื้อทอดยาวออกไปกว่าที่กำหนดไว้เดิม อันมีลักษณะของการผัดผ่อนที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่  ๑ ผู้เป็นลูกหนี้  แต่เมื่อสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่  ๒ ตามเอกสารหมาย  จ.๑๐  ข้อ  ๓ มีข้อตกลงระหว่างกันว่า “หากธนาคารได้ผ่อนเวลาชำระหนี้ หรือผ่อนผันการชำระหนี้ หรือตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าซื้อในประการใดๆ ก็ตาม  ให้ถือว่าผู้ค้ำประกันยินยอมด้วยทุกครั้ง”  แสดงว่าจำเลยที่  ๒ ทำสัญญาค้ำประกันโดยมีข้อตกลงยกเว้นบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา ๗๐๐  วรรคหนึ่ง  (เดิม) ที่บัญญัติเกี่ยวด้วยการหลุดพ้นจากความรับผิดของผู้ค้ำประกัน  หากเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้  ในหนี้อันจะต้องชำระ  ณ เวลามีกำหนดแน่นอน  ดังนั้น  แม้โจทก์จะผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่  ๑ จำเลยที่  ๒  ก็หาได้หลุดพ้นความรับผิดไม่  ส่วนความในวรรคสองของมาตรา  ๗๐๐  ที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  (ฉบับที่ ๒๐)  พ.ศ.  ๒๕๕๗ ซึ่งบัญญัติว่า “ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลาอันมีผลเป็นการยินยอมให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลา ข้อตกลงนั้นใช้บังคับมิได้” อันเป็นบทกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖  หยิบยกขึ้นปรับใช้แก่คดี  แล้ววินิจฉัยว่า  ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย  จ.๑๐ ข้อ ๓ ที่ทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลา มีผลเป็นการยินยอมให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลาใช้บังคับมิได้นั้น  เมื่อพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  (ฉบับที่ ๒๐)  พ.ศ.  ๒๕๕๗ มาตรา  ๑๘  บัญญัติว่า “บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงสัญญาที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่กรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”  และตามมาตรา ๗๐๐  ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว มิได้มีกรณีที่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นเพื่อให้บทบัญญัติตามมาตรา  ๗๐๐ ที่แก้ไขเพิ่มเติม มีผลบังคับแก่สัญญาค้ำประกันที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย  ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค  ๖  ยกมาตรา ๗๐๐  ที่แก้ไขเพิ่มเติม  ขึ้นปรับใช้แก่สัญญาค้ำประกันคดีนี้ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่  ๓๑ ตุลาคม  ๒๕๕๖ ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับจึงไม่ถูกต้อง การทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่  ๑ ตามเอกสารหมาย  จ.๑๑  จึงมิได้ทำให้จำเลยที่  ๒ ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด จำเลยที่  ๒  ผู้ค้ำประกันยังต้องผูกพันร่วมกับจำเลยที่  ๑ รับผิดต่อโจทก์ 

                เมื่อจำเลยที่  ๒ ผู้ค้ำประกันยังต้องผูกพันร่วมกับจำเลยที่ ๑  รับผิดต่อโจทก์  ปัญหาว่า จำเลยที่  ๒  ต้องร่วมกับจำเลยที่  ๑ รับผิดต่อโจทก์เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค  ๖  แผนกคดีผู้บริโภคยังมิได้วินิจฉัย แต่โจทก์ได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบไปฝ่ายเดียวจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียเลย  โดยไม่ย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค  ๖ แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยก่อน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่  ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้สัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย  จ.๑๑ ตั้งแต่งวดที่  ๔  ประจำวันที่ ๑๐  มีนาคม  ๒๕๕๙ เป็นระยะเวลาสามงวดติดต่อกัน ภายหลังจากนั้นโจทก์เพิ่งมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่  ๒ โดยชอบ  ตามเอกสารหมาย  จ.๑๓ และ  จ.๑๕  โดยจำเลยที่ ๒ ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ ๒๗  มิถุนายน  ๒๕๕๙ ซึ่งล่วงพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่  ๑ ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด ผลของการบอกกล่าวเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาเช่นนั้น ย่อมทำให้จำเลยที่  ๒ หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่  ๑ ผิดนัดดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา ๖๘๖ วรรคสอง  ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  (ฉบับที่ ๒๐)  พ.ศ.  ๒๕๕๗ อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีนี้ตามที่มาตรา  ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ จำเลยที่  ๒  จึงหลุดพ้นเสียจากความรับผิดที่ต้องร่วมรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ  ๑,๖๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคา  จำเลยที่ ๒ คงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ เฉพาะหนี้การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน  เป็นเงิน ๕๕๐,๔๕๐  บาท กับร่วมรับผิดในหนี้ค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ  ๑,๖๐๐ บาท  เป็นเวลา ๖๐  วัน นับแต่วันที่จำเลยที่  ๑ ผิดนัด  เป็นเงิน  ๓,๒๐๐ บาท  เท่านั้น

          จำเลยและจำเลยร่วมให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมซึ่งเป็นทายาทผู้กู้ภายใน  ๑  ปี  นับแต่วันที่ ๒๒  ธันวาคม  ๒๕๔๗  ซึ่งเป็นวันที่ผู้กู้ถึงแก่ความตาย  ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ  ๑  ปี  นับแต่ลูกหนี้ถึงแก่ความตายหรือไม่  เมื่อโจทก์นำสืบว่าโจทก์เพิ่งทราบว่าลูกหนี้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่  ๒๗  ตุลาคม  ๒๕๕๖  ซึ่งเป็นวันที่ทนายความของโจทก์มีหนังสือรายงานความเห็นทางกฎหมายแก่โจทก์ตามหนังสือ เอกสารหมาย  จ.๘  การที่จำเลยและจำเลยร่วมนำสืบว่าความจริงจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าผู้กู้ถึงแก่ความตายตั้งแต่ปี  ๒๕๔๙  และปี  ๒๕๕๓  แล้ว 
แม้จะแตกต่างกับคำให้การที่อ้างว่าโจทก์ทราบว่าผู้กู้ถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่  ๒๒  ธันวาคม  ๒๕๔๗  ซึ่งเป็นวันที่ผู้กู้ถึงแก่ความตายแล้ว  แต่ก็เกี่ยวพันกับประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่เป็นการนอกเหนือจากคำให้การ  จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้นำพยานเข้าสืบเปลี่ยนแปลงไปจากคำให้การ  และการที่จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟังพยานหลักฐานที่จำเลยและจำเลยร่วมนำสืบดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นการไม่ชอบ นั้น  เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย  อันเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งแล้ว  ที่ศาลอุทธรณ์ภาค  ๓ แผนกคดีผู้บริโภคไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมดังกล่าวไว้พิจารณา  จึงไม่ชอบ 

       โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ความประสงค์ของโจทก์ย่อมต้องแสดงออกโดยผู้แทนของโจทก์  คือ กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา ๗๐  วรรคสอง เมื่อนายวรภัค  ธันยาวงษ์ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย  จ.๑ มอบอำนาจให้นายวิทยา  น้ำเงิน  ผู้จัดการสำนักงานเขตอุบลราชธานี  ๒ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในกิจการสาขาที่อยู่ในความรับผิดชอบ  โดยให้มีอำนาจเรียกร้อง  ทวงถาม ให้ชำระหนี้  ฟ้องร้องคดีแพ่ง  รวมถึงให้มีอำนาจแต่งตั้งทนายความและหรือผู้รับมอบอำนาจช่วงเพื่อดำเนินการแทนได้ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจ  เอกสารหมาย จ.๒ นายวิทยาจึงถือได้ว่าเป็นผู้แทนของโจทก์ในการรับรู้เรื่องอายุความในการฟ้องร้องคดีนี้ด้วย  แม้จะได้ความตามทางนำสืบโจทก์ว่า  นายวิทยาได้รับหนังสือเรื่องความเห็นทางกฎหมาย  เอกสารหมาย จ.๘  ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด  สำนักกฎหมายสิทธิภิญโญแจ้งว่านายวินัย  ศรีธัญรัตน์ ผู้กู้  เสียชีวิตแล้วในวันที่  ๒๗ ตุลาคม  ๒๕๕๖  
อันเป็นระยะเวลาก่อนฟ้องคดีนี้ไม่ถึง ๑  ปี  ก็ตาม แต่เมื่อแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรแนบท้ายเอกสารหมาย  จ.๘  ดังกล่าวปรากฏว่าเป็นรายการจากฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรที่ขอคัดมา ณ  วันที่ ๖  ธันวาคม  ๒๕๕๕ กรณีย่อมเท่ากับว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักกฎหมายสิทธิภิญโญรู้ถึงความตายของนายวินัยตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว  เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักกฎหมายสิทธิภิญโญเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินคดีแก่นายวินัยแทนโจทก์ในกรณีนายวินัยกู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วไม่ชำระ  ห้างหุ้นส่วนจำกัด  สำนักกฎหมายสิทธิภิญโญจึงถือได้ว่าเป็นผู้แทนของโจทก์ในการรับรู้เรื่องอายุความในการฟ้องร้องคดีนี้อีกคนหนึ่ง ดังนี้ จึงต้องถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รู้ถึงความตายของนายวินัยตั้งแต่วันดังกล่าวแล้วด้วย  เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่  ๑๘ ธันวาคม  ๒๕๕๖  เกินกำหนด ๑  ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา ๑๗๕๔  วรรคสาม และเป็นเหตุให้หนี้อุปกรณ์คือผู้ค้ำประกันที่จำเลยทำไว้ต่อโจทก์หลุดพ้นไปด้วย 

       คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1616/2560 - แม้คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จะไม่มีบุคคลใดโต้แย้งแต่มิได้เป็นการเด็ดขาดว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ทุกกรณี  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจพิจารณาได้ว่าหนี้ที่เจ้าหนี้นำมายื่นขอรับชำระหนี้นั้นมีมูลหนี้ต่อกันหรือไม่และมูลหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือไม่  เมื่อเงินทุนเรือนหุ้นที่สมาชิกจ่ายให้สหกรณ์มิใช่เงินฝากหรือการฝากทรัพย์ เงินทุนเรือนหุ้นที่สมาชิกจ่ายให้แก่สหกรณ์ย่อมตกเป็นของสหกรณ์  สมาชิกมีสิทธิ์เพียงเรียกร้องในเงินทุนเรือนหุ้นเท่านั้น  สิทธิเรียกร้องในเงินทุนเรือนหุ้นจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าสมาชิกจะพ้นจากการเป็นสมาชิก  เมื่อเจ้าหนี้ยังพ้นจากการเป็นสมาชิกของลูกหนี้ก่อนวันที่ลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ สิทธิเรียกร้องในเงินทุนเรือนหุ้นจึงยังไม่เกิดขึ้น จึงไม่มีมูลหนี้ที่ลูกหนี้จะต้องรับผิดในเงินทุนเรือนหุ้นต่อเจ้าหนี้ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์  เจ้าหนี้จึงไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90 / 27 วรรคหนึ่ง

กรณีผู้เช่าซื้อคืนรถพร้อมทำหนังสือส่งมอบทรัพย์

จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อคืนรถหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ๒ งวด โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ถือว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๑ สมัครใจเลิกสัญญากัน โจทก์ไม่อาจเรียกค่าขาดราคา แม้จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือส่งมอบทรัพย์ให้ไว้แก่โจทก์ซึ่งเอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ หากแต่เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนและจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อว่า หากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้ราคาไม่คุ้มกับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ จะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดตามสัญญาแก่โจทก์ กรณีเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มี เพราะโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกัน จึงไม่มีผลบังคับให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดค่าขาดราคาตามที่ระบุไว้ในหนังสือส่งมอบทรัพย์ 

(ฎีกาที่ ๙๘๖๑/๒๕๕๙)

เช่าซื้อ

กรณีเลิกสัญญาตามข้อสัญญาต้องปฏิบัติให้ครบเงื่อนไขในข้อสัญญา

ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๓ มีเงื่อนไขว่า ผู้เช่าซื้อต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืน ณ ภูมิลำเนาโจทก์ และต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันที เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมิได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อส่งมอบรถพร้อมชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาแก่โจทก์ทันที กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาตามข้อสัญญา การที่โจทก์รับรถไว้โดยไม่โต้แย้งคัดค้าน ถือว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา 

(ฎีกาที่ ๔๒๙๕/๒๕๖๑)

ค้ำประกันตามปพพ. มาตรา ๖๘๖ (ใหม่)

หลังจากจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ ๑ เท่านั้น แต่มิได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันด้วย ดังนี้ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน 

(ครพ.ผบ.๑๙๒๓/๒๕๖๑)

พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ

การที่โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ย่อมเป็นการฟ้องคดีต่อศาลที่ผู้บริโภคคนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแล้ว และเมื่อหนี้ของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์เป็นเรื่องการเช่าซื้อ การค้ำระกัน มูลความแห่งคดีย่อมเกี่ยวข้องกัน โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีเดียวกันต่อศาลชั้นต้นนี้ได้ 

(ฎีกา ๘๗๓๗/๒๕๕๙)

กรณีสัญญาประกันความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

สัญญาประกันความรับผิดของผู้ค้ำประกันเป็นนิติกรรมสัญญาซึ่งผู้รับประกันภัยจำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในเหตุอย่างอื่นในอนาคต ไม่ใช่กรณีเมื่อเกิดวินาศภัยขึ้น จึงไม่เป็นสัญญาประกันวินาศภัย จึงไม่ใช้อายุความ ๒ ปีตามปพพ.มาตรา ๘๘๒ วรรคหนึ่ง เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความกรณีการทำสัญญาประกันภัยในกรณีเหตุอย่างอื่นในอนาคตไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปีตาม ปพพ.มาตรา ๑๙๓/๓๐ 

(ฎีกา๔๕๗๗/๒๕๖๑)

เช่าซื้อ

ข้อยกเว้นความรับผิดในความชำรุดบกพร่อง

กรณีมีข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ระบุว่าเจ้าของไม่ต้องรับผิดชอบความชำรุดบกพร่องใด ๆ ไม่ว่าตรวจพบขณะส่งมอบหรือไม่ แม้คู่สัญญาสามารถตกลงยกเว้นความรับผิดในความชำรุดบกพร่องตาม ปพพ.มาตรา ๔๗๒ และ ๔๗๓ ได้เพราะมิใช่ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แต่ข้อตกลงที่ยกเว้นความชำรุดบกพร่องที่เห็นไม่ประจักษ์ในขณะส่งมอบและเป็นเรื่องที่ควรอยู่ในความรู้เห็นของผู้ประกอบธุรกิจย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าเป็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ไม่อาจบังคับได้ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา 

(ฎีกา ๒๗๖๗/๒๕๖๐)

ยืม

 

กรณีอายุความของสัญญาสินเชื่อเงินสด

ตามสัญญาสินเชื่อเงินสดกำหนดให้จำเลยชำระเพียงจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องชำระ แม้โจทก์จะนำไปหักชำระเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยบางส่วนก็ตาม แต่หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาและภายในกำหนด จำเลยต้องชำระเบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน อันเป็นข้อตกลงว่า จำเลยอาจชำระหนี้ในอัตราขึ้นสูงเพียงใดก็ได้และสัญญามิได้กำหนดให้จำเลยต้องผ่อนชำระทุนคืนเป็นเวลากี่งวด ตามสัญญาสินเชื่อเงินสดจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ตาม ปพพ.มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๒) ซึ่งมีอายุความห้าปี แต่มีอายุความสิบปีตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

 (ฎีกา ๒๙๒๒/๒๕๖๑)