Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ


          ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย  จ.๕ ข้อ  ๕  วรรคสอง ระบุว่า  “ในกรณีที่รถสูญหาย...ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง  โดยหากเป็นความผิดของผู้เช่า และ/หรือเนื่องจากการที่ผู้เช่าได้ปฏิบัติผิดข้อตกลงใด ๆ  เกี่ยวกับการใช้รถตามที่ระบุในข้อ  ๔ และ/หรือผู้เช่าปฏิบัติผิดสัญญาเกี่ยวกับการทำประกันภัยตามที่ระบุในข้อ  ๗ วรรคแรก  ทำให้เจ้าของไม่อาจได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ ผู้เช่าจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายไม่น้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้  แต่หากเป็นกรณีอื่น  ผู้เช่าต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นใดให้แก่เจ้าของจนครบถ้วนตามที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร”  ซึ่งข้อสัญญาที่ว่า  “...ผู้เช่าปฏิบัติผิดสัญญาเกี่ยวกับการทำประกันภัยตามที่ระบุในข้อ  ๗ วรรคแรก ทำให้เจ้าของไม่อาจได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ ผู้เช่าจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายไม่น้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้...  ทั้งดูที่การที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อเป็นการขัดต่อประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา  เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.๒๕๔๓  ข้อ ๔  (๔)  ที่ระบุว่า ข้อ  ๔  ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทำนองเดียวกันดังต่อไปนี้  (๔) ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญาในกรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย  ถูกทำลาย ถูกยึด  ถูกอายัด  หรือถูกริบ โดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ เว้นแต่ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ  ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร  ซึ่งเป็นประกาศที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญาเช่าซื้อ  เอกสารหมาย จ.๕ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ผู้ให้เช่าซื้อคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถามการติดตามรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ  ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น  ซึ่งโจทก์จะเสียหายอย่างไร  เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าความสูญหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดจากความผิดของจำเลย และทางพิจารณาได้ความว่าโจทก์เสียหายอันเนื่องมาจากความผิดของจำเลยเพียงใดประกอบกันด้วย  เมื่อพิจารณาถึงรถยนต์ที่เช่าซื้อมีราคาเงินสดอยู่ที่ ๖๔๒,๐๕๖.๐๗  บาท  โดยจำเลยได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์แล้วถึง  ๔๐ งวด  เป็นเงิน ๓๗๓,๑๙๖.๔๐ บาท เมื่อพิจารณารวมกับผลประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์ควรจะได้รับเป็นดอกเบี้ยซึ่งโจทก์ไม่นำสืบว่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปเพียงใด เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน  ๗๕,๐๐๐ บาท (ฎีกาที่  ๖๘๖๕/๒๕๖๐)

                   จากคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานหลักฐานได้ความว่าจำเลยที่  ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่วันที่ ๒๑  มีนาคม  ๒๕๕๘ เป็นต้นมา แม้ตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.๙  จะลงวันที่  ๒ เมษายน  ๒๕๕๘  ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากจำเลยที่  ๑ ผิดนัดไม่ถึง  ๖๐  วัน ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเอกสารดังกล่าวทั้งสี่แผ่นแล้ว  ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานว่าจำเลยที่  ๒ ได้รับหนังสือฉบับนี้แต่อย่างใด กรณียังฟังไม่ได้ว่า โจทก์ได้บอกกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒  ทราบถึงการผิดนัดของจำเลยที่  ๑ แล้ว  แต่อย่างไรก็ตามได้ความต่อไปว่าโจทก์มีหนังสือไปถึงจำเลยที่  ๒ อีกสามฉบับ  กล่าวคือ  เมื่อวันที่ ๑๙  พฤศจิกายน  ๒๕๕๘ โจทก์แจ้งให้ชำระหนี้ปิดบัญชีและประมูลขายทอดตลาดรถยนต์  เมื่อวันที่ ๒  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๙ โจทก์แจ้งผลการประมูลและสรุปภาระหนี้ และเมื่อวันที่  ๑๕  มีนาคม ๒๕๕๙ โจทก์แจ้งให้ชำระหนี้ส่วนที่ขาดทุนตามเอกสารหมาย  จ.๑๑ จ.๑๓  และ  จ.๑๔ ซึ่งจำเลยที่  ๒  ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว โดยหนังสือทั้งสามฉบับนี้มีเนื้อความโดยสรุปว่าจำเลยที่  ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นมียอดหนี้จำนวนเงินที่ค้างชำระจนโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและติดตามรถยนต์กลับคืนและได้นำออกขายทอดตลาดแจ้งยอดให้จำเลยที่  ๒ ชำระหนี้ส่วนที่โจทก์ขาดทุนอยู่ เช่นนี้  ถือได้ว่าก่อนฟ้อง โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่  ๒ ผู้ค้ำประกันแล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา ๖๘๖  วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)  ซึ่งกำหนดว่า  เจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้  ดังนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อได้ 

                   หนังสือฉบับลงวันที่  ๑๙ พฤศจิกายน  ๒๕๕๘  ซึ่งเป็นฉบับแรกในสามฉบับดังกล่าว  ปรากฏว่ามีผู้ลงลายมือชื่อไว้แทนจำเลยที่  ๒ เมื่อวันที่  ๒๕  พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ตามใบไปรษณีย์ตอบรับเอกสารหมาย จ.๑๑  ซึ่งหากนับตั้งแต่วันที่  ๒๑ มีนาคม  ๒๕๕๘  อันเป็นวันที่จำเลยที่  ๑ ผิดนัดถึงวันดังกล่าวย่อมมีระยะเกินกว่า ๖๐  วันแล้ว  กรณีจึงเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา  ๖๘๖ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่  ๑๒  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะผิดนัด โดยบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน  ๖๐ วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนด  ๖๐  วัน  ดังนี้ จำเลยที่  ๒  จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่  ๑ รับผิดชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องแก่โจทก์  สำหรับค่าขาดประโยชน์ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนอย่างหนึ่ง  จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดในค่าขาดประโยชน์เพียง ๖๐  วัน  นับแต่วันที่จำเลยที่  ๑ ผิดนัด (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๙๘/๒๕๖๒)

                   เมื่อจำเลยที่  ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเมื่อวันที่ ๓  พฤษภาคม  ๒๕๕๘  สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา  ๖๘๖  กล่าวคือ เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ และในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลา  ๖๐  วัน  นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว  ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเรื่องใช้สิทธิซื้อรถยนต์คืนไปยังจำเลยที่  ๒  เมื่อวันที่ ๕  กันยายน  ๒๕๕๘ เท่านั้น แสดงว่าโจทก์มิได้มีหนังสือบอกกล่าวถึงจำเลยที่  ๒ ภายในกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่  ๑ ผิดนัด  จำเลยที่  ๒ จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้เฉพาะที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนด  ๖๐ วัน  นับแต่วันที่จำเลยที่  ๑ ผิดนัด สำหรับค่าขาดราคานั้นถือเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนด  ๖๐ วันแล้ว  จำเลยที่  ๒ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์  (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๙๕/๒๕๖๒)

   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1027/2563 - ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ต้องด้วยกรณีที่ศาลที่พิจารณาคดีแฟงต้องงดการพิจารณาไว้จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้พื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย

   ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 แล้ว ผลของคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทำให้สภาวะพักการชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติลัมละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสุดลง ไม่มีเหตุให้งดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ต่อไป ศาลฎีกาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ใหม่

   ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่ว่า ศาลอุทธรณ์"คดีขำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 350/2561 - ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จึงสามารถบังคับทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามในราชอาณาจักรได้ โดยเจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 27 แม้มูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศก็เป็นเพียงมูลหนี้ประเภทหนึ่งเท่านั้น และมาตรา 94 ก็มิได้บัญญัติห้ามมิให้นำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศมาขอรับชำระหนี้ ทั้งนี้ตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่ขอรับชำระหนี้นี้มิใช่กรณีการพิทักษ์ทรัพย์หรือการล้มละลายตามกฎหมายต่างประเทศ กรณีจึงไม่ต้องห้ามบังคับเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามในประเทศไทยตามมาตรา 177 วรรคสอง เจ้าหนี้จึงสามารถนำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศมาขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ได้

   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3149/2563 - จำเลยที่ 2 ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ภายหลังจากมีการขอให้ล้มละลาย จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 114 ว่าจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 1 รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ จำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 1 มีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ลำพังเพียงการที่ผู้คัดค้านที่ 1 เคยรับซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 131431 ของจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่น่าจะรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ทราบฐานะทางการเงินของจำเลยที่ ๒ เป็นอย่างดี พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่า ผู้คัดค้านที่ 1 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทโดยมิได้รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบมีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 1398 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 1 ได้ 

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6751/2561 - คดีที่เสร็จไปโดยการที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ (เจ้าหนี้) ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 นั้น เป็นผลจากการที่โจทก์ละทิ้งหรือทอดทิ้งคดีของตน ทำนองเดียวกับคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่ถอนฟ้องและทิ้งฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง โจทก์จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการฟ้องคดีที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2)

    คำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 มีผลอย่างเดียวกับคำพิพากษาของศาลที่ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง เมื่ออายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ครบไปแล้วในระหว่างการพิจารณาคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งจำหน่ายคดีถึงที่สุด

     คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2957/2562 - ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2555 แต่ปรากฏว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ดินพิพาทให้แก่ อ. ผู้ซื้อทรัพย์ไปตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2550 เมื่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 110 วรรคสอง บัญญัติว่า การบังคับคดีนั้นให้ถือว่าได้สำเร็จบริบูรณ์ เมื่อพันกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคสี่ (เดิม) ได้กำหนดเวลาที่เจ้าหนี้จะยื่นคำขอเฉลี่ยไว้โดยให้ยื่นก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท ฉะนั้น การบังคับคดีในคดีนี้จึงสำเร็จบริบูรณ์ไปก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เด็ดขาด การบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงใช้ยันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 110 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

     คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2048/2562 - ว. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท โดยนำไปจำนองเป็นประกันการชำระหนี้แล้วผิดนัดชำระหนี้ จนถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องและนำยึดออกขายทอดตลาด แต่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังไม่ได้มีการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์รายใดไป กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงยังคงเป็นของ ว. อยู่ ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลง การที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ พ. เจ้าหนี้เดิมถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย โดยบริษัทเงินทุน ธ. เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ได้ แล้วร้องขอสวมสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความแทน บริษัทเงินทุน ธ. จึงอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น หาทำให้กลายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปไม่ การที่ผู้ร้องร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินย่อมกระทบถึงสิทธิในทรัพย์สินของ ว. เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ว. ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนเองดังกล่าวได้ โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่จะมีอำนาจในการจัดการและจำหน่ายทรัพย์สิน รวมถึง การทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 การร้องคัดค้านเข้ามาในคดีจึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย

     เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทก่อนที่ผู้ร้องเข้าไปครอบครองทรัพย์พิพาท โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศ ยึดทรัพย์ไว้ ณ ทรัพย์ที่ยึด ผู้ร้องได้ทราบถึงการที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดซึ่งปัจจุบันได้ความว่าอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแจ้งบริษัทเงินทุน ธ. ให้ตรวจสอบการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และสำนักงานวางทรัพย์กำลังประเมินราคาใหม่ อันอยู่ในขั้นตอนและกระบวนการในการขายทอดตลาดทรัพย์ การที่ผู้ร้องอ้างว่าได้เข้ามาครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท และได้ประกาศต่อบุคคลทั่วไปว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองโดยความสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเพราะสิทธิของผู้ร้องถูกกระทบโดยการบังคับคดีตามคำพิพากษามาโดยตลอด แม้ผู้ร้องครอบครองติดต่อกันกว่า 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 

     ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ซึ่งผู้คัดค้านในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ ว.เจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินได้ยื่นคำคัดค้านโต้แย้ง คดีจึงมีประเด็นโต้เถียงกันว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทกันเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อันถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทโดยในชั้นแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ต่อมาศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์จึงมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้อง แต่ในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำค่าขึ้นศาลมาชำระให้ครบถ้วนก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา คำสั่งศาลชั้นต้นในครั้งหลังนี้จึงมีผลเท่ากับเป็นการเพิกถอนคำสั่งเดิมที่สั่งไปโดยผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 อยู่ในตัวแม้ว่าศาลชั้นต้นจะมิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมโดยแจ้งชัดซึ่งในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์และฎีกาของผู้ร้องต่อมา ศาลชั้นต้นก็ได้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากผู้ร้องอย่างคดีมีทุนทรัพย์เช่นเดียวกัน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วมิใช่เป็นการเรียกค่าขึ้นศาลโดยไม่ถูกต้องที่ศาลฎีกาจะต้องสั่งคืนให้แก่ผู้ร้องแต่อย่างใด

 

       คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1617/2562 -  คดีนี้ในส่วนฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารที่เช่าเป็นการบังคับแก่จำเลยโดยตรง จึงมิใช่คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยในส่วนนี้ ส่วนคดีขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นคดีที่ต้องจ่ายทรัพย์สินจากกองทรัพย์สินของจำเลยหากจำเลยแพ้คดี จึงเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมีอำนาจเข้าว่าคดีแทนจำเลยเฉพาะส่วนนี้ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยแถลงไม่ยื่นฎีกาคดีส่วนนี้ จึงคงเหลือแต่คดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารที่เช่าเท่านั้น ซึ่งจำเลยขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นฏีกาได้ภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2560 ที่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 จึงเกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยไม่อาจยื่นฎีกาในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยได้ เพราะการขยายระยะเวลาให้เจ้าหนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย เป็นการขยายระยะเวลาในส่วนคดีเรียกค่าเสียหายที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) และมาตรา 25 เท่านั้น เมื่อจำเลยยื่นฎีกาเกินกำหนดจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๔๒ เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาและกำหนดเป็นการเฉพาะ โดยโจทก์มิต้องกล่าวไว้ในคำฟ้องและไม่จำต้องมีคำขอมาท้ายฟ้อง อีกทั้งไม่ถือเป็นทุนทรัพย์ใช้คำนวณค่าขึ้นศาลในขณะยื่นคำฟ้องคดีตามตาราง ๑ ท้ายป.วิ.พ. ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในกรณีนี้จึงมิใช่หนี้เงินขณะฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีได้ ตาม ปพพ. ๒๒๔ (ฎีกา ๑๘๖๕/๒๕๖๑)

แม้บริษัทผู้ก่อสร้างอาคารชุดจำเลยมิได้ก่อสร้างคอนโดมิเนียมให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ คือ มิได้ก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมให้ครบทั้งเจ็ดอาคารพร้อมสิ่งสาธารณูปโภคให้ถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้ในใบโฆษณา แต่การก่อสร้างอาคารแต่ละอาคารพร้อมสาธารณูปโภคสามารถแบ่งแยกการสร้างและโอนให้แก่ลูกค้ารวมถึงโจทก์แยกจากกันได้ ดังนั้น การก่อสร้างอาคารที่เหลืออีก ๓ อาคารพร้อมสาธารณูปโภค จึงมิใช่สาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยถึงขนาดที่โจทก์จะนำมาอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา จำเลยไม่ผิดสัญญา (ฎีกา ๖๒๘๑/๒๕๖๐)