Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคที่น่าสนใจ


พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๔๒ เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาและกำหนดเป็นการเฉพาะ โดยโจทก์มิต้องกล่าวไว้ในคำฟ้องและไม่จำต้องมีคำขอมาท้ายฟ้อง อีกทั้งไม่ถือเป็นทุนทรัพย์ใช้คำนวณค่าขึ้นศาลในขณะยื่นคำฟ้องคดีตามตาราง ๑ ท้ายป.วิ.พ. ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในกรณีนี้จึงมิใช่หนี้เงินขณะฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีได้ ตาม ปพพ. ๒๒๔ (ฎีกา ๑๘๖๕/๒๕๖๑)

แม้บริษัทผู้ก่อสร้างอาคารชุดจำเลยมิได้ก่อสร้างคอนโดมิเนียมให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ คือ มิได้ก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมให้ครบทั้งเจ็ดอาคารพร้อมสิ่งสาธารณูปโภคให้ถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้ในใบโฆษณา แต่การก่อสร้างอาคารแต่ละอาคารพร้อมสาธารณูปโภคสามารถแบ่งแยกการสร้างและโอนให้แก่ลูกค้ารวมถึงโจทก์แยกจากกันได้ ดังนั้น การก่อสร้างอาคารที่เหลืออีก ๓ อาคารพร้อมสาธารณูปโภค จึงมิใช่สาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยถึงขนาดที่โจทก์จะนำมาอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา จำเลยไม่ผิดสัญญา (ฎีกา ๖๒๘๑/๒๕๖๐)

การที่โจทก์ฟ้องบังคับจำนอง ไม่ทำให้สัญญาจำนองสิ้นสุดลง จำเลยทั้งสามผู้เอาประกันภัยยังมีหน้าที่ปฏิบัติตามหนังสือให้ความยินยอมในการทำสัญญาประกันภัย เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยทั้งสามไป จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ย (ฎีกา ๔๕๖๑/๒๕๖๐)

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แต่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ ๑ ได้โอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ ไปแล้ว สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ทั้งสามบังคับจำเลยที่ ๑ ให้จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามได้ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสามได้ตามพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฯ มาตรา ๓๙ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้อยู่อาศัยในโครงการหมู่บ้านสวนสน และคดีไม่อยู่ในเกณฑ์ตามพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ ที่จะพิพากษาไปถึงบุคคลภายนอกคดีนี้ได้ จึงไม่อาจพิพากษาไปถึงบุคคลภายนอก (ฎีกา ๔๕๘๕/๒๕๖๑)

หลักเกณฑ์มาตรา ๓๙ ที่ศาลจะพิพากษาเกินคำขอได้ ต้องเป็นกรณีจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาไม่ถูกต้อง หรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้องเท่านั้น โดยศาลอาจกำหนดจำนวนค่าเสียหายเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่โจทก์ขอมา หรือกำหนดวิธีการบังคับตามคำขอให้สามารถเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ในข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อเดียวกัน เมื่อคดีนี้มูลคดีเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของ ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์โดยอาศัยเหตุอื่นได้ (ฎีกา ๙๖๒๘/๒๕๕๘)

ตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัย ระบุข้อตกลงคุ้มครองไว้ว่า บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่รถยนต์ที่เอาประกันภัย...อันมีสาเหตุมาจากการชนกับยานพาหนะทางบก...และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ดังนี้ เมื่อโจทก์ไม่อาจแจ้งให้จำเลยทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ (ฎีกา ๔๑๘๑/๒๕๖๐)

ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๓ ระบุ ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รถกลับคืนมา หากนำรถออกขายได้ราคาต่ำกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญา ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดส่วนที่ขาดเฉพาะในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสมเท่านั้น โดยมิได้มีข้อกำหนดว่า ผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งกำหนดการขายรถให้ผู้เช่าซื้อทราบก่อนการขาย ส่วนข้อ ๑๑ วรรคท้าย ที่ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาและกลับเข้าครอบครองรถ ผู้ให้เช่าซื้อจะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อรถในราคาเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาโดยให้เวลาไม่น้อยกว่า ๗ วัน เป็นเพียงข้อตกลงในสัญญา หากคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงคงเป็นเพียงการผิดสัญญา ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิซื้อรถก่อนนำรถออกขาย ก็ไม่ทำให้การขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อเสียไป (ฎีกา ๑๐๖๑๑/๒๕๕๘)

จำเลยที่ ๑ ตัวแทนจำหน่ายรถส่งมอบรถยนต์พิพาทพร้อมสมุดคู่มือการรับบริการแก่โจทก์ระบุการรับประกันรถยนต์พิพาทตามเงื่อนไขและระยะเวลา ข้อตกลงเช่นนี้ถือเป็นสัญญาให้บริการ เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๑๑ สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิต ประกอบ และจำหน่ายรถยนต์พิพาท แม้เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ ๑ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าผู้ซื้อรถก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลมาตรฐานการซ่อมของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายโดยใกล้ชิด ย่อมชี้ชัดว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับประกันการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แก่โจทก์ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองไม่อาจนำสืบพิสูจน์ได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ซ่อมแซมข้อชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทเรียบร้อยแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาท ศาลในคดีผู้บริโภคมีอำนาจบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นเงินแก่โจทก์ได้ตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๓๙ และ ๔๑ (ฎีกา ๔๕๖๗/๒๕๖๑)

ตามสัญญาสินเชื่อเงินสดกำหนดให้จำเลยชำระเพียงจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องชำระ แม้โจทก์จะนำไปหักชำระเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยบางส่วนก็ตาม แต่หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาและภายในกำหนด จำเลยต้องชำระเบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน อันเป็นข้อตกลงว่า จำเลยอาจชำระหนี้ในอัตราขึ้นสูงเพียงใดก็ได้และสัญญามิได้กำหนดให้จำเลยต้องผ่อนชำระทุนคืนเป็นเวลากี่งวด ตามสัญญาสินเชื่อเงินสดจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ตามปพพ.มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๒) ซึ่งมีอายุความห้าปี แต่มีอายุความสิบปีตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ (ฎีกา ๒๙๒๒/๒๕๖๑)

การทำบัตรเครดิตหลักและบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์มุ่งหมายให้ผู้ใช้บัตรเครดิตหลักซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือกว่าผู้ใช้บัตรเครดิตเสริมเป็นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ระบุชัดให้ผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด ย่อมเห็นได้ถึงเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ ๑ เองและของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเสริม แม้ในใบสมัครบัตรเสริมมีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วม ก็ไม่ถือว่าผูกพันจำเลยที่ ๒ นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นข้อสัญญาไม่ธรรมกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้บริโภค ประกอบกับจำเลยที่ ๑ เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตหลักในการก่อหนี้โดยตรงกับโจทก์ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องผูกพันร่วมกับกับหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่ค้างชำระต่อโจทก์ (ฎีกา ๒๗๖๕/๒๕๖๐)

กรณีโจทก์ขอสินเชื่อจากธนาคารจำเลย และมีข้อตกลงว่า ถ้าโจทก์ยกเลิกการใช้วงเงินสินเชื่อต้องเสียค่าธรรมเนียมปรับร้อยละ ๒ ของวงเงินที่แจ้งยกเลิก โดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาที่ต้องผูกพันเสียค่าธรรมเนียมปรับว่าเป็นระยะเวลาเพียงใด เท่ากับจำเลยจะได้รับประโยชน์จากสัญญาข้อนี้อยู่เสมอหากมีการเลิกสัญญากัน เป็นข้อตกลงที่จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม (ฎีกา ๙๗๘๙/๒๕๖๐) 

การที่โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ย่อมเป็นการฟ้องคดีต่อศาลที่ผู้บริโภคคนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแล้ว และเมื่อหนี้ของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์เป็นเรื่องการเช่าซื้อ การค้ำระกัน มูลความแห่งคดีย่อมเกี่ยวข้องกัน โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีเดียวกันต่อศาลชั้นต้นนี้ได้ (ฎีกา ๘๗๓๗/๒๕๕๙)