Supreme Court of Thailand

เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายที่น่าสนใจ


   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1027/2563 - ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ต้องด้วยกรณีที่ศาลที่พิจารณาคดีแฟงต้องงดการพิจารณาไว้จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้พื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย

   ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 แล้ว ผลของคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทำให้สภาวะพักการชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติลัมละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสุดลง ไม่มีเหตุให้งดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ต่อไป ศาลฎีกาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ใหม่

   ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่ว่า ศาลอุทธรณ์"คดีขำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 350/2561 - ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จึงสามารถบังคับทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามในราชอาณาจักรได้ โดยเจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 27 แม้มูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศก็เป็นเพียงมูลหนี้ประเภทหนึ่งเท่านั้น และมาตรา 94 ก็มิได้บัญญัติห้ามมิให้นำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศมาขอรับชำระหนี้ ทั้งนี้ตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่ขอรับชำระหนี้นี้มิใช่กรณีการพิทักษ์ทรัพย์หรือการล้มละลายตามกฎหมายต่างประเทศ กรณีจึงไม่ต้องห้ามบังคับเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามในประเทศไทยตามมาตรา 177 วรรคสอง เจ้าหนี้จึงสามารถนำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศมาขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ได้

   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3149/2563 - จำเลยที่ 2 ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ภายหลังจากมีการขอให้ล้มละลาย จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 114 ว่าจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 1 รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ จำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 1 มีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ลำพังเพียงการที่ผู้คัดค้านที่ 1 เคยรับซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 131431 ของจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่น่าจะรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ทราบฐานะทางการเงินของจำเลยที่ ๒ เป็นอย่างดี พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่า ผู้คัดค้านที่ 1 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทโดยมิได้รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบมีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 1398 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 1 ได้ 

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6751/2561 - คดีที่เสร็จไปโดยการที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ (เจ้าหนี้) ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 นั้น เป็นผลจากการที่โจทก์ละทิ้งหรือทอดทิ้งคดีของตน ทำนองเดียวกับคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่ถอนฟ้องและทิ้งฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง โจทก์จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการฟ้องคดีที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2)

    คำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 มีผลอย่างเดียวกับคำพิพากษาของศาลที่ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง เมื่ออายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ครบไปแล้วในระหว่างการพิจารณาคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งจำหน่ายคดีถึงที่สุด

     คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2957/2562 - ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2555 แต่ปรากฏว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ดินพิพาทให้แก่ อ. ผู้ซื้อทรัพย์ไปตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2550 เมื่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 110 วรรคสอง บัญญัติว่า การบังคับคดีนั้นให้ถือว่าได้สำเร็จบริบูรณ์ เมื่อพันกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคสี่ (เดิม) ได้กำหนดเวลาที่เจ้าหนี้จะยื่นคำขอเฉลี่ยไว้โดยให้ยื่นก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท ฉะนั้น การบังคับคดีในคดีนี้จึงสำเร็จบริบูรณ์ไปก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เด็ดขาด การบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงใช้ยันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 110 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

     คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2048/2562 - ว. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท โดยนำไปจำนองเป็นประกันการชำระหนี้แล้วผิดนัดชำระหนี้ จนถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องและนำยึดออกขายทอดตลาด แต่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังไม่ได้มีการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์รายใดไป กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงยังคงเป็นของ ว. อยู่ ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลง การที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ พ. เจ้าหนี้เดิมถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย โดยบริษัทเงินทุน ธ. เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ได้ แล้วร้องขอสวมสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความแทน บริษัทเงินทุน ธ. จึงอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น หาทำให้กลายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปไม่ การที่ผู้ร้องร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินย่อมกระทบถึงสิทธิในทรัพย์สินของ ว. เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ว. ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนเองดังกล่าวได้ โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่จะมีอำนาจในการจัดการและจำหน่ายทรัพย์สิน รวมถึง การทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 การร้องคัดค้านเข้ามาในคดีจึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย

     เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทก่อนที่ผู้ร้องเข้าไปครอบครองทรัพย์พิพาท โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศ ยึดทรัพย์ไว้ ณ ทรัพย์ที่ยึด ผู้ร้องได้ทราบถึงการที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดซึ่งปัจจุบันได้ความว่าอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแจ้งบริษัทเงินทุน ธ. ให้ตรวจสอบการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และสำนักงานวางทรัพย์กำลังประเมินราคาใหม่ อันอยู่ในขั้นตอนและกระบวนการในการขายทอดตลาดทรัพย์ การที่ผู้ร้องอ้างว่าได้เข้ามาครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท และได้ประกาศต่อบุคคลทั่วไปว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองโดยความสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเพราะสิทธิของผู้ร้องถูกกระทบโดยการบังคับคดีตามคำพิพากษามาโดยตลอด แม้ผู้ร้องครอบครองติดต่อกันกว่า 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 

     ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ซึ่งผู้คัดค้านในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ ว.เจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินได้ยื่นคำคัดค้านโต้แย้ง คดีจึงมีประเด็นโต้เถียงกันว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทกันเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อันถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทโดยในชั้นแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ต่อมาศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์จึงมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้อง แต่ในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำค่าขึ้นศาลมาชำระให้ครบถ้วนก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา คำสั่งศาลชั้นต้นในครั้งหลังนี้จึงมีผลเท่ากับเป็นการเพิกถอนคำสั่งเดิมที่สั่งไปโดยผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 อยู่ในตัวแม้ว่าศาลชั้นต้นจะมิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมโดยแจ้งชัดซึ่งในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์และฎีกาของผู้ร้องต่อมา ศาลชั้นต้นก็ได้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากผู้ร้องอย่างคดีมีทุนทรัพย์เช่นเดียวกัน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วมิใช่เป็นการเรียกค่าขึ้นศาลโดยไม่ถูกต้องที่ศาลฎีกาจะต้องสั่งคืนให้แก่ผู้ร้องแต่อย่างใด

 

       คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1617/2562 -  คดีนี้ในส่วนฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารที่เช่าเป็นการบังคับแก่จำเลยโดยตรง จึงมิใช่คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยในส่วนนี้ ส่วนคดีขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นคดีที่ต้องจ่ายทรัพย์สินจากกองทรัพย์สินของจำเลยหากจำเลยแพ้คดี จึงเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมีอำนาจเข้าว่าคดีแทนจำเลยเฉพาะส่วนนี้ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยแถลงไม่ยื่นฎีกาคดีส่วนนี้ จึงคงเหลือแต่คดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารที่เช่าเท่านั้น ซึ่งจำเลยขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นฏีกาได้ภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2560 ที่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 จึงเกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยไม่อาจยื่นฎีกาในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยได้ เพราะการขยายระยะเวลาให้เจ้าหนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย เป็นการขยายระยะเวลาในส่วนคดีเรียกค่าเสียหายที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) และมาตรา 25 เท่านั้น เมื่อจำเลยยื่นฎีกาเกินกำหนดจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ