Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ


เช่าซื้อ

กรณีเลิกสัญญาตามข้อสัญญาต้องปฏิบัติให้ครบเงื่อนไขในข้อสัญญา

ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๓ มีเงื่อนไขว่า ผู้เช่าซื้อต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืน ณ ภูมิลำเนาโจทก์ และต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันที เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมิได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อส่งมอบรถพร้อมชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาแก่โจทก์ทันที กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาตามข้อสัญญา การที่โจทก์รับรถไว้โดยไม่โต้แย้งคัดค้าน ถือว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา 

(ฎีกาที่ ๔๒๙๕/๒๕๖๑)

ค้ำประกันตามปพพ. มาตรา ๖๘๖ (ใหม่)

หลังจากจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ ๑ เท่านั้น แต่มิได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันด้วย ดังนี้ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน 

(ครพ.ผบ.๑๙๒๓/๒๕๖๑)

พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ

การที่โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ย่อมเป็นการฟ้องคดีต่อศาลที่ผู้บริโภคคนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแล้ว และเมื่อหนี้ของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์เป็นเรื่องการเช่าซื้อ การค้ำระกัน มูลความแห่งคดีย่อมเกี่ยวข้องกัน โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีเดียวกันต่อศาลชั้นต้นนี้ได้ 

(ฎีกา ๘๗๓๗/๒๕๕๙)

กรณีสัญญาประกันความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

สัญญาประกันความรับผิดของผู้ค้ำประกันเป็นนิติกรรมสัญญาซึ่งผู้รับประกันภัยจำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในเหตุอย่างอื่นในอนาคต ไม่ใช่กรณีเมื่อเกิดวินาศภัยขึ้น จึงไม่เป็นสัญญาประกันวินาศภัย จึงไม่ใช้อายุความ ๒ ปีตามปพพ.มาตรา ๘๘๒ วรรคหนึ่ง เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความกรณีการทำสัญญาประกันภัยในกรณีเหตุอย่างอื่นในอนาคตไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปีตาม ปพพ.มาตรา ๑๙๓/๓๐ 

(ฎีกา๔๕๗๗/๒๕๖๑)

เช่าซื้อ

ข้อยกเว้นความรับผิดในความชำรุดบกพร่อง

กรณีมีข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ระบุว่าเจ้าของไม่ต้องรับผิดชอบความชำรุดบกพร่องใด ๆ ไม่ว่าตรวจพบขณะส่งมอบหรือไม่ แม้คู่สัญญาสามารถตกลงยกเว้นความรับผิดในความชำรุดบกพร่องตาม ปพพ.มาตรา ๔๗๒ และ ๔๗๓ ได้เพราะมิใช่ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แต่ข้อตกลงที่ยกเว้นความชำรุดบกพร่องที่เห็นไม่ประจักษ์ในขณะส่งมอบและเป็นเรื่องที่ควรอยู่ในความรู้เห็นของผู้ประกอบธุรกิจย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าเป็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ไม่อาจบังคับได้ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา 

(ฎีกา ๒๗๖๗/๒๕๖๐)

ยืม

 

กรณีอายุความของสัญญาสินเชื่อเงินสด

ตามสัญญาสินเชื่อเงินสดกำหนดให้จำเลยชำระเพียงจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องชำระ แม้โจทก์จะนำไปหักชำระเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยบางส่วนก็ตาม แต่หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาและภายในกำหนด จำเลยต้องชำระเบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน อันเป็นข้อตกลงว่า จำเลยอาจชำระหนี้ในอัตราขึ้นสูงเพียงใดก็ได้และสัญญามิได้กำหนดให้จำเลยต้องผ่อนชำระทุนคืนเป็นเวลากี่งวด ตามสัญญาสินเชื่อเงินสดจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ตาม ปพพ.มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๒) ซึ่งมีอายุความห้าปี แต่มีอายุความสิบปีตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

 (ฎีกา ๒๙๒๒/๒๕๖๑)

บัตรเครดิต

 

กรณีผู้ถือบัตรเครดิตเสริมไม่ต้องร่วมรับผิดกับผู้ถือบัตรเครดิตหลัก

 

การทำบัตรเครดิตหลักและบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์มุ่งหมายให้ผู้ใช้บัตรเครดิตหลักซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือกว่าผู้ใช้บัตรเครดิตเสริมเป็นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ระบุชัดให้ผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด ย่อมเห็นได้ถึงเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ ๑ เองและของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเสริม แม้ในใบสมัครบัตรเสริมมีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วม ก็ไม่ถือว่าผูกพันจำเลยที่ ๒ นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นข้อสัญญาไม่ธรรมกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้บริโภค ประกอบกับจำเลยที่ ๑ เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตหลักในการก่อหนี้โดยตรงกับโจทก์ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องผูกพันร่วมกับกับหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่ค้างชำระต่อโจทก์ 

(ฎีกา ๒๗๖๕/๒๕๖๐)

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

กรณีโจทก์ขอสินเชื่อจากธนาคารจำเลย และมีข้อตกลงว่า ถ้าโจทก์ยกเลิกการใช้วงเงินสินเชื่อต้องเสียค่าธรรมเนียมปรับร้อยละ ๒ ของวงเงินที่แจ้งยกเลิก โดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาที่ต้องผูกพันเสียค่าธรรมเนียมปรับว่าเป็นระยะเวลาเพียงใด เท่ากับจำเลยจะได้รับประโยชน์จากสัญญาข้อนี้อยู่เสมอหากมีการเลิกสัญญากัน เป็นข้อตกลงที่จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม 

(ฎีกา ๙๗๘๙/๒๕๖๐)

ประกันภัย

กรณีผู้เอาประกันภัยไม่แจ้งให้จำเลยทราบถึงคู่กรณี

ตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัย ระบุข้อตกลงคุ้มครองไว้ว่า บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่รถยนต์ที่เอาประกันภัย...อันมีสาเหตุมาจากการชนกับยานพาหนะทางบก...และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ดังนี้ เมื่อโจทก์ไม่อาจแจ้งให้จำเลยทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 

(ฎีกา ๔๑๘๑/๒๕๖๐)

เช่าซื้อ

กรณีผู้ให้เช่าซื้อไม่แจ้งให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อรถคืน

ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๓ ระบุ ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รถกลับคืนมา หากนำรถออกขายได้ราคาต่ำกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญา ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดส่วนที่ขาดเฉพาะในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสมเท่านั้น โดยมิได้มีข้อกำหนดว่า ผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งกำหนดการขายรถให้ผู้เช่าซื้อทราบก่อนการขาย ส่วนข้อ ๑๑ วรรคท้าย ที่ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาและกลับเข้าครอบครองรถ ผู้ให้เช่าซื้อจะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อรถในราคาเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาโดยให้เวลาไม่น้อยกว่า ๗ วัน เป็นเพียงข้อตกลงในสัญญา หากคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงคงเป็นเพียงการผิดสัญญา ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิซื้อรถก่อนนำรถออกขาย ก็ไม่ทำให้การขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อเสียไป 

(ฎีกา ๑๐๖๑๑/๒๕๕๘)

เช่าซื้อ

กรณีผู้ผลิต ผู้จำหน่ายต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์ที่เช่าซื้อ 

จำเลยที่ ๑ ตัวแทนจำหน่ายรถส่งมอบรถยนต์พิพาทพร้อมสมุดคู่มือการรับบริการแก่โจทก์ระบุการรับประกันรถยนต์พิพาทตามเงื่อนไขและระยะเวลา ข้อตกลงเช่นนี้ถือเป็นสัญญาให้บริการ เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๑๑ สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิต ประกอบ และจำหน่ายรถยนต์พิพาท แม้เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ ๑ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าผู้ซื้อรถก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลมาตรฐานการซ่อมของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายโดยใกล้ชิด ย่อมชี้ชัดว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับประกันการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แก่โจทก์ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองไม่อาจนำสืบพิสูจน์ได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ซ่อมแซมข้อชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทเรียบร้อยแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาท ศาลในคดีผู้บริโภคมีอำนาจบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นเงินแก่โจทก์ได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๓๙ และ ๔๑ 

(ฎีกา ๔๕๖๗/๒๕๖๑)

ประกันภัย

กรณีโจทก์ฟ้องบังคับจำนองแล้ว ผู้เอาประกันภัยยังต้องรับผิดชดใช้เบี้ยประกันภัย

การที่โจทก์ฟ้องบังคับจำนอง ไม่ทำให้สัญญาจำนองสิ้นสุดลง จำเลยทั้งสามผู้เอาประกันภัยยังมีหน้าที่ปฏิบัติตามหนังสือให้ความยินยอมในการทำสัญญาประกันภัย เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยทั้งสามไป จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ย 

(ฎีกา ๔๕๖๑/๒๕๖๐)