Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ


พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๓๙

กรณีพิพากษาต่างไปจากคำขอ

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แต่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ ๑ ได้โอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ ไปแล้ว สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ทั้งสามบังคับจำเลยที่ ๑ ให้จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามได้ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสามได้ตามพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฯ มาตรา ๓๙ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้อยู่อาศัยในโครงการหมู่บ้านสวนสน และคดีไม่อยู่ในเกณฑ์ตามพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ ที่จะพิพากษาไปถึงบุคคลภายนอกคดีนี้ได้ จึงไม่อาจพิพากษาไปถึงบุคคลภายนอก

 (ฎีกา ๔๕๘๕/๒๕๖๑)

พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๓๙

กรณีขอค่าเสียหายเกินไปจากคำฟ้อง

หลักเกณฑ์มาตรา ๓๙ ที่ศาลจะพิพากษาเกินคำขอได้ ต้องเป็นกรณีจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาไม่ถูกต้อง หรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้องเท่านั้น โดยศาลอาจกำหนดจำนวนค่าเสียหายเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่โจทก์ขอมา หรือกำหนดวิธีการบังคับตามคำขอให้สามารถเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ในข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อเดียวกัน เมื่อคดีนี้มูลคดีเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของ ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์โดยอาศัยเหตุอื่นได้ 

(ฎีกา ๙๖๒๘/๒๕๕๘)

กรณีก่อสร้างอาคารชุดไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่โฆษณา

 

แม้บริษัทผู้ก่อสร้างอาคารชุดจำเลยมิได้ก่อสร้างคอนโดมิเนียมให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ คือ มิได้ก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมให้ครบทั้งเจ็ดอาคารพร้อมสิ่งสาธารณูปโภคให้ถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้ในใบโฆษณา แต่การก่อสร้างอาคารแต่ละอาคารพร้อมสาธารณูปโภคสามารถแบ่งแยกการสร้างและโอนให้แก่ลูกค้ารวมถึงโจทก์แยกจากกันได้ ดังนั้น การก่อสร้างอาคารที่เหลืออีก ๓ อาคารพร้อมสาธารณูปโภค จึงมิใช่สาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยถึงขนาดที่โจทก์จะนำมาอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา จำเลยไม่ผิดสัญญา 

(ฎีกา ๖๒๘๑/๒๕๖๐)

กรณีค่าเสียหายเพื่อการลงโทษไม่ใช่หนี้เงินขณะฟ้อง

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๔๒ เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาและกำหนดเป็นการเฉพาะ โดยโจทก์มิต้องกล่าวไว้ในคำฟ้องและไม่จำต้องมีคำขอมาท้ายฟ้อง อีกทั้งไม่ถือเป็นทุนทรัพย์ใช้คำนวณค่าขึ้นศาลในขณะยื่นคำฟ้องคดีตามตาราง ๑ ท้ายป.วิ.พ. ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในกรณีนี้จึงมิใช่หนี้เงินขณะฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีได้ ตาม ปพพ. ๒๒๔ 

(ฎีกา ๑๘๖๕/๒๕๖๑)  

ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดจะต้องปฏิบัติตามข้อ ๑๐.๑ ที่กำหนดว่า กรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระเช่าซื้อ ๓ งวด ติดต่อกัน และเจ้าของได้บอกกล่าวเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในเวลาอย่างน้อย ๓๐ วัน นับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือ หากผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่าเช่าซื้อพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ ค่าใช้จ่ายและเงินอื่นใดที่ต้องชำระให้ครบจำนวนงวด ณ วันที่ชำระ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันที แต่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเพียง ๒ งวด ในขณะที่โจทก์ยังไม่มีสิทธิเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัด สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันเพราะผู้เช่าซื้อประพฤติผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว ทั้งไม่อาจถือได้ว่าการที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนเป็นการสละประโยชน์แห่งระยะเวลาที่ตนมีสิทธิชำระหนี้ตามสัญญาหรือตามที่กฎหมายคุ้มครองเพราะการส่งมอบรถอันเป็นวัตถุแห่งหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อคืนเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยตรง ส่วนกรณีที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อได้นำรถมาคืนโจทก์ ณ สาขาของโจทก์ แม้ตามพฤติการณ์จะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยฝ่ายผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๓ และข้อ ๑๔ ที่กำหนดให้สิทธิผู้เช่าซื้อสามารถบอกเลิกสัญญาในเวลาใด ๆ เสียก็ได้โดยการส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของ ณ ที่ทำการของเจ้าของและตกลงรับผิดในค่าขาดราคาหากว่านำรถออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เช่าซื้อ เงื่อนไขที่จะมีผลทำให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ถ้ามีข้อสงสัยต้องตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เช่าซื้อ เมื่อสัญญาข้อ ๑๔ กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า การบอกเลิกสัญญาโดยการส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืน ผู้เช่าซื้อต้องชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที....และผู้เช่าซื้อตกลงให้เจ้าของมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๓ อีกส่วนหนึ่ง (ถ้ามี) ด้วยเหตุนี้ การส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนที่จะถือว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาโดยฝ่ายผู้เช่าซื้อจึงต้องมีการปฏิบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขที่สัญญากำหนดไว้ทุกประการ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ๒ งวด ในขณะคืนรถแก่โจทก์ จึงไม่อาจถือได้ว่าการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ ๑ เป็นอันครบถ้วนถูกต้องตามสัญญาเช่าซื้อ โจทก์จึงไม่อาจหยิบยกข้อตกลงเรื่องความรับผิดในเรื่องขายทอดตลาดได้ราคาที่น้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญามาใช้บังคับเอากับจำเลยที่ ๑ เพราะเหตุผู้เช่าซื้อส่งมอบรถคืนได้ การที่จำเลยที่ ๑ นำรถที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนและโจทก์รับไว้โดยไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์ย่อมถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ระหว่างกันตามสัญญาอีกต่อไป โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจะฟ้องเรียกค่าขาดราคาคืนจากการขายทรัพย์ที่เช่าซื้อหรือราคาทรัพย์ที่เช่าซื้อส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งระงับไปแล้วหาได้ไม่ ประกอบกับค่าเสียหายที่เป็นมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญานั้นเป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องได้ในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาโดยชอบเท่านั้น ไม่ใช่ค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องเพื่อกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ในกรณีที่สัญญาเลิกกันด้วยเหตุอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๙๑ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระเงินในค่าขาดราคา (ฎีกา ๗๐๙๗/๒๕๖๑)  

การที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนแก่โจทก์และโจทก์รับรถยนต์ไว้ก่อนที่โจทก์จะส่งมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อทำการเช่าซื้อต่อไปนั้นเกิดจากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและโจทก์มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยที่ ๒ ขอให้ชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญา การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อปฏิเสธความรับผิด ประกอบกับความรับผิดของจำเลยที่ ๒ มีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๙๑ จึงย่อมมีอำนาจที่จะเข้าดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อปัดป้องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกหนี้ร่วมคนอื่นได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์มีการทวงถามเป็นหนังสือให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายใน ๓๐ วัน และบอกเลิกสัญญานั้น จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนแก่โจทก์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่มีสิทธิชำระหนี้แล้วหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกันตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อและโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาโดยชอบ การที่จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโดยจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อยินยอมให้จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนแก่โจทก์ถือว่าจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ตัวแทนเป็นคนนำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน เมื่อโจทก์รับไว้โดยไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยายในวันที่มีการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไปซึ่งรวมถึงสัญญาค้ำประกันที่เป็นหนี้อุปกรณ์ด้วย ส่วนการที่หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ติดต่อขอชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระพร้อมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อต่อไปก็เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่โดยใช้หลักฐานสัญญาเช่าซื้อเดิมเท่านั้นโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ยินยอมด้วย แม้จำเลยที่ ๒ จะได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์หลังจากที่จำเลยที่ ๒ นำรถไปคืน หรือมีการพยายามติดตามรถยนต์เช่าซื้อ แต่เป็นเพราะสาเหตุที่มีการทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์เท่านั้น ไม่ถึงขนาดให้รับฟังว่าจำเลยที่ ๒ รู้เห็นหรือให้ความยินยอมค้ำประกันกับการที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่ ทั้งไม่อาจนำข้อตกลงในสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อที่ระบุว่า “ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ และเจ้าของไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ ๑๐.๑ โดยยินยอมให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อหรือเงินจำนวนใด ๆ ที่ผิดนัดตามสัญญาข้อ ๑๖ ต่อไป ผู้เช่าซื้อหรือบุคคลซึ่งต้องร่วมรับผิดกับผู้เช่าซื้อยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสัญญาที่เป็นเหตุให้มีการผิดนัดโดยเคร่งครัด...” หรือข้อตกลงเรื่องการที่ผู้ให้เช่าซื้อขยายเวลาหรือผ่อนผันประการอื่นแก่ผู้เช่าซื้อตามสัญญาค้ำประกันมาใช้บังคับได้เนื่องจากก่อนมีการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยจำเลยที่ ๒ โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ประกอบกับสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ สิ้นผลผูกพันไปแล้วด้วยความระงับของสัญญาเช่าซื้อเดิม และเมื่อเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อเดิมกันโดยปริยาย คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมย่อมมีเพียงเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อก่อนเลิกสัญญาโดยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ ๑ จำต้องใช้เงินเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา ๓๙๑ วรรคสาม แต่เมื่อหลังจากโจทก์รับคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดพร้อมกับภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าเบี้ยปรับ โจทก์จึงมอบการครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อต่อไป จึงไม่มีหนี้ค่าใช้ทรัพย์ที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมต้องรับผิดอีก จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน 

 

(ฎีกา ๗๒๓๔/๒๕๖๑

โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตั้งแต่ ๓ งวด ติดต่อกันขึ้นไปเป็นเวลาอย่างน้อย ๓๐ วัน แล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ อันจะทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันหรือสิ้นสุดลงเพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยโจทก์รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนนำออกขายทอดตลาด ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยาย หนี้ตามสัญญาที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องชดใช้ค่าขาดราคาย่อมระงับไปด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ ๑ ประกอบกับค่าเสียหายที่เป็นมูลหนี้ที่ขาดอยู่ตามสัญญานั้นเป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องได้ ในกรณีที่มีการผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาโดยชอบเท่านั้น ไม่ใช่ค่าเสียหายที่เรียกร้องได้ในกรณีที่สัญญาเลิกกันด้วยเหตุอื่นตามมาตรา ๓๙๑ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์  

 

(ฎีกา ๖๑๙๒/๒๕๖๑

การที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนแก่โจทก์และโจทก์รับรถยนต์ไว้ก่อนที่โจทก์จะส่งมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อทำการเช่าซื้อต่อไปนั้นเกิดจากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและโจทก์มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยที่ ๒ ขอให้ชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญา การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อปฏิเสธความรับผิด ประกอบกับความรับผิดของจำเลยที่ ๒ มีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๙๑ จึงย่อมมีอำนาจที่จะเข้าดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อปัดป้องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกหนี้ร่วมคนอื่นได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์มีการทวงถามเป็นหนังสือให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายใน ๓๐ วัน และบอกเลิกสัญญานั้น จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนแก่โจทก์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่มีสิทธิชำระหนี้แล้วหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกันตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อและโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาโดยชอบ การที่จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโดยจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อยินยอมให้จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนแก่โจทก์ถือว่าจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ตัวแทนเป็นคนนำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน เมื่อโจทก์รับไว้โดยไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยายในวันที่มีการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไปซึ่งรวมถึงสัญญาค้ำประกันที่เป็นหนี้อุปกรณ์ด้วย ส่วนการที่หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ติดต่อขอชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระพร้อมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อต่อไปก็เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่โดยใช้หลักฐานสัญญาเช่าซื้อเดิมเท่านั้นโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ยินยอมด้วย แม้จำเลยที่ ๒ จะได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์หลังจากที่จำเลยที่ ๒ นำรถไปคืน หรือมีการพยายามติดตามรถยนต์เช่าซื้อ แต่เป็นเพราะสาเหตุที่มีการทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์เท่านั้น ไม่ถึงขนาดให้รับฟังว่าจำเลยที่ ๒ รู้เห็นหรือให้ความยินยอมค้ำประกันกับการที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่ ทั้งไม่อาจนำข้อตกลงในสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อที่ระบุว่า “ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ และเจ้าของไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ ๑๐.๑ โดยยินยอมให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อหรือเงินจำนวนใด ๆ ที่ผิดนัดตามสัญญาข้อ ๑๖ ต่อไป ผู้เช่าซื้อหรือบุคคลซึ่งต้องร่วมรับผิดกับผู้เช่าซื้อยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสัญญาที่เป็นเหตุให้มีการผิดนัดโดยเคร่งครัด...” หรือข้อตกลงเรื่องการที่ผู้ให้เช่าซื้อขยายเวลาหรือผ่อนผันประการอื่นแก่ผู้เช่าซื้อตามสัญญาค้ำประกันมาใช้บังคับได้เนื่องจากก่อนมีการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยจำเลยที่ ๒ โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ประกอบกับสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ สิ้นผลผูกพันไปแล้วด้วยความระงับของสัญญาเช่าซื้อเดิม และเมื่อเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อเดิมกันโดยปริยาย คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมย่อมมีเพียงเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อก่อนเลิกสัญญาโดยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ ๑ จำต้องใช้เงินเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา ๓๙๑ วรรคสาม แต่เมื่อหลังจากโจทก์รับคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดพร้อมกับภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าเบี้ยปรับ โจทก์จึงมอบการครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อต่อไป จึงไม่มีหนี้ค่าใช้ทรัพย์ที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมต้องรับผิดอีก จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน 

 

(ฎีกา ๗๒๓๔/๒๕๖๑

โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตั้งแต่ ๓ งวด ติดต่อกันขึ้นไปเป็นเวลาอย่างน้อย ๓๐ วัน แล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ อันจะทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันหรือสิ้นสุดลงเพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยโจทก์รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนนำออกขายทอดตลาด ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยาย หนี้ตามสัญญาที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องชดใช้ค่าขาดราคาย่อมระงับไปด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ ๑ ประกอบกับค่าเสียหายที่เป็นมูลหนี้ที่ขาดอยู่ตามสัญญานั้นเป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องได้ ในกรณีที่มีการผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาโดยชอบเท่านั้น ไม่ใช่ค่าเสียหายที่เรียกร้องได้ในกรณีที่สัญญาเลิกกันด้วยเหตุอื่นตามมาตรา ๓๙๑ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์  

 

(ฎีกา ๖๑๙๒/๒๕๖๑

ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ ระบุว่า “ถ้าหากผู้เช่าซื้อ (ก) ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ๓ งวด ติด ๆ กัน และเจ้าของได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ผิดนัดชำระภายในเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่ผู้เช่าซื้อยังคงเพิกเฉยไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ผิดนัดชำระให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด หรือ (ข) ...ฯลฯ ให้เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้โดยทันที...” แม้จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ๓ งวด ติดต่อกัน และโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ นำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระมาชำระภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่หนังสือฉบับนี้ส่งถึงจำเลยที่ ๑ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วไม่ชำระถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญา ซึ่งโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ (ก) แล้ว อันสอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่ใช้บังคับในขณะนั้น อันเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองผู้บริโภคมิให้โจทก์บอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดระยะเวลา ๓๐ วัน ก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ผู้บริโภคสามารถสละสิทธิความคุ้มครองตามสัญญาดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ นำรถที่เช่าซื้อไปส่งคืนแก่โจทก์ในวันเดียวกับวันที่ได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ โดยโจทก์รับรถที่เช่าซื้อไว้โดยมิได้อิดเอื้อนหรือสงวนสิทธิ์ในการเรียกค่าเสียหายหรือค่าขาดราคา สัญญาเช่าซื้อจึงไม่ได้เลิกกันเพราะจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ และจะถือว่าจำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๓ มิได้ เพราะตามข้อสัญญาดังกล่าวระบุว่า ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียก็ได้ โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือให้เจ้าของซึ่งหมายถึงโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน และส่งมอบรถคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และเจ้าของสงวนสิทธิ์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในสัญญาก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบไม่น้อยกว่า ๗ วัน และโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อแจ้งหรือสงวนสิทธิ์ในการเรียกค่าขาดราคาจากจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๓ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ นำรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์และโจทก์รับรถดังกล่าวไว้โดยมิได้อิดเอื้อน ถือได้ว่าคู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามมาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาให้จำเลยทั้งห้ารับผิดต่อโจทก์ 

 (ฎีกา ๒๗๓๔/๒๕๖๑)  

สัญญาตามเอกสาร  จ.๔  เป็นสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไขบังคับ  กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข  คือ  ได้ชำระราคาแก่ผู้ขายครบถ้วนแล้ว  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา ๔๕๙ สัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อที่เจ้าของทรัพย์เอาทรัพย์สินออกให้เช่า  และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า  โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว  ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา  ๕๗๒  อันว่าด้วยลักษณะเช่าซื้อแต่อย่างใด  สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อ 

                   ตามสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไข ข้อ ๓๓  ระบุว่า  “...ในกรณีที่สัญญาฉบับนี้ได้มีการบอกเลิกสัญญา  หรือสิ้นสุดลงตามกฎหมาย  ผู้ซื้อจะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี  ณ  ภูมิลำเนาของผู้ขายด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อ  พร้อมทั้งชำระค่าเสียหาย  หนี้สินที่ค้างชำระให้ผู้ขาย  และจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าขาดประโยชน์  ค่าซ่อม  หรือค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินที่ซื้อ...  รวมทั้งไม่ตัดสิทธิผู้ขายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายต่าง ๆ หากมีขึ้นหรือเพิ่มขึ้น”  สัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจของคู่สัญญาและข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ขายมิให้เสียหายเกินความจำเป็นเมื่อผู้ซื้อผิดข้อตกลงดังกล่าว  และหาทำให้อิสระในการแสดงเจตนาทำสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไข  ให้กลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาเช่าซื้อไม่  จึงไม่ต้องนำหลักเกณฑ์ในเรื่อง
ค่างวดที่ต้องชำระ  ๓  งวดติดต่อกัน  และในเรื่องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาตามแบบสัญญาเช่าซื้อมาใช้บังคับ  เมื่อจำเลยที่  ๑  ยินยอมส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์  จึงถือว่าโจทก์และจำเลยที่  ๑  มีเจตนาเลิกสัญญาโดยปริยาย สัญญาย่อมเป็นอันสิ้นสุด โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดราคาและค่าติดตามทวงถามจากจำเลยที่ ๑ รวมถึง จำเลยที่  ๒ และที่  ๓  ในฐานะผู้ค้ำประกันและเป็นลูกหนี้ร่วมได้   

(ฎีกา ๘๔๗๑/๒๕๖๑)  

เมื่อหนี้ค่าเช่าซื้อแต่ละงวดมีกำหนดเวลาชำระไว้ตามเวลาแห่งปฏิทิน  การที่จำเลยที่  ๑  ไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่  ๒๑  ตามกำหนด  จำเลยที่  ๑  จึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๒๐๔  วรรคสอง  คือ  วันที่  ๖  เมษายน  ๒๕๕๘  หาใช่จะต้องให้จำเลยที่  ๑  ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกันแล้วจึงจะถือว่าวันผิดนัด  ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเท่านั้น  เมื่อจำเลยที่  ๒  ได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ในวันที่  ๒๐  กรกฎาคม  ๒๕๕๘  ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่  ๑  ผิดนัดแล้ว  จำเลยที่  ๒  ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา  ๖๘๖  วรรคหนึ่งและวรรคสอง  เมื่อค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อวันที่  ๘  ตุลาคม  ๒๕๕๘  ซึ่งพ้นกำหนดหกสิบวันแล้ว  จำเลยที่  ๒  จึงไม่ต้องรับผิด  

(ฎีกา ๑๑๖๖/๒๕๖๒