Supreme Court of Thailand

เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ


กรณีค่าเสียหายเพื่อการลงโทษไม่ใช่หนี้เงินขณะฟ้อง

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๔๒ เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาและกำหนดเป็นการเฉพาะ โดยโจทก์มิต้องกล่าวไว้ในคำฟ้องและไม่จำต้องมีคำขอมาท้ายฟ้อง อีกทั้งไม่ถือเป็นทุนทรัพย์ใช้คำนวณค่าขึ้นศาลในขณะยื่นคำฟ้องคดีตามตาราง ๑ ท้ายป.วิ.พ. ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในกรณีนี้จึงมิใช่หนี้เงินขณะฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีได้ ตาม ปพพ. ๒๒๔ 

(ฎีกา ๑๘๖๕/๒๕๖๑)  

ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดจะต้องปฏิบัติตามข้อ ๑๐.๑ ที่กำหนดว่า กรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระเช่าซื้อ ๓ งวด ติดต่อกัน และเจ้าของได้บอกกล่าวเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในเวลาอย่างน้อย ๓๐ วัน นับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือ หากผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่าเช่าซื้อพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ ค่าใช้จ่ายและเงินอื่นใดที่ต้องชำระให้ครบจำนวนงวด ณ วันที่ชำระ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันที แต่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเพียง ๒ งวด ในขณะที่โจทก์ยังไม่มีสิทธิเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัด สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันเพราะผู้เช่าซื้อประพฤติผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว ทั้งไม่อาจถือได้ว่าการที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนเป็นการสละประโยชน์แห่งระยะเวลาที่ตนมีสิทธิชำระหนี้ตามสัญญาหรือตามที่กฎหมายคุ้มครองเพราะการส่งมอบรถอันเป็นวัตถุแห่งหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อคืนเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยตรง ส่วนกรณีที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อได้นำรถมาคืนโจทก์ ณ สาขาของโจทก์ แม้ตามพฤติการณ์จะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยฝ่ายผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๓ และข้อ ๑๔ ที่กำหนดให้สิทธิผู้เช่าซื้อสามารถบอกเลิกสัญญาในเวลาใด ๆ เสียก็ได้โดยการส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของ ณ ที่ทำการของเจ้าของและตกลงรับผิดในค่าขาดราคาหากว่านำรถออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เช่าซื้อ เงื่อนไขที่จะมีผลทำให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ถ้ามีข้อสงสัยต้องตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เช่าซื้อ เมื่อสัญญาข้อ ๑๔ กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า การบอกเลิกสัญญาโดยการส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืน ผู้เช่าซื้อต้องชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที....และผู้เช่าซื้อตกลงให้เจ้าของมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๓ อีกส่วนหนึ่ง (ถ้ามี) ด้วยเหตุนี้ การส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนที่จะถือว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาโดยฝ่ายผู้เช่าซื้อจึงต้องมีการปฏิบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขที่สัญญากำหนดไว้ทุกประการ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ๒ งวด ในขณะคืนรถแก่โจทก์ จึงไม่อาจถือได้ว่าการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ ๑ เป็นอันครบถ้วนถูกต้องตามสัญญาเช่าซื้อ โจทก์จึงไม่อาจหยิบยกข้อตกลงเรื่องความรับผิดในเรื่องขายทอดตลาดได้ราคาที่น้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญามาใช้บังคับเอากับจำเลยที่ ๑ เพราะเหตุผู้เช่าซื้อส่งมอบรถคืนได้ การที่จำเลยที่ ๑ นำรถที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนและโจทก์รับไว้โดยไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์ย่อมถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ระหว่างกันตามสัญญาอีกต่อไป โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจะฟ้องเรียกค่าขาดราคาคืนจากการขายทรัพย์ที่เช่าซื้อหรือราคาทรัพย์ที่เช่าซื้อส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งระงับไปแล้วหาได้ไม่ ประกอบกับค่าเสียหายที่เป็นมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญานั้นเป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องได้ในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาโดยชอบเท่านั้น ไม่ใช่ค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องเพื่อกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ในกรณีที่สัญญาเลิกกันด้วยเหตุอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๙๑ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระเงินในค่าขาดราคา (ฎีกา ๗๐๙๗/๒๕๖๑)  

การที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนแก่โจทก์และโจทก์รับรถยนต์ไว้ก่อนที่โจทก์จะส่งมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อทำการเช่าซื้อต่อไปนั้นเกิดจากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและโจทก์มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยที่ ๒ ขอให้ชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญา การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อปฏิเสธความรับผิด ประกอบกับความรับผิดของจำเลยที่ ๒ มีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๙๑ จึงย่อมมีอำนาจที่จะเข้าดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อปัดป้องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกหนี้ร่วมคนอื่นได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์มีการทวงถามเป็นหนังสือให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายใน ๓๐ วัน และบอกเลิกสัญญานั้น จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนแก่โจทก์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่มีสิทธิชำระหนี้แล้วหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกันตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อและโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาโดยชอบ การที่จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโดยจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อยินยอมให้จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนแก่โจทก์ถือว่าจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ตัวแทนเป็นคนนำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน เมื่อโจทก์รับไว้โดยไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยายในวันที่มีการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไปซึ่งรวมถึงสัญญาค้ำประกันที่เป็นหนี้อุปกรณ์ด้วย ส่วนการที่หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ติดต่อขอชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระพร้อมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อต่อไปก็เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่โดยใช้หลักฐานสัญญาเช่าซื้อเดิมเท่านั้นโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ยินยอมด้วย แม้จำเลยที่ ๒ จะได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์หลังจากที่จำเลยที่ ๒ นำรถไปคืน หรือมีการพยายามติดตามรถยนต์เช่าซื้อ แต่เป็นเพราะสาเหตุที่มีการทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์เท่านั้น ไม่ถึงขนาดให้รับฟังว่าจำเลยที่ ๒ รู้เห็นหรือให้ความยินยอมค้ำประกันกับการที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่ ทั้งไม่อาจนำข้อตกลงในสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อที่ระบุว่า “ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ และเจ้าของไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ ๑๐.๑ โดยยินยอมให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อหรือเงินจำนวนใด ๆ ที่ผิดนัดตามสัญญาข้อ ๑๖ ต่อไป ผู้เช่าซื้อหรือบุคคลซึ่งต้องร่วมรับผิดกับผู้เช่าซื้อยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสัญญาที่เป็นเหตุให้มีการผิดนัดโดยเคร่งครัด...” หรือข้อตกลงเรื่องการที่ผู้ให้เช่าซื้อขยายเวลาหรือผ่อนผันประการอื่นแก่ผู้เช่าซื้อตามสัญญาค้ำประกันมาใช้บังคับได้เนื่องจากก่อนมีการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยจำเลยที่ ๒ โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ประกอบกับสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ สิ้นผลผูกพันไปแล้วด้วยความระงับของสัญญาเช่าซื้อเดิม และเมื่อเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อเดิมกันโดยปริยาย คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมย่อมมีเพียงเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อก่อนเลิกสัญญาโดยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ ๑ จำต้องใช้เงินเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา ๓๙๑ วรรคสาม แต่เมื่อหลังจากโจทก์รับคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดพร้อมกับภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าเบี้ยปรับ โจทก์จึงมอบการครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อต่อไป จึงไม่มีหนี้ค่าใช้ทรัพย์ที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมต้องรับผิดอีก จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน 

 

(ฎีกา ๗๒๓๔/๒๕๖๑

โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตั้งแต่ ๓ งวด ติดต่อกันขึ้นไปเป็นเวลาอย่างน้อย ๓๐ วัน แล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ อันจะทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันหรือสิ้นสุดลงเพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยโจทก์รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนนำออกขายทอดตลาด ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยาย หนี้ตามสัญญาที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องชดใช้ค่าขาดราคาย่อมระงับไปด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ ๑ ประกอบกับค่าเสียหายที่เป็นมูลหนี้ที่ขาดอยู่ตามสัญญานั้นเป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องได้ ในกรณีที่มีการผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาโดยชอบเท่านั้น ไม่ใช่ค่าเสียหายที่เรียกร้องได้ในกรณีที่สัญญาเลิกกันด้วยเหตุอื่นตามมาตรา ๓๙๑ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์  

 

(ฎีกา ๖๑๙๒/๒๕๖๑

การที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนแก่โจทก์และโจทก์รับรถยนต์ไว้ก่อนที่โจทก์จะส่งมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อทำการเช่าซื้อต่อไปนั้นเกิดจากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและโจทก์มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยที่ ๒ ขอให้ชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญา การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อปฏิเสธความรับผิด ประกอบกับความรับผิดของจำเลยที่ ๒ มีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๙๑ จึงย่อมมีอำนาจที่จะเข้าดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อปัดป้องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกหนี้ร่วมคนอื่นได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์มีการทวงถามเป็นหนังสือให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายใน ๓๐ วัน และบอกเลิกสัญญานั้น จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนแก่โจทก์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่มีสิทธิชำระหนี้แล้วหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกันตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อและโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาโดยชอบ การที่จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโดยจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อยินยอมให้จำเลยที่ ๒ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนแก่โจทก์ถือว่าจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ตัวแทนเป็นคนนำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน เมื่อโจทก์รับไว้โดยไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยายในวันที่มีการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไปซึ่งรวมถึงสัญญาค้ำประกันที่เป็นหนี้อุปกรณ์ด้วย ส่วนการที่หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ติดต่อขอชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระพร้อมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อต่อไปก็เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่โดยใช้หลักฐานสัญญาเช่าซื้อเดิมเท่านั้นโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ยินยอมด้วย แม้จำเลยที่ ๒ จะได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์หลังจากที่จำเลยที่ ๒ นำรถไปคืน หรือมีการพยายามติดตามรถยนต์เช่าซื้อ แต่เป็นเพราะสาเหตุที่มีการทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์เท่านั้น ไม่ถึงขนาดให้รับฟังว่าจำเลยที่ ๒ รู้เห็นหรือให้ความยินยอมค้ำประกันกับการที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่ ทั้งไม่อาจนำข้อตกลงในสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อที่ระบุว่า “ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ และเจ้าของไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ ๑๐.๑ โดยยินยอมให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อหรือเงินจำนวนใด ๆ ที่ผิดนัดตามสัญญาข้อ ๑๖ ต่อไป ผู้เช่าซื้อหรือบุคคลซึ่งต้องร่วมรับผิดกับผู้เช่าซื้อยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสัญญาที่เป็นเหตุให้มีการผิดนัดโดยเคร่งครัด...” หรือข้อตกลงเรื่องการที่ผู้ให้เช่าซื้อขยายเวลาหรือผ่อนผันประการอื่นแก่ผู้เช่าซื้อตามสัญญาค้ำประกันมาใช้บังคับได้เนื่องจากก่อนมีการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยจำเลยที่ ๒ โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ประกอบกับสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ สิ้นผลผูกพันไปแล้วด้วยความระงับของสัญญาเช่าซื้อเดิม และเมื่อเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อเดิมกันโดยปริยาย คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมย่อมมีเพียงเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อก่อนเลิกสัญญาโดยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ ๑ จำต้องใช้เงินเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา ๓๙๑ วรรคสาม แต่เมื่อหลังจากโจทก์รับคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดพร้อมกับภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าเบี้ยปรับ โจทก์จึงมอบการครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อต่อไป จึงไม่มีหนี้ค่าใช้ทรัพย์ที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมต้องรับผิดอีก จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน 

 

(ฎีกา ๗๒๓๔/๒๕๖๑

โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตั้งแต่ ๓ งวด ติดต่อกันขึ้นไปเป็นเวลาอย่างน้อย ๓๐ วัน แล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ อันจะทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันหรือสิ้นสุดลงเพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยโจทก์รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนนำออกขายทอดตลาด ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยาย หนี้ตามสัญญาที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องชดใช้ค่าขาดราคาย่อมระงับไปด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ ๑ ประกอบกับค่าเสียหายที่เป็นมูลหนี้ที่ขาดอยู่ตามสัญญานั้นเป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องได้ ในกรณีที่มีการผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาโดยชอบเท่านั้น ไม่ใช่ค่าเสียหายที่เรียกร้องได้ในกรณีที่สัญญาเลิกกันด้วยเหตุอื่นตามมาตรา ๓๙๑ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์  

 

(ฎีกา ๖๑๙๒/๒๕๖๑

ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ ระบุว่า “ถ้าหากผู้เช่าซื้อ (ก) ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ๓ งวด ติด ๆ กัน และเจ้าของได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ผิดนัดชำระภายในเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่ผู้เช่าซื้อยังคงเพิกเฉยไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ผิดนัดชำระให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด หรือ (ข) ...ฯลฯ ให้เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้โดยทันที...” แม้จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ๓ งวด ติดต่อกัน และโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ นำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระมาชำระภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่หนังสือฉบับนี้ส่งถึงจำเลยที่ ๑ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วไม่ชำระถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญา ซึ่งโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ (ก) แล้ว อันสอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่ใช้บังคับในขณะนั้น อันเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองผู้บริโภคมิให้โจทก์บอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดระยะเวลา ๓๐ วัน ก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ผู้บริโภคสามารถสละสิทธิความคุ้มครองตามสัญญาดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ นำรถที่เช่าซื้อไปส่งคืนแก่โจทก์ในวันเดียวกับวันที่ได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ โดยโจทก์รับรถที่เช่าซื้อไว้โดยมิได้อิดเอื้อนหรือสงวนสิทธิ์ในการเรียกค่าเสียหายหรือค่าขาดราคา สัญญาเช่าซื้อจึงไม่ได้เลิกกันเพราะจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ และจะถือว่าจำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๓ มิได้ เพราะตามข้อสัญญาดังกล่าวระบุว่า ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียก็ได้ โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือให้เจ้าของซึ่งหมายถึงโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน และส่งมอบรถคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และเจ้าของสงวนสิทธิ์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในสัญญาก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบไม่น้อยกว่า ๗ วัน และโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อแจ้งหรือสงวนสิทธิ์ในการเรียกค่าขาดราคาจากจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๓ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ นำรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์และโจทก์รับรถดังกล่าวไว้โดยมิได้อิดเอื้อน ถือได้ว่าคู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามมาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาให้จำเลยทั้งห้ารับผิดต่อโจทก์ 

 (ฎีกา ๒๗๓๔/๒๕๖๑)  

สัญญาตามเอกสาร  จ.๔  เป็นสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไขบังคับ  กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข  คือ  ได้ชำระราคาแก่ผู้ขายครบถ้วนแล้ว  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา ๔๕๙ สัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อที่เจ้าของทรัพย์เอาทรัพย์สินออกให้เช่า  และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า  โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว  ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา  ๕๗๒  อันว่าด้วยลักษณะเช่าซื้อแต่อย่างใด  สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อ 

                   ตามสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไข ข้อ ๓๓  ระบุว่า  “...ในกรณีที่สัญญาฉบับนี้ได้มีการบอกเลิกสัญญา  หรือสิ้นสุดลงตามกฎหมาย  ผู้ซื้อจะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี  ณ  ภูมิลำเนาของผู้ขายด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อ  พร้อมทั้งชำระค่าเสียหาย  หนี้สินที่ค้างชำระให้ผู้ขาย  และจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าขาดประโยชน์  ค่าซ่อม  หรือค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินที่ซื้อ...  รวมทั้งไม่ตัดสิทธิผู้ขายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายต่าง ๆ หากมีขึ้นหรือเพิ่มขึ้น”  สัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจของคู่สัญญาและข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ขายมิให้เสียหายเกินความจำเป็นเมื่อผู้ซื้อผิดข้อตกลงดังกล่าว  และหาทำให้อิสระในการแสดงเจตนาทำสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไข  ให้กลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาเช่าซื้อไม่  จึงไม่ต้องนำหลักเกณฑ์ในเรื่อง
ค่างวดที่ต้องชำระ  ๓  งวดติดต่อกัน  และในเรื่องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาตามแบบสัญญาเช่าซื้อมาใช้บังคับ  เมื่อจำเลยที่  ๑  ยินยอมส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์  จึงถือว่าโจทก์และจำเลยที่  ๑  มีเจตนาเลิกสัญญาโดยปริยาย สัญญาย่อมเป็นอันสิ้นสุด โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดราคาและค่าติดตามทวงถามจากจำเลยที่ ๑ รวมถึง จำเลยที่  ๒ และที่  ๓  ในฐานะผู้ค้ำประกันและเป็นลูกหนี้ร่วมได้   

(ฎีกา ๘๔๗๑/๒๕๖๑)  

เมื่อหนี้ค่าเช่าซื้อแต่ละงวดมีกำหนดเวลาชำระไว้ตามเวลาแห่งปฏิทิน  การที่จำเลยที่  ๑  ไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่  ๒๑  ตามกำหนด  จำเลยที่  ๑  จึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๒๐๔  วรรคสอง  คือ  วันที่  ๖  เมษายน  ๒๕๕๘  หาใช่จะต้องให้จำเลยที่  ๑  ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกันแล้วจึงจะถือว่าวันผิดนัด  ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเท่านั้น  เมื่อจำเลยที่  ๒  ได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ในวันที่  ๒๐  กรกฎาคม  ๒๕๕๘  ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่  ๑  ผิดนัดแล้ว  จำเลยที่  ๒  ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา  ๖๘๖  วรรคหนึ่งและวรรคสอง  เมื่อค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อวันที่  ๘  ตุลาคม  ๒๕๕๘  ซึ่งพ้นกำหนดหกสิบวันแล้ว  จำเลยที่  ๒  จึงไม่ต้องรับผิด  

(ฎีกา ๑๑๖๖/๒๕๖๒

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๖๘๖  วรรคสอง  บัญญัติว่า  “ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน  ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง”  ตามข้อเท็จจริงหลังจากที่จำเลยที่  ๑  ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่  ๓๓  ประจำวันที่  ๑๐  พฤศจิกายน  ๒๕๕๘  ซึ่งถือเป็นวันที่จำเลยที่  ๑  ลูกหนี้ผิดนัด  แต่โจทก์หาได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ผู้ค้ำประกันไม่  โจทก์เพิ่งมีหนังสือขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่  ๖  กรกฎาคม  ๒๕๕๙  ส่งไปยังจำเลยทั้งสาม  อันถือได้ว่าเป็นวันที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน  เมื่อจำเลยที่  ๒  ได้รับหนังสือในวันที่  ๒๗  กรกฎาคม  ๒๕๕๙  และจำเลยที่  ๓  ได้รับหนังสือในวันที่  ๒๓  กรกฎาคม  ๒๕๕๙  จึงเกินกำหนด  ๖๐  วัน  นับแต่วันที่จำเลยที่  ๑  ผิดนัด  จึงมีผลให้จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน  ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้  แต่หนี้การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนหาใช่ค่าภาระติดพันอันเป็นหนี้อุปกรณ์ตามความหมายของมาตรา  ๖๘๖  วรรคสองไม่  จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่  ๑  ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์  หรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 

(ฎีกา ๙๐๓/๒๕๖๒)  

ภายหลังจากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดตั้งแต่วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสี่เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๘ ตามเอกสารหมาย จ.๑๐ และเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๙ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.๑๑ ถึง จ.๑๗   ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๖๘๖ วรรคหนึ่ง  บัญญัติว่า “เมื่อลูกหนี้ผิดนัด  ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน  ๖๐  วัน  นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด...”  บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดรูปแบบข้อความของหนังสือบอกกล่าวไว้อย่างชัดเจน  เพียงแต่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้ผิดนัดแล้ว  เพื่อผู้ค้ำประกันจะได้ใช้สิทธิเข้าชำระหนี้แทนลูกหนี้เพื่อลดภาระหนี้  การตีความข้อความในหนังสือบอกกล่าวจึงไม่จำต้องยึดถือรูปแบบที่เคร่งครัด  เมื่อปรากฏว่าเอกสารหมาย จ.๑๐ แผ่นที่ ๓ ถึงที่ ๕   ซึ่งโจทก์ส่งไปยังจำเลยที่ ๒  ถึงที่ ๔  มีเนื้อความระบุว่าจำเลยที่ ๑  ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นมียอดหนี้จำนวนเงินค้างชำระและยังมิได้ชำระหนี้  ขอให้ไปชำระหนี้  ย่อมถือได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวซึ่งมีข้อความที่แจ้งว่าลูกหนี้ผิดชำระหนี้  เข้าลักษณะเป็นหนังสือบอกกล่าวตามความมุ่งหมาย มาตรา  ๖๘๖ วรรคหนึ่ง  แล้ว  อย่างไรก็ตาม  แม้เอกสารดังกล่าวมีข้อความชัดเจนเพียงพอว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวไปถึงผู้ค้ำประกันก็ตาม  แต่โจทก์ก็ต้องนำสืบให้รับฟังได้ว่าผู้ค้ำประกันได้รับหนังสือบอกกล่าวภายใน  ๖๐  วัน  นับแต่วันที่ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด  เมื่อพิเคราะห์เอกสารหมาย  จ.๑๐ แผ่นที่ ๓  ถึงที่ ๕   ล้วนไม่มีรอยตราไปรษณีย์ประทับเพื่อแสดงว่าจำเลยที่ ๒  ถึงที่ ๔  ได้รับหนังสือวันใด  อีกทั้งโจทก์ก็มิได้มีหลักฐานใบตอบรับมาแสดงด้วย  จึงฟังไม่ได้ว่า  จำเลยที่ ๒  ถึงที่ ๔  ได้รับหนังสือบอกกล่าวภายใน  ๖๐  วัน  นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑  ผิดนัด  จำเลยที่ ๒  ถึงที่ ๔  ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วตามมาตรา  ๖๘๖ วรรคสอง  โจทก์คงเรียกให้จำเลยที่ ๒  ถึงที่ ๔  ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่คิดได้เพียง  ๖๐  วัน  นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑  ผิดนัดเท่านั้น  

(ฎีกา ๓๘๔๗/๒๕๖๒)  

จำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนองมา มิได้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นและมิใช่คู่สัญญาจำนองกับโจทก์  จำเลยที่ ๒ จึงมีหน้าที่เพียงปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอนจำนองเท่านั้น การที่จำเลยที่ ๒ มีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.๕ ถึงโจทก์ขอไถ่ถอนจำนองในวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยหนังสือแจ้งความประสงค์ดังกล่าวมีเอกสารแนบท้ายประกอบด้วยสำเนาสัญญาจำนอง สำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งระบุตำแหน่ง ลักษณะของทรัพย์สินที่จำนอง ชื่อเจ้าของเดิม ชื่อและภูมิลำเนาของผู้รับโอน  วันที่รับโอนกรรมสิทธิ์ รวมทั้งได้แจ้งความประสงค์ จะไถ่ถอนจำนองให้จำเลยที่ ๑ ทราบแล้ว ตามหนังสือแจ้งการขอไถ่ถอนจำนอง เอกสารหมาย ล.๖ หนังสือแจ้งขอไถ่ถอนของจำเลยที่ ๒ จึงมีรายละเอียดครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๗๓๘ แล้ว การที่โจทก์มีหนังสือปฏิเสธไม่รับชำระหนี้โดยมิได้ฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่จำเลยที่ ๒ มีคำเสนอเพื่อให้ศาลสั่งขายทอดตลาดทรัพย์ซึ่งจำนอง ถือว่าโจทก์ยอมรับคำเสนอขอไถ่จำนองของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวโดยปริยาย ตามมาตรา ๗๓๙, ๗๔๑ แล้ว จำเลยที่ ๒ จึงมีสิทธิไถ่จำนองในวงเงิน 500,000 บาท แม้ต่อมาจำเลยที่ ๒ มีหนังสือถึงโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.๑๐ นัดวันเวลา สถานที่ชำระเงินเพื่อไถ่จำนองและโจทก์มิได้ไปตามนัดหมายก็ตาม แต่สัญญาจำนองจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อจำเลยที่ ๒ ใช้เงินแก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ ๒ เสนอขอไถ่ถอน กรณีแม้โจทก์ไม่ไปตามนัด จำเลยที่ ๒ ยังสามารถไถ่ถอนจำนองได้ด้วยการวางเงินตามจำนวนที่เสนอขอไถ่ถอนต่อสำนักงานวางทรัพย์ ตามมาตรา ๗๔๑ ประกอบมาตรา ๓๓๑ เมื่อจำเลยที่ ๒ ยังมิได้ไถ่ถอน สัญญาจำนองจึงยังไม่ระงับสิ้นไป และจำเลยที่ ๒ เป็นเพียงบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์สินโดยติดจำนอง ซึ่งสิทธิหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินโดยติดจำนองนั้นมีบทบัญญัติโดยเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ ลักษณะ ๑๒ หมวด ๕ จำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจอ้างได้ว่าสัญญาจำนองระงับสิ้นไปเพราะผู้จำนองหลุดพ้น ตามมาตรา ๗๐๑, ๗๒๗ ประกอบมาตรา ๗๔๔ (๓) ได้  เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแก่จำเลยที่ ๒ แล้ว ตามเอกสารหมาย จ.๑๒ แต่จำเลยที่ ๒ เพิกเฉย จำเลยที่ ๒ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ ๒ ได้ และมีสิทธิได้ดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๔ 

 

(ฎีกา ๕๕๖๘/๒๕๖๒)