Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ


ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๖๘๖  วรรคสอง  บัญญัติว่า  “ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน  ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง”  ตามข้อเท็จจริงหลังจากที่จำเลยที่  ๑  ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่  ๓๓  ประจำวันที่  ๑๐  พฤศจิกายน  ๒๕๕๘  ซึ่งถือเป็นวันที่จำเลยที่  ๑  ลูกหนี้ผิดนัด  แต่โจทก์หาได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ผู้ค้ำประกันไม่  โจทก์เพิ่งมีหนังสือขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่  ๖  กรกฎาคม  ๒๕๕๙  ส่งไปยังจำเลยทั้งสาม  อันถือได้ว่าเป็นวันที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน  เมื่อจำเลยที่  ๒  ได้รับหนังสือในวันที่  ๒๗  กรกฎาคม  ๒๕๕๙  และจำเลยที่  ๓  ได้รับหนังสือในวันที่  ๒๓  กรกฎาคม  ๒๕๕๙  จึงเกินกำหนด  ๖๐  วัน  นับแต่วันที่จำเลยที่  ๑  ผิดนัด  จึงมีผลให้จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน  ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้  แต่หนี้การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนหาใช่ค่าภาระติดพันอันเป็นหนี้อุปกรณ์ตามความหมายของมาตรา  ๖๘๖  วรรคสองไม่  จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่  ๑  ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์  หรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 

(ฎีกา ๙๐๓/๒๕๖๒)  

ภายหลังจากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดตั้งแต่วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสี่เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๘ ตามเอกสารหมาย จ.๑๐ และเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๙ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.๑๑ ถึง จ.๑๗   ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๖๘๖ วรรคหนึ่ง  บัญญัติว่า “เมื่อลูกหนี้ผิดนัด  ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน  ๖๐  วัน  นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด...”  บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดรูปแบบข้อความของหนังสือบอกกล่าวไว้อย่างชัดเจน  เพียงแต่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้ผิดนัดแล้ว  เพื่อผู้ค้ำประกันจะได้ใช้สิทธิเข้าชำระหนี้แทนลูกหนี้เพื่อลดภาระหนี้  การตีความข้อความในหนังสือบอกกล่าวจึงไม่จำต้องยึดถือรูปแบบที่เคร่งครัด  เมื่อปรากฏว่าเอกสารหมาย จ.๑๐ แผ่นที่ ๓ ถึงที่ ๕   ซึ่งโจทก์ส่งไปยังจำเลยที่ ๒  ถึงที่ ๔  มีเนื้อความระบุว่าจำเลยที่ ๑  ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นมียอดหนี้จำนวนเงินค้างชำระและยังมิได้ชำระหนี้  ขอให้ไปชำระหนี้  ย่อมถือได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวซึ่งมีข้อความที่แจ้งว่าลูกหนี้ผิดชำระหนี้  เข้าลักษณะเป็นหนังสือบอกกล่าวตามความมุ่งหมาย มาตรา  ๖๘๖ วรรคหนึ่ง  แล้ว  อย่างไรก็ตาม  แม้เอกสารดังกล่าวมีข้อความชัดเจนเพียงพอว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวไปถึงผู้ค้ำประกันก็ตาม  แต่โจทก์ก็ต้องนำสืบให้รับฟังได้ว่าผู้ค้ำประกันได้รับหนังสือบอกกล่าวภายใน  ๖๐  วัน  นับแต่วันที่ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด  เมื่อพิเคราะห์เอกสารหมาย  จ.๑๐ แผ่นที่ ๓  ถึงที่ ๕   ล้วนไม่มีรอยตราไปรษณีย์ประทับเพื่อแสดงว่าจำเลยที่ ๒  ถึงที่ ๔  ได้รับหนังสือวันใด  อีกทั้งโจทก์ก็มิได้มีหลักฐานใบตอบรับมาแสดงด้วย  จึงฟังไม่ได้ว่า  จำเลยที่ ๒  ถึงที่ ๔  ได้รับหนังสือบอกกล่าวภายใน  ๖๐  วัน  นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑  ผิดนัด  จำเลยที่ ๒  ถึงที่ ๔  ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วตามมาตรา  ๖๘๖ วรรคสอง  โจทก์คงเรียกให้จำเลยที่ ๒  ถึงที่ ๔  ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่คิดได้เพียง  ๖๐  วัน  นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑  ผิดนัดเท่านั้น  

(ฎีกา ๓๘๔๗/๒๕๖๒)  

จำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนองมา มิได้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นและมิใช่คู่สัญญาจำนองกับโจทก์  จำเลยที่ ๒ จึงมีหน้าที่เพียงปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอนจำนองเท่านั้น การที่จำเลยที่ ๒ มีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.๕ ถึงโจทก์ขอไถ่ถอนจำนองในวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยหนังสือแจ้งความประสงค์ดังกล่าวมีเอกสารแนบท้ายประกอบด้วยสำเนาสัญญาจำนอง สำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งระบุตำแหน่ง ลักษณะของทรัพย์สินที่จำนอง ชื่อเจ้าของเดิม ชื่อและภูมิลำเนาของผู้รับโอน  วันที่รับโอนกรรมสิทธิ์ รวมทั้งได้แจ้งความประสงค์ จะไถ่ถอนจำนองให้จำเลยที่ ๑ ทราบแล้ว ตามหนังสือแจ้งการขอไถ่ถอนจำนอง เอกสารหมาย ล.๖ หนังสือแจ้งขอไถ่ถอนของจำเลยที่ ๒ จึงมีรายละเอียดครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๗๓๘ แล้ว การที่โจทก์มีหนังสือปฏิเสธไม่รับชำระหนี้โดยมิได้ฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่จำเลยที่ ๒ มีคำเสนอเพื่อให้ศาลสั่งขายทอดตลาดทรัพย์ซึ่งจำนอง ถือว่าโจทก์ยอมรับคำเสนอขอไถ่จำนองของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวโดยปริยาย ตามมาตรา ๗๓๙, ๗๔๑ แล้ว จำเลยที่ ๒ จึงมีสิทธิไถ่จำนองในวงเงิน 500,000 บาท แม้ต่อมาจำเลยที่ ๒ มีหนังสือถึงโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.๑๐ นัดวันเวลา สถานที่ชำระเงินเพื่อไถ่จำนองและโจทก์มิได้ไปตามนัดหมายก็ตาม แต่สัญญาจำนองจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อจำเลยที่ ๒ ใช้เงินแก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ ๒ เสนอขอไถ่ถอน กรณีแม้โจทก์ไม่ไปตามนัด จำเลยที่ ๒ ยังสามารถไถ่ถอนจำนองได้ด้วยการวางเงินตามจำนวนที่เสนอขอไถ่ถอนต่อสำนักงานวางทรัพย์ ตามมาตรา ๗๔๑ ประกอบมาตรา ๓๓๑ เมื่อจำเลยที่ ๒ ยังมิได้ไถ่ถอน สัญญาจำนองจึงยังไม่ระงับสิ้นไป และจำเลยที่ ๒ เป็นเพียงบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์สินโดยติดจำนอง ซึ่งสิทธิหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินโดยติดจำนองนั้นมีบทบัญญัติโดยเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ ลักษณะ ๑๒ หมวด ๕ จำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจอ้างได้ว่าสัญญาจำนองระงับสิ้นไปเพราะผู้จำนองหลุดพ้น ตามมาตรา ๗๐๑, ๗๒๗ ประกอบมาตรา ๗๔๔ (๓) ได้  เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแก่จำเลยที่ ๒ แล้ว ตามเอกสารหมาย จ.๑๒ แต่จำเลยที่ ๒ เพิกเฉย จำเลยที่ ๒ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ ๒ ได้ และมีสิทธิได้ดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๔ 

 

(ฎีกา ๕๕๖๘/๒๕๖๒)  

แม้โจทก์และจำเลยทั้งสามจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ก็ตาม  แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองนับจากนั้น  โจทก์ต้องปฏิบัติตามป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งบัญญัติว่า  “เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น  ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้” โดยโจทก์ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสามลูกหนี้ก่อนว่า  ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยทั้งสามลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวบังคับจำนองนั้น  ดังนั้น  เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองลงวันที่ 13 กันยายน 2559 ซึ่งกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองดังกล่าว จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 ตามใบตอบรับ เอกสารหมาย จ.๒ อันเป็นการกำหนดระยะเวลาน้อยกว่าหกสิบวันซึ่งเป็นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายระบุไว้ชัดเจนแน่นอนแล้ว จึงจะนำระยะเวลา 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปรวมกับระยะเวลาหลังจากนั้นจนถึงวันฟ้องว่าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวันแล้วหาได้ไม่ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง  ที่แก้ไขใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้./

(ฎีกา ๕๗๐๒/๒๕๖๒)  

ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง คงบัญญัติแต่เพียงว่าการโอนสิทธิเรียกร้องจะต้องทำเป็นหนังสือจึงจะสมบูรณ์  ไม่ได้กำหนดบังคับว่าจะต้องนำความไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เมื่อได้ความว่าวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๓ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์และหลักประกันของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นสิทธิจำนอง จำนำ สิทธิค้ำประกันที่ลูกหนี้รวมทั้งจำเลยมีต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์แล้ว  ตามสำเนาสัญญาโอนสินทรัพย์ และรายชื่อลูกหนี้เอกสารหมาย จ.๑๘ ทั้งโจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบโดยวิธีโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวัน “กรุงเทพธุรกิจ” ตามสำเนาหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและหนังสือพิมพ์เอกสารหมาย จ.๑๙ ดังนี้ต้องถือว่าการโอนสิทธิเรียกร้องได้ทำถูกต้องสมบูรณ์ ตาม มาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง แล้ว  ประกอบกับการโอนสิทธิเรียกร้อง คือการโอนหนี้ประธานระหว่างเจ้าหนี้เดิมกับลูกหนี้ และเมื่อได้โอนสิทธิเรียกร้องหรือโอนหนี้ดังกล่าวไปย่อมเกิดผลในทางกฎหมาย ทำให้สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือหลักประกันทางธุรกิจที่มีอยู่เกี่ยวพันกับสิทธิเรียกร้อง สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันที่ได้ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอน ตามมาตรา 305 วรรคหนึ่ง โดยเจ้าหนี้ผู้รับโอนมิพักต้องทำสัญญาจำนอง สัญญาจำนำ กับลูกหนี้เป็นฉบับใหม่อีก สิทธิดังกล่าวก็มีผลใช้บังคับระหว่างกันได้ อันแตกต่างไปจากกรณีของการก่อหนี้สัญญาจำนองปกติทั่วไป  ซึ่งต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด คือ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม มาตรา 714 ส่วนกรณีที่พระราชกำหนดบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 6 บัญญัติว่า “ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกัน ให้หลักประกันนั้น ตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วย” นั้น เห็นว่า เป็นบทบัญญัติเรื่องการโอนสินทรัพย์ซึ่งหมายถึง สินทรัพย์ทั้งหมดรวมทั้งบรรดาสิทธิเรียกร้องที่มีของผู้โอนและสิทธิเรียกร้องได้มีบัญญัติไว้อยู่แล้วใน ป.พ.พ. มาตรา 305 วรรคหนึ่ง แต่ยังมิได้รวมถึงเรื่องหลักประกันอื่น ที่พระราชกำหนดบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 6 บัญญัติดังกล่าว จึงพอแปลได้ว่าเป็นบทบัญญัติเพิ่มเติมให้ครอบคลุมถึงหลักประกันอื่นถ้ามีว่า ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอื่นก็ให้หลักประกันอื่นนอกจากสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันโอนไปพร้อมกับสิทธิดังกล่าวด้วย หาได้แปลความว่า การโอนสินทรัพย์ทำให้หลักประกันอื่นเป็นการเฉพาะตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส่วนสิทธิจำนองและสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันดังกล่าวไม่ตกไปด้วยแต่ประการใด การโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งสิทธิจำนองระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้โอน กับโจทก์ผู้รับโอนชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีส่วนได้เสียจึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองได้

                        ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/27 และมาตรา 745 ได้บัญญัติให้ผู้รับจำนองมีสิทธิในการบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง แม้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความก็ตามแต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกิน  5 ปี ขึ้นไปไม่ได้ และมาตรา 193/33 บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนดอายุความ 5 ปี คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเฉพาะส่วน  โดยโจทก์ขอดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 21,000,000 บาทถึงวันฟ้อง 5 ปี เป็นเงิน 19,950,000 บาท ตามมาตรา 745 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

                            เมื่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับจำนองไม่ได้ขอรับชำระหนี้ ในคดีที่จำเลยล้มละลาย ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ยังคงมีสิทธิเหนือทรัพย์จำนองของจำเลย โจทก์ได้รับช่วงสิทธิมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่รับโอนหนี้จากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จึงไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย  แต่มีสิทธิฟ้องบังคับเอากับทรัพย์จำนองได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 และ 95   อนึ่ง แม้ตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันข้อ 6 ระบุว่า “เมื่อมีการบังคับจำนองเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วก็ดีหรือเมื่อผู้รับจำนองเอาทรัพย์สินจำนองหลุดเป็นสิทธิ  และราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับหนี้อุปกรณ์ดังได้กล่าวมาแล้วก็ดี เงินยังขาดจำนวนเท่าใดผู้จำนองยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบ” แต่เมื่อหนี้ประธานคือหนี้ตามสัญญากู้ยืมที่จำเลยทำไว้ต่อเจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๓๘ โจทก์รับโอนและนำมาฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน 2556 เกินกำหนดเวลาสิบปีขาดอายุความแล้วข้อเท็จจริงย่อมถือได้ว่า หนี้ประธานเป็นอันระงับไป ไม่อาจบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้อีกต่อไป โจทก์คงบังคับชำระหนี้ได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยจำนองไว้เท่านั้น  จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยไม่ได้./

 (ฎีกา ๒๒๖๐/๒๕๖๒

การฟ้องคดีผู้บริโภคโจทก์เพียงบรรยายข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับชัดเจนพอที่จะทำให้เข้าใจได้ตามที่บัญญัติในมาตรา  ๒๐  วรรคสอง  แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค  พ.ศ. ๒๕๕๑  ก็เป็นการเพียงพอ  โจทก์หาจำต้องปรับบทกฎหมายที่ฝ่ายจำเลยต้องรับผิดมาในคำฟ้องไม่  การที่โจทก์ตั้งข้อหาในฟ้องว่าเป็นเรื่องสินค้าที่ไม่ปลอดภัยเพราะความชำรุดบกพร่องของรถพิพาทและฟ้องให้จำเลยที่  ๑  ผู้ผลิต  จำเลยที่  ๒  ผู้รับหรือซื้อรถพิพาทจากจำเลยที่  ๑  ไปจำหน่าย  จำเลยที่  ๓  ผู้แทนจำหน่ายของจำเลยที่  ๒  และจำเลยที่  ๔  ผู้ให้เช่าซื้อรถพิพาทแก่โจทก์ ร่วมกันรับผิดโดยบรรยายฟ้องถึงเหตุแห่งความรับผิดว่า  รถพิพาทมีความชำรุดบกพร่อง  เครื่องยนต์ดับในขณะที่รถแล่นหรือจอดและไม่สามารถติดเครื่องยนต์ได้  ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตของโจทก์และผู้อื่นนั้น  นอกจากเป็นการฟ้องให้รับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย  พ.ศ. ๒๕๕๑  แล้ว  ยังเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสี่รับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถพิพาทซึ่งอยู่ในเกณฑ์ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค  พ.ศ. ๒๕๕๑  อยู่ด้วย  ฟ้องโจทก์หาได้จำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสี่เพียงในฐานะเป็นผู้ประกอบการตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย  พ.ศ. ๒๕๕๑  ไม่

จำเลยที่  ๓  เป็นผู้จำหน่ายรถพิพาทแก่โจทก์  จึงอยู่ในฐานะผู้ขายรถพิพาทซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจโดยมีโจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคตามมาตรา  ๓  แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค  พ.ศ. ๒๕๕๑  และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค  พ.ศ. ๒๕๒๒  แม้จำเลยที่  ๓  ตกลงให้โจทก์ใช้วิธีการเช่าซื้อรถพิพาทและจัดหาจำเลยที่  ๔  ให้เป็นผู้ให้เช่าซื้อโดยมีโจทก์เป็นผู้เช่าซื้อ  ก็หามีผลเปลี่ยนแปลงนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่  ๓ กับโจทก์ดังกล่าวไม่  เมื่อรถพิพาทมีความชำรุดบกพร่อง  จำเลยที่  ๓  ซึ่งเป็นผู้ขายจึงต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา  ๔๗๒    จึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ ./

               จำเลยที่  ๒  ซึ่งให้จำเลยที่  ๓  เป็นผู้จำหน่ายรถเชฟโรเลตรวมทั้งรถพิพาทแก่ตนนั้น  ตามพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่  ๑  ผู้ผลิตรถเชฟโรเลต  ที่มีจำเลยที่  ๒  เป็นตัวแทนจำหน่าย  และจำเลยที่  ๒  ให้จำเลยที่  ๓  เป็นผู้แทนจำหน่ายของตน  โดยมีระบบการรับประกันรถยนต์ที่จำหน่ายด้วยการให้ศูนย์บริการของเชฟโรเลตทั่วประเทศให้บริการซ่อมและบำรุงรักษารถเชฟโรเลตตามระยะเวลาหรือระยะทางที่รับประกันภายใต้การควบคุมคุณภาพและกำกับดูแลมาตรฐานการซ่อมของจำเลยที่  ๒  โดยใกล้ชิด  ซึ่งย่อมเป็นไปเพื่อรักษาชื่อเสียงรถยนต์เชฟโรเลตที่จำเลยที่  ๑  ผลิตให้เป็นที่เชื่อถือในท้องตลาด  อันเป็นประโยชน์ในธุรกิจของจำเลยที่  ๑  ในฐานะผู้ผลิต  จำเลยที่  ๒  ในฐานะตัวแทนจำหน่ายร่วมกับจำเลยที่  ๓  ในฐานะผู้แทนจำหน่ายของจำเลยที่  ๒  กรณีเช่นนี้  แม้จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  จะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ก็มีฐานะเป็นผู้ร่วมกันประกอบธุรกิจจำหน่ายและให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์เชฟโรเลตรวมทั้งรถพิพาทแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าผู้บริโภคและต่างต้องร่วมกันกับจำเลยที่  ๑  รับผิดต่อโจทก์ในความชำรุดบกพร่องของรถพิพาทด้วย 

 จำเลยที่  ๔  ผู้ให้เช่าซื้อและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถพิพาท  ย่อมมีหน้าที่ส่งมอบรถพิพาทให้แก่โจทก์ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในสภาพที่เรียบร้อยและสมบูรณ์  จำเลยที่  ๔  ไม่อาจอ้างว่าเป็นเพียงผู้ให้สินเชื่อแก่โจทก์ในการซื้อรถพิพาทจากจำเลยที่  ๓  แล้วนำออกให้โจทก์เช่าซื้อขึ้นเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดได้  ที่จำเลยที่  ๔  ให้การปฏิเสธความรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถพิพาทโดยอ้างความตกลงตามสัญญาเช่าซื้อ  เอกสารหมาย  ล.๕  ข้อ  ๓  ที่ระบุความว่า  ผู้เช่าซื้อไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ  สำหรับความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เกิดขึ้นหรือปรากฏหลังจากวันที่ผู้เช่าซื้อรับมอบรถยนต์  ไม่ว่าตรวจพบขณะส่งมอบหรือไม่  เจ้าของไม่ต้องรับผิดเนื่องจากความชำรุดบกพร่องนั้น  พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม  พ.ศ. ๒๕๔๐  มาตรา  ๖  บัญญัติว่า  สัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพที่มีการชำระหนี้ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้บริโภค  จะมีข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิไม่ได้  เว้นแต่ผู้บริโภคได้รู้ถึงความชำรุดบกพร่องหรือเหตุแห่งการรอนสิทธิอยู่แล้วในขณะทำสัญญา  ในกรณีนี้ให้ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดนั้นมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น  ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน  ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา  ๑๔๒  (๕)  ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค  พ.ศ. ๒๕๕๑  มาตรา  ๗  เช่นนี้  ข้อตกลงที่ยกเว้นความรับผิดกรณีชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งไม่สามารถตรวจพบขณะส่งมอบ  จึงเป็นข้อตกลงที่ก่อให้จำเลยที่  ๔  ผู้ให้เช่าซื้อเกิดความได้เปรียบโจทก์ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคเกินสมควรจึงไม่อาจบังคับได้  เมื่อความชำรุดบกพร่องของรถพิพาทปรากฏขึ้นภายหลังจากวันที่โจทก์รับมอบรถพิพาทแล้ว  จำเลยที่  ๔  จึงต้องร่วมกับจำเลยที่  ๑  รับผิดต่อโจทก์ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา  ๔๗๒  ซึ่งใช้บังคับแก่การเช่าซื้อด้วยตามมาตรา  ๕๔๙ 

          จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถพิพาทในขณะโจทก์ฟ้องคดี  ทั้งไม่ใช่ผู้รับชำระค่าเช่าซื้อรถที่โจทก์ชำระไปแล้วจากโจทก์  โจทก์ในฐานะผู้บริโภคคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าที่ชำรุดบกพร่องและเรียกค่าเสียหายภายใต้บังคับของกฎหมายเท่านั้น  กรณีย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  รับรถพิพาทคืนไปจากโจทก์และชำระค่าเช่าซื้อรถที่โจทก์ชำระไปคืนแก่โจทก์ตามคำขอบังคับของโจทก์ได้  ส่วนจำเลยที่  ๔  ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถพิพาทและเป็นผู้ให้เช่าซื้อ  ส่งมอบรถพิพาทที่มีความชำรุดบกพร่องแม้ไม่เห็นประจักษ์ในขณะส่งมอบให้แก่โจทก์  ย่อมเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้  จำเลยที่  ๔  จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ  เมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน  โจทก์ย่อมปฏิเสธยังไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาได้จนกว่าจำเลยที่  ๔  จะปฏิบัติตามสัญญาด้วยการแก้ไขปัญหาความชำรุดบกพร่องให้รถพิพาทที่เช่าซื้ออยู่ในสภาพสมบูรณ์เรียบร้อยพร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัยเสียก่อน  และจำเลยที่  ๔  จะยกเอาเหตุที่โจทก์ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเป็นเหตุผิดนัดเพื่อบอกเลิกสัญญาไม่ได้ตาม ป.พ.พ.  มาตรา  ๓๖๙  การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่  ๔  จึงไม่มีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบ  แม้คดีไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า  ก่อนฟ้องคดีโจทก์นำรถพิพาทไปคืนหรือแสดงเจตนาคืนรถพิพาทให้แก่จำเลยที่  ๔  หรือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ  แต่การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยที่  ๔  รับรถพิพาทคืนไป  ย่อมเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อด้วยเหตุอันเกิดแต่จำเลยที่  ๔  เป็นฝ่ายผิดสัญญา  คู่กรณีจึงต้องกลับสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๓๙๑  โจทก์จึงขอให้บังคับจำเลยที่  ๔  ใช้เงินค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระไปแล้วแก่โจทก์ได้  โดยโจทก์ต้องส่งมอบรถพิพาทคืนแก่จำเลยที่  ๔  และต้องชำระค่าใช้รถพิพาทแก่จำเลยที่  ๔  ด้วย  เมื่อพิเคราะห์ถึงเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ  เอกสารหมาย  จ.๕  ประกอบด้วยแล้ว  เห็นควรกำหนดให้จำเลยที่  ๔  รับผิดคืนเงินส่วนนี้แก่โจทก์  ๒๕๐,๐๐๐  บาท  เมื่อโจทก์ส่งมอบรถพิพาทที่มีความชำรุดบกพร่องของเครื่องยนต์ดังวินิจฉัยคืนแก่จำเลยที่  ๔  โดยสภาพรถพิพาทส่วนอื่นอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีแล้วเสียก่อน 

          จำเลยที่  ๒  ถึงที่  ๔  ไม่ใช่ผู้ประกอบการตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย  พ.ศ. ๒๕๕๑  จึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายเชิงลงโทษ  และแม้คำฟ้องโจทก์เป็นการขอบังคับตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค  พ.ศ. ๒๕๕๑  อยู่ด้วย ซึ่งตามมาตรา  ๔๒  เป็นบทบัญญัติให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษได้  แต่เมื่อไม่ปรากฏความว่า  จำเลยที่  ๒  ถึงที่  ๔  มีการกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบโจทก์โดยไม่เป็นธรรม  หรือจงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหาย  หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่โจทก์  หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบของตน  อันเป็นเหตุที่จะกำหนดให้รับผิดในค่าเสียหายเชิงลงโทษได้ตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค  พ.ศ. ๒๕๕๑  มาตรา ๔๒ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ 

 (ฎีกา ๑๔๕๕/๒๕๖๒)  (อัพเดท 24.02.2563)

 

 

โจทก์เป็นเจ้าหนี้เงินกู้จำเลยตามที่ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิม  โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของจำเลยผู้เป็นลูกหนี้จนสิ้นเชิง  รวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ  ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่จำเลยด้วยอย่างเจ้าหนี้สามัญ  ตาม ป.พ.พ. มาตรา  ๒๑๔  ทั้งจำเลยยังจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันของตนแก่เจ้าหนี้เดิมและโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิจำนอง  โดยมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้  จำเลยยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบจำนวน  อันเป็นความตกลงยกเว้นบทบัญญัติ  มาตรา  ๗๓๓  ซึ่งใช้บังคับได้  โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้จำนองอีกฐานะหนึ่งซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญด้วย  เมื่อโจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องว่า  หากจำเลยไม่ชำระหนี้เงินตามคำขอ  ให้ยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยและทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน  ซึ่งเป็นการขอให้บังคับตามสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยผู้เป็นลูกหนี้โดยไม่จำกัดว่าเป็นทรัพย์สินที่จำนองหรือไม่ จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง จึงชอบที่ศาลจะบังคับให้ดังที่กฎหมายบัญญัติไว้  ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในส่วนนี้เพียงว่าหากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ เป็นทำนองกำหนดวิธีการบังคับชำระหนี้อย่างเป็นลำดับโดยให้โจทก์ต้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองก่อนเท่านั้น  ย่อมเป็นการจำกัดสิทธิบังคับชำระหนี้ของโจทก์ให้ด้อยลงกว่าที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบ./  

 

 

(ฎีกา ๕๖๓๐/๒๕๖๒)  (อัพเดท 24.02.2563)

มาตรา ๕๗๒ แห่ง ป.พ.พ.บัญญัติถึงลักษณะและความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าซื้อไว้ว่า “อันว่าเช่าซื้อนั้น คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว” และวรรคสอง “สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ” ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.๓ มีข้อกำหนดและเงื่อนไขในข้อสำคัญที่เป็นไปตามลักษณะของสัญญาเช่าซื้อและทำเป็นหนังสือสมบูรณ์ตามกฎหมาย ส่วนการที่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.๒๕๕๕ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ กำหนดให้การทำสัญญาเช่าซื้อประเภทของรถยนต์ที่พิพาทในคดีนี้ไว้ในข้อ ๔ ว่า สัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน...และจะต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (๑)รายละเอียดเกี่ยวกับ ก. ยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถัง สภาพของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ว่าเป็นรถใหม่ หรือรถใช้แล้ว และระยะทางที่ได้ใช้แล้วโดยให้มีหน่วยเป็นกิโลเมตรหรือไมล์ รวมทั้งภาระผูกพันของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ (ถ้ามี) ข.ราคาเงินสด จำนวนเงินจอง จำนวนเงินดาวน์ ราคาเงินสดส่วนที่เหลือ อัตราดอกเบี้ยที่เช่าซื้อ จำนวนงวดที่ผ่อนชำระ จำนวนเงินค่าเช่าซื้อทั้งสิ้น จำนวนค่าเช่าซื้อที่ผ่อนชำระในแต่ละงวด จำนวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระในแต่ละงวด เริ่มชำระค่างวดแรกในวันที่ ชำระค่างวดต่อๆ ไปภายในวันที่  ค. วิธีคำนวณเงินค่าเช่าซื้อ และจำนวนค่าเช่าซื้อ จำนวนดอกเบี้ยที่ชำระ จำนวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระในแต่ละงวด นั้น แม้จะเห็นได้ว่าประกาศดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่ต้องการคุ้มครองผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภค แต่การที่สัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.๓ ไม่ได้ระบุข้อความตามประกาศฯ ที่เป็นราคาเงินสด จำนวนเงินจอง จำนวนเงินดาวน์ ราคาเงินสดส่วนที่เหลือ อัตราดอกเบี้ยที่เช่าซื้อ...ก็เป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับราคาของทรัพย์ที่เช่าซื้อ วิธีการชำระค่าเช่าซื้อ หรือผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการทำสัญญา ซึ่งไม่มีผลถึงขนาดที่จะทำให้สัญญาเช่าซื้อที่สมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วใช้บังคับไม่ได้ ประกอบกับประกาศฯ  ไม่ได้กำหนดไว้ชัดแจ้งว่า สัญญาเช่าซื้อที่ไม่ระบุข้อความตามที่ประกาศฯกำหนดจะใช้บังคับไม่ได้ และตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๓๕ ตรี ยังบัญญัติเป็นลักษณะบังคับไว้อีกว่า “เมื่อคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดให้สัญญาของการประกอบธุรกิจที่ควบคุมสัญญาต้องใช้ข้อสัญญาใด หรือต้องใช้ข้อสัญญาใดโดยมีเงื่อนไขในการใช้ข้อสัญญานั้นด้วยตามมาตรา ๓๕ ทวิ แล้ว ถ้าสัญญานั้นไม่ใช้ข้อสัญญาดังกล่าวหรือใช้ข้อสัญญาดังกล่าวแต่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข  ให้ถือว่าสัญญานั้นใช้ข้อสัญญาดังกล่าวหรือใช้ข้อสัญญาดังกล่าวตามเงื่อนไขนั้น” อันแสดงถึงว่าประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญามิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นไปตามประกาศฯ จะใช้บังคับไม่ได้ทุกกรณี เพียงแต่ต้องการให้ใช้บังคับในลักษณะให้เกิดความเป็นธรรมและไม่ให้ผู้บริโภคเสียเปรียบมากเกินไปเท่านั้น กับทั้งข้อความที่เป็นราคาเงินสด จำนวนเงินจอง จำนวนเงินดาวน์ ราคาเงินสดส่วนที่เหลือ อัตราดอกเบี้ยที่เช่าซื้อ... ไม่ได้ก่อให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ และอำนาจในการตัดสินใจเข้าทำสัญญาเช่าซื้อก็ยังอยู่กับผู้บริโภคจึงถือไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่อาจก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรืออาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวมด้วย นอกจากนี้เมื่อคู่สัญญามีการประพฤติผิดสัญญาหรือสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไม่ว่ากรณีใด ๆ ป.พ.พ. มาตรา ๓๙๑ มาตรา ๕๗๓ และ ๕๗๔ ก็บัญญัติรองรับในการกลับคืนสู่ฐานะเดิมหรือในการกำหนดค่าเสียหาย โดยพิจารณาถึงพฤติการณ์หรือความสุจริตของคู่สัญญาซึ่งศาลสามารถนำมาปรับใช้ได้ตามสมควรอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกันอันเป็นการประพฤติผิดสัญญา และโจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาโดยชอบตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.๓ ข้อ ๑๐.๑ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง 

(ฎีกา ๔๕๙๐/๒๕๖๒)  (อัพเดท 01.04.2563)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7503/2561 

          สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งพ้นโทษในคดีก่อนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 นับถึงวันกระทำความผิดคดีนี้แม้จะเกินกว่า 5 ปีก็ตาม แต่เมื่อมากระทำความผิดคดีนี้ซึ่งไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขตาม ป.อ. มาตรา 56 ที่จะรอการกำหนดโทษให้ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งพ้นโทษในคดีก่อนเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2556 และกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 จึงยังพ้นโทษมาไม่เกิน 5 ปี ทั้งความผิดในคดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 837/2552 ของศาลจังหวัดนางรอง และความผิดคดีนี้ต่างก็ไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ โดยโทษจำคุกในคดีก่อนมีกำหนด 5 ปี 3 เดือน ซึ่งเป็นโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือน กรณีของจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการกำหนดโทษให้ได้เช่นเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8480/2561

          มูลเหตุการกระทำความผิดในคดีนี้เกิดจากการนำเรือกลประมงทะเลชั้น 1 ขนาด 43.14 ตันกรอส ออกจากท่า โดยไม่มีคนใช้เครื่องจักรยนต์ชั้นหนึ่งตามที่แจ้งต่อเจ้าพนักงานก่อนนำเรือออกจากท่า ซึ่งเป็นการใช้เรือผิดเงื่อนไขหรือข้อกำหนดในใบอนุญาตใช้เรือและเป็นเรือประมงซึ่งปฏิบัติไม่ครบตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และการที่จำเลยยินยอมให้ผู้ควบคุมเรือกระทำการดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าเรือของจำเลยเป็นเรือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับใบอนุญาตแต่อย่างใด เรือประมงของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ริบเรือประมงของกลางจึงชอบแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5129/2560

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. 2490 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 62 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มี พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 หลังจากนั้นมี พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 แต่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 และ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดย พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 87 ให้ระวางโทษจำคุกหกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าแสนบาท ส่วน พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 141 ให้ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โทษตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่มีโทษจำคุกด้วย กรณีไม่อาจกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไปเพราะศาลลงโทษจำเลยได้เพียงโทษปรับเท่านั้น อย่างไรก็ตามในส่วนของโทษปรับที่ศาลนำมาลงโทษจำเลยนั้น พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 87 มีระวางโทษขั้นต่ำให้ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าจะในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

(วินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4514/2560 และ 4515/2560)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661/2561 

          ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มาตรา 3 (1) ให้ยกเลิก พ.ร.บ.การทำงานของต่างด้าว พ.ศ. 2551 และให้ใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 แทน ซึ่งมาตรา 9 บัญญัติให้การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิด และมาตรา 102 กำหนดโทษสำหรับความผิดดังกล่าวไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 ให้มาตรา 102 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป ถือว่าการกระทำความผิดในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เป็นการกระทำที่ไม่มีโทษ จึงไม่เป็นความผิดอาญา ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ส่วนการกระทำความผิดที่เกิดก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าที่ถูกยกเลิกไปโดย พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มาตรา 3 แม้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 จะยังกำหนดให้เป็นความผิด แต่ไม่มีโทษ จึงต้องถือว่า พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอีกต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานโดยผิดกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225