Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

เผยแพร่คำสั่งคำร้องศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรที่น่าสนใจ


ครพ.ภษ. 22/2563 

    โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยไม่ได้นำกำไรสุทธิจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มารวมคำนวณกำไรสุทธิที่จะต้องเสียภาษี และมิได้เฉลี่ยกำไรสุทธิตามสัดส่วนของกำไรสุทธิของแต่ละกิจการเพื่อใช้สิทธิลดอัตราภาษี เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยปรับปรุงวิธีการคำนวณให้ถูกต้องตามรายการที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการอันเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมาตรานี้ไม่ได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินต้องออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนภายในระยะเวลาสองปีหรือห้าปีนับแต่วันที่ยื่นรายการก่อนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด การประเมินของเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบแล้วและเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2561 ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) และ (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 7180/62

   ประมวลรัษฎากรมาตรา 77/1 (3) “คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล” หมายความว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองทุน หรือมูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล ... และมาตรา 77/1 (4) “นิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 ... แม้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ความว่า โจทก์และนาย ณ เป็นพนักงานของบริษัท ภ โจทก์เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งและเป็นกรรมการบริษัทกับขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของบริษัท ช ที่ธนาคาร ธ หลังจากนั้นโจทก์ดำเนินการเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช อีก 2 ครั้ง แต่โจทก์และนาย ณ ยังคงมีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากของบริษัท ช ดังกล่าว แต่คดีนี้จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ในฐานะคณะบุคคลนาย ณ และนางสาว ฎ สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานจำเลยตรวจสอบเอกสารหลักฐานแล้วปรากฏว่าบริษัท ภ จ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัท ช ในปี 2555 และปี 2556 เป็นเงินห้าสิบล้านบาทเศษ เจ้าพนักงานจำเลยจึงตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2555 ถึงกุมภาพันธ์ 2556 ของบริษัท ช พบว่าบริษัทดังกล่าวมีรายรับจากการรับเหมาก่อสร้าง 50,262,026.26 บาท แต่นำรายรับมาคำนวณยื่นแบบแสดงรายการเพียง 20,325,375.77 บาท ขาดไปจำนวน 29,936,650.49 บาท จำเลยถือว่าโจทก์และนาย ณ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการประกอบกิจการของบริษัท ช และเป็นตัวการเชิดบริษัท ช ให้ประกอบกิจการแทนจึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ถือเป็นบุคคลในคณะบุคคลนาย ณ และนางสาว ฎ ในรายรับดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าโจทก์และนาย ณ เอาตัวเองออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช แต่ยังคงมีอำนาจบริหารจัดการทางการเงินของบริษัท เมื่อที่มาของรายรับส่วนที่จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มก็มาจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท ภ ที่จ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัท ช ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในฐานะคู่สัญญาผู้มีรายรับจากการประกอบกิจการ และมีภาระภาษีที่แท้จริง หากแม้โจทก์กระทำการตามที่จำเลยกล่าวอ้าง คือมีอำนาจสั่งการในการทำนิติกรรมทางการเงิน การทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง การจัดซื้อ การรับค่าตอบแทน การเปลี่ยนชื่อกรรมการของบริษัท ช รวมทั้งเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเงินในบัญชีของบริษัท ช ร่วมกับนาย ณ และเป็นผู้รับเงินจากบริษัท ชก็เป็นเพียงการกระทำเสมือนโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเท่านั้น มิใช่กระทำการในฐานะส่วนตนหรือให้บริการในฐานะบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลซึ่งเป็นคนละหน่วยภาษีกับนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2555 โจทก์เบิกถอนเงินสดจากบัญชีบริษัท ช 600,000 บาท ซึ่งโจทก์นำสืบว่า โจทก์ต้องเบิกเงินสดมาจ่ายค่าแรงคนงานก่อสร้างช่วงปิดโครงการสิ้นปีเมื่อเปรียบเทียบกับรายรับที่จำเลยอ้างว่าได้รับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างจากบริษัท ภ สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2555 ถึงกุมภาพันธ์ 2556 เป็นจำนวนถึง 50,262,026.26 บาทแล้วแตกต่างกันมาก ประกอบกับจากทางนำสืบจำเลยไม่ปรากฏชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นตัวการร่วมมือกับนาย ณ เจตนาตั้งคณะบุคคลเพื่อใช้กลอุบายหลีกเลี่ยงภาษี จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นตัวการร่วมกับนาย ณ เป็นคณะบุคคลดำเนินการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ช ขึ้นมาเป็นตัวแทนเชิดเข้าทำสัญญารับเหมาก่อสร้างโดยเจตนาไม่สุจริต และข้อเท็จจริงยังไม่ถึงขนาดฟังได้ว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นในการเป็นตัวการจัดตั้งบริษัท ช ขึ้นมาเพื่อแสวงหาประโยชน์แล้วหลีกเลี่ยงภาษีในส่วนที่บริษัท ช ไม่ได้ยื่นให้ครบถ้วน จำนวนรายรับที่ขาดไปตามการประเมินจำนวน 29,936,650.49 บาท จึงไม่ใช่รายรับของโจทก์โจทก์จึงไม่มีความรับผิดตามการประเมิน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 7181/62

    การที่โจทก์มีหนังสือด่วนที่สุดยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกลงวันที่ 17 เมษายน 2556 และให้ใช้แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองลงวันที่ 7 มิถุนายน 2559 แทน ต้องถือว่าการประเมินภาษีตามแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกไม่มีผลบังคับแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าแบบแจ้งการประเมินฉบับแรก เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่ และแม้ในขณะที่โจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองยังไม่มีการยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกก็ตาม แต่แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองก็มีข้อความสำคัญเพียงเพิ่มเติมเหตุผลในการประเมินโดยไม่ได้ขัดหรือแย้งกับแบบแจ้งการประเมินฉบับแรก ส่วนจำนวนเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เพิ่มขึ้นก็เป็นไปตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นจนถึงวันออกแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สอง และแม้แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองแสดงเหตุผลการประเมินเพิ่มเติมซึ่งไม่ชัดเจนก็ตาม แต่ก่อนมีการออกแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เข้าตรวจสถานประกอบการของจำเลยและยึดเอกสารมาตรวจสอบ จำเลยเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าตามใบขนพิพาท เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งผลการตรวจสอบพบความผิดฐานสำแดงหลีกเลี่ยงอากรและขอให้จำเลยไปทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร จำเลยมีหนังสืออุทธรณ์ผลการพิจารณาและโต้แย้งพิกัด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คดีและขอให้ไปทำความตกลงระงับคดี จำเลยมีหนังสือขอให้ออกแบบแจ้งการประเมิน ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจและทราบถึงเหตุผลในการประเมินภาษีแล้วอันเป็นกรณีที่เหตุผลที่ต้องแสดงนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วไม่จำต้องมีเหตุผลอีก ตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แบบแจ้งการประเมินดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเฉพาะคดีนี้เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายจึงไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 

    แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองลงวันที่ 7 มิถุนายน 2559 เป็นแต่การให้เหตุผลในการประเมินเพิ่มเติมจากแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกลงวันที่ 17 เมษายน 2556 แม้ในขณะที่ออกแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองยังไม่มีการยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรก แต่แบบแจ้งการประเมินทั้งสองฉบับก็ไม่ได้มีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกัน หนังสือด่วนที่สุดที่ให้ยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกดังกล่าวจึงไม่มีผลเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สอง หนังสือด่วนที่สุดถึงจำเลยฉบับนี้จึงมิใช่หนังสือแจ้งการประเมินย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการอุทธรณ์การประเมินตามแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองโดยนับระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถัดจากวันที่ 1 มิถุนายน 2562 และเมื่อจำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2559 แล้วไม่อุทธรณ์การประเมินตามแบบแจ้งการประเมินฉบับนี้ภายในกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์นับถัดจากวันที่ 14 มิถุนายน 2559 และไม่ชำระหนี้ภาษีตามการประเมิน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 

 

ครพ.ภษ. 6599/62    

    ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/7 บัญญัติให้ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และมาตรา 91/11 (1) บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษี ตามกฎหมายเท่านั้น มิอาจตีความขยายรวมไปถึงผู้ไม่มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้ที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บภาษีแทนผู้มีหน้าที่เสียภาษีไปด้วยกรณีนี้สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิจิตรเป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของนาย ป ลูกหนี้ตามคำพิพากษา นาย ป จึงเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแต่ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขาย ข้อ 6 ระบุให้โจทก์ผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบในค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์ และค่าอากรตามประมวลรัษฎากร ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยต่างนำสืบรับกันว่า โจทก์เป็นผู้ชำระเงินค่าภาษีตามสัญญาซื้อขาย โดยที่นาย ป ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาเกิน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 เมื่อนาย ป ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยึดเงินค่าภาษีในส่วนที่โจทก์จ่ายไปในนามนาย ป ดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะจากจำเลยจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 91/11 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินภาษีดังกล่าวคืน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่เป็นกรณีที่การวินิจฉัยของศาลฎีกาจะเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย อันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) และ (5)

ครพ.ภษ. 5376/2562        

          พ.ร.ก. พิกัดอัตราศุลกากรฯ มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติเรื่องการตีความพิกัดศุลกากรว่า “การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะร่วมมือทางศุลกากร ...” ดังนั้น การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว คดีนี้คู่ความนำสืบรับกันว่าสินค้าพิพาท คือ โลหะทองแดงทรงกลมบริสุทธิ์ร้อยละ 99.99 มีวัตถุประสงค์การใช้งาน คือ เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมชุบฉาบผิวโลหะ จึงเข้าพิกัดตอนที่ 74 ประเภทพิกัด 74.19 ของอื่น ๆ ทำด้วยทองแดง ส่วนจะเข้าประเภทพิกัดย่อยใดนั้น ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 ได้ระบุสินค้าพิกัด 7419.91.00 ว่า ของอื่น ๆ ทำด้วยทองแดงที่ได้จากการหล่อ หล่อแบบ ตอกพิมพ์ หรือตี แต่ไม่ได้ทำมากไปกว่านี้ และพิกัด 7419.99.10 ระบุว่า แอโนดสำหรับการชุบด้วยไฟฟ้า โจทก์นำสืบว่า สินค้าพิพาทจะถูกใส่ลงในตะกร้าไทเทเนียมซึ่งอยู่ในถุงผ้า แล้วนำไปแขวนไว้ในถังน้ำยาซึ่งมีสารละลายที่บรรจุอยู่ภายในถัง จากนั้น เมื่อจิ๊กแขวนชิ้นงานพลาสติกอาทิ โลโก้รถยนต์ กระจังหน้ารถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ กระจกมองข้าง ฯลฯ ถูกแขวนลงไปในถังน้ำยาจะทำให้กระแสไฟฟ้าครบวงจร เมื่อมีการเชื่อมต่อตะกร้าไทเทเนียมซึ่งใส่สินค้าที่นำเข้ากับขั้วกระแสไฟฟ้าที่เป็นขั้วบวกและเชื่อมต่อชิ้นงานบนจิ๊กแขวนกับขั้วกระแสไฟฟ้าที่เป็นลบซึ่งทำให้กระแสไฟฟ้าครบวงจรโดยมีสารละลายหรือน้ำยาเคมีที่อยู่ในถังจะแปรสภาพเป็นตัวนำไฟฟ้า เมื่อพิจารณาคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ระบุว่า ประเภทพิกัด 7419.99.10 ...(6) แอโนดสำหรับการชุบฉาบผิวโลหะด้วยไฟฟ้า ทำด้วยทองแดง ... (ดูข้อ ก. ของคำอธิบายพิกัดอัตราศุลกากรตามประเภทที่ 75.08) ซึ่งในคำอธิบายข้อ ก. ระบุว่า กลุ่มนี้คลุมถึงแอโนดนิกเกิลบริสุทธิ์ (2)... หรือเป็นลูกกลม ... สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจึงเป็นแอโนดทองแดงที่ใช้สำหรับการชุบด้วยไฟฟ้า ซึ่งตรงกับรายการในประเภทพิกัด 7419.99.10 ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในบัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 ที่ระบุว่า “การจำแนกประเภทของของในพิกัดอัตราศุลกากรนี้ให้ถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ...” หลักเกณฑ์ข้อ 6 “ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้อง และตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม” ซึ่งหลักเกณฑ์การตีความพิกัดศุลกากรนั้นจะใช้การตีความเรียงลำดับตามข้อไป โดยจะใช้หลักเกณฑ์ข้อ 1 ถึง 5 เพื่อหาพิกัดประเภทหลัก (Heading) ส่วนหลักเกณฑ์การตีความข้อ 6 จะใช้ตีความพิกัดประเภทย่อย (Subheading) อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ข้อ 6 ระบุว่า หากใช้ความประเภทย่อย หมายเหตุของหมวดตอน เปรียบเทียบประเภทย่อยในระดับเดียวกันแล้วยังไม่สามารถจำแนกประเภทย่อยได้ ก็อนุโลมกลับไปให้ใช้หลักเกณฑ์ในข้อ 1 ถึง 5 ดังนั้น หลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ถึง 5 จึงสามารถใช้ตีความพิกัดประเภทย่อย (Subheading) 6 หลัก และ 8 หลักได้ เมื่อตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้จำแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปให้ใช้ตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุว่า ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและประเภทอื่นๆระบุไว้อย่างกว้างๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะ สินค้าพิพาทของโจทก์จึงเข้าประเภทพิกัด 7419.99.10 ซึ่งระบุว่า แอโนดสำหรับการชุบด้วยไฟฟ้า อันเป็นกรณีที่พิกัดศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้วตามข้อ 3 (ก) ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่เป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน ไม่เป็นการพัฒนาตีความกฎหมายและไม่เป็นปัญหาสำคัญอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา 

ครพ.ภษ. 4817/2562

          โจทก์เป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งเดิมเพียงคนเดียว ต่อมาโจทก์ได้ร่วมกับนางสาว จ ซึ่งอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ดังนี้ ย่อมถือว่าอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับนางสาว จ เมื่อโจทก์ได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งเดิมคือห้องชุดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2553 และโจทก์ได้อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ของห้องชุดดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2556 เมื่อต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 โจทก์และนางสาว จ ร่วมกันซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่คือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และวันที่ 10 สิงหาคม 2559 โจทก์ขายห้องชุดให้กับนาย ย ย่อมถือได้ว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งโจทก์ใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ โดยมีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น และภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนหรือนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวผู้มีเงินได้ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ซึ่งมีลักษณะตาม (ก) (ข) และ (ค) เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนตามข้อ 2 (62) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 241 (พ.ศ. 2546) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรแล้ว ตาม ข้อ 2 (62) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ไม่ได้ระบุว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ ผู้มีเงินได้จะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวหรือห้ามผู้มีเงินได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ เพียงแต่ระบุให้ผู้มีเงินได้ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเท่านั้น เมื่อโจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้แต่งงานอยู่กินฉันท์สามีภรรยากับนางสาว จ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2558 ตามสำเนาบัตรเชิญร่วมงานและภาพถ่ายพิธีมงคลสมรส และได้ย้ายชื่อทางทะเบียนราษฎรเข้ามาอยู่ที่อสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2559 ตามสำเนาทะเบียนบ้าน ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้อสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่เป็นที่อยู่ของตนแล้ว กรณีของโจทก์ย่อมถือว่า โจทก์ผู้มีเงินได้ได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยแห่งตนตามข้อ 2 (62) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 241 (พ.ศ. 2546) โจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่โจทก์ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์แห่งเดิมตามมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 241 (พ.ศ. 2546) และได้รับยกเว้นอากรแสตมป์ สำหรับรายรับจากการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 6 (37) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 444) พ.ศ. 2548 แต่เมื่อขณะขายอสังหาริมทรัพย์แห่งเดิมโจทก์เป็นเจ้าของรวมร่วมกับนางสาว จ ในอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่เพียงกึ่งหนึ่ง โจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์แห่งเดิมเท่ากับจำนวนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว แต่ไม่เกินจำนวนมูลค่ากึ่งหนึ่งของอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ และได้รับยกเว้นค่าอากรแสตมป์ที่คำนวณได้จากจำนวนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์แห่งเดิม แต่ไม่เกินจำนวนมูลค่ากึ่งหนึ่งของอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนและไม่เป็นกรณีที่การวินิจฉัยของศาลฎีกาจะเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมายดังที่จำเลยที่ 1 อ้างอันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย 

ครพ.ภษ. 3663/2562 

   เหตุที่จำนวนเงินค่าอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มตามฟ้องคดีนี้เกิดจากสินค้าที่จำเลยนำเข้าไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากร จึงมิใช่กรณีคำนวณจำนวนอากรผิด สิทธิเรียกร้องเงินอากรขาเข้าของโจทก์ที่ 1 มีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้านั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

ครพ.ภษ. 3456/2562 

    ศาลภาษีอากรกลางรับฟ้องเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งรับฟ้องเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งในวันดังกล่าวว่า จำเลยอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งมีผลเป็นการยืนตามคำปฏิเสธของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับอุทธรณ์ ดังนั้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 26 อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะ หาใช่เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 26 ที่ใช้บังคับแก่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเป็นการทั่วไปไม่ คำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกรณีนี้จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 26 ที่จะขออนุญาตฎีกาได้ การส่งความเห็นเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 212 จะต้องเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่จำเลยโต้แย้งว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่กรณีที่จะต้องส่งฎีกาของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 

ครพ.ภษ. 4149/2562   

    หนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างชำระเป็นหนี้ของนาย ป ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเกิดขึ้นก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ นาย ป จึงต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1488 บัญญัติถึงลำดับขั้นตอนการชำระหนี้ในกรณีสามีหรือภริยาที่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวไว้ว่า ให้ชำระหนี้นั้นด้วยสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นก่อน เมื่อไม่พอจึงให้ชำระด้วยสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายนั้น เมื่อจำเลยดำเนินการตาม ป. รัษฎากร มาตรา 12 สอบสวนและอายัดทรัพย์สินส่วนตัวของ นาย ป แล้ว แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ และ นาย ป ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบัญชีเงินฝากธนาคารออมสิน สาขาบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำ(สลากออมสินพิเศษ) ตามฟ้องมีชื่อของโจทก์เป็นเจ้าของบัญชี โดยโจทก์เปิดบัญชีดังกล่าวเมื่อปี 2554 ในระหว่างที่จดทะเบียนสมรสกับ นาย ป โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวมีที่มาจากสินส่วนตัวของโจทก์หรือได้มาโดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หา อันจะถือได้ว่าเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (2) และมาตรา 1472 ดังนั้น เงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำ(สลากออมสินพิเศษ) ดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ นาย ป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะอายัดสิทธิเรียกร้องบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำ(สลากออมสินพิเศษ) ดังกล่าวเฉพาะในส่วนของนาย ป เพื่อนำมาชำระหนี้ภาษีอากรค้างได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1488 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงชอบแล้ว และฎีกาของโจทก์ไม่มีผลที่จะวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรควรวินิจฉัย

ครพ.ภษ. 3665/2562                   

    เหตุที่มีการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่นำส่งใบกำกับภาษีซื้อและสำเนาใบกำกับภาษีขายในชั้นตรวจสอบภาษี แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกใบกำกับภาษีซื้อและใบกำกับภาษีขายมาจากคู่ค้า การที่โจทก์มีเหตุขัดข้องมิได้นำใบกำกับภาษีซื้อและใบแทนใบกำกับภาษีขายมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินหรือคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในกรณีนี้ ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติตัดสิทธิห้ามโจทก์ที่จะอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นในชั้นศาลได้ภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ศาลล่างทั้งสองย่อมมีอำนาจรับฟังใบกำกับภาษีซื้อและใบกำกับภาษีขายที่มีคำสั่งเรียกมาเพื่อประกอบการวินิจฉัยคดีนี้ได้ ทั้งนี้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2536, 3463/2536, 7720/2538 และเมื่อโจทก์นำสืบให้เห็นว่า โจทก์มีใบกำกับภาษีซื้อและใบกำกับภาษีขายถูกต้องแล้ว ฎีกาข้ออื่นจึงเป็นเพียงข้อปลีกย่อยที่ไม่มีเหตุผลและน้ำหนักเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้ ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

ครพ.ภษ. 3664/2562 

    ป. รัษฎากร มาตรา 19 มิได้กำหนดว่าต้องขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกภายในสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรย่อมขออนุมัติให้ขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกเกินกว่าสองปีได้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9150/2560, 6447/2560, 10338/2559 

    ป. รัษฎากรในส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลจะมิได้มีบทบัญญัติว่ากรณีที่วัตถุดิบขาดหายจากบัญชีให้ถือว่าเป็นการขาย แต่ถ้ามีการนำวัตถุดิบที่ขาดหายนั้นไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่ายก็ถือเป็นการขายสินค้าสำเร็จรูปตามความเป็นจริงได้ คดีนี้โจทก์อ้างอัตราส่วนสูญเสียในการผลิตสินค้าในอัตราร้อยละ 14.5 ซึ่งสูงเกินจริงไปร้อยละ 4.5 ส่วนที่สูงเกินไปร้อยละ 4.5 ดังกล่าวจึงเป็นการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปไปขายตามความเป็นจริง ซึ่งการประเมินในกรณีนี้เป็นวิธีตรวจสอบจากพยานหลักฐานที่ปรากฏตาม ป. รัษฎากร มาตรา 20 ที่บัญญัติว่า “...เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ...” มิได้ประเมินโดยอาศัยมาตรา 77/1 (8) ที่บัญญัติว่า “ขาย...ให้หมายความรวมถึง... (จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ...” อันเป็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มดังที่โจทก์เข้าใจ และเมื่อส่วนสูญเสียร้อยละ 4.5 ดังกล่าวถือเป็นการขายสินค้าสำเร็จรูปซึ่งต้องส่งมอบทรัพย์สิน เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินตามราคาตลาดตามป. รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ได้ ส่วนที่เจ้าพนักงานประเมินจำเป็นต้องนำรายได้ที่ขาดในบางเดือนมาประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นรอบระยะเวลาบัญชีเต็มปี ก็เนื่องมาจากการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นมาตรา 65 บัญญัติว่า “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี...” แต่รายได้ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ขาดกับรายรับที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาดคงเป็นจำนวนเดียวกัน ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

ครพ.ภษ. 3457/2562   

    เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของข้อตกลงและการปฏิบัติตามสัญญา เห็นว่า โจทก์มิได้ส่งมอบคลังสินค้าให้ผู้เช่าครอบครองและมีอิสระในการใช้คลังสินค้าเองเยี่ยงสิทธิของผู้เช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่โจทก์ยังคงเป็นผู้ควบคุมดูแล และดำเนินการต่าง ๆ ภายในคลังสินค้าที่ให้เช่าอยู่โดยตลอดในแต่ละขั้นตอน เพื่อที่โจทก์จะได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อรักษาสินค้าของโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขายของตน นอกจากนี้การคิดค่าเช่าคลังสินค้าโดยคำนวณจากปริมาณข้าวสารที่นำมาเก็บและวัสดุไม้พาเลทที่นำมาปูรองพื้นกระสอบ ทำให้เห็นว่าการใช้พื้นที่เดียวกันแต่ค่าตอบแทน
การใช้อาจไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับปริมาณมากน้อยของข้าวสารและมีวัสดุปูรองพื้นกระสอบหรือไม่ จึงเป็นการกำหนดค่าบำเหน็จในการเก็บรักษาสินค้ามากกว่าจะเป็นค่าเช่าสถานที่ แม้โจทก์ไม่สามารถเปิดคลังสินค้าได้ แต่ข้าวสารในคลังสินค้าก็ยังอยู่ในความดูแลของฝ่ายรักษาความปลอดภัยของโจทก์ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นไปตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 13006/2558 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย