Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

เผยแพร่คำสั่งคำร้องศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรที่น่าสนใจ


ครพ.ภษ. 3665/2562                   

    เหตุที่มีการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่นำส่งใบกำกับภาษีซื้อและสำเนาใบกำกับภาษีขายในชั้นตรวจสอบภาษี แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกใบกำกับภาษีซื้อและใบกำกับภาษีขายมาจากคู่ค้า การที่โจทก์มีเหตุขัดข้องมิได้นำใบกำกับภาษีซื้อและใบแทนใบกำกับภาษีขายมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินหรือคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในกรณีนี้ ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติตัดสิทธิห้ามโจทก์ที่จะอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นในชั้นศาลได้ภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ศาลล่างทั้งสองย่อมมีอำนาจรับฟังใบกำกับภาษีซื้อและใบกำกับภาษีขายที่มีคำสั่งเรียกมาเพื่อประกอบการวินิจฉัยคดีนี้ได้ ทั้งนี้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2536, 3463/2536, 7720/2538 และเมื่อโจทก์นำสืบให้เห็นว่า โจทก์มีใบกำกับภาษีซื้อและใบกำกับภาษีขายถูกต้องแล้ว ฎีกาข้ออื่นจึงเป็นเพียงข้อปลีกย่อยที่ไม่มีเหตุผลและน้ำหนักเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้ ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

ครพ.ภษ. 3664/2562 

    ป. รัษฎากร มาตรา 19 มิได้กำหนดว่าต้องขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกภายในสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรย่อมขออนุมัติให้ขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกเกินกว่าสองปีได้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9150/2560, 6447/2560, 10338/2559 

    ป. รัษฎากรในส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลจะมิได้มีบทบัญญัติว่ากรณีที่วัตถุดิบขาดหายจากบัญชีให้ถือว่าเป็นการขาย แต่ถ้ามีการนำวัตถุดิบที่ขาดหายนั้นไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่ายก็ถือเป็นการขายสินค้าสำเร็จรูปตามความเป็นจริงได้ คดีนี้โจทก์อ้างอัตราส่วนสูญเสียในการผลิตสินค้าในอัตราร้อยละ 14.5 ซึ่งสูงเกินจริงไปร้อยละ 4.5 ส่วนที่สูงเกินไปร้อยละ 4.5 ดังกล่าวจึงเป็นการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปไปขายตามความเป็นจริง ซึ่งการประเมินในกรณีนี้เป็นวิธีตรวจสอบจากพยานหลักฐานที่ปรากฏตาม ป. รัษฎากร มาตรา 20 ที่บัญญัติว่า “...เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ...” มิได้ประเมินโดยอาศัยมาตรา 77/1 (8) ที่บัญญัติว่า “ขาย...ให้หมายความรวมถึง... (จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ...” อันเป็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มดังที่โจทก์เข้าใจ และเมื่อส่วนสูญเสียร้อยละ 4.5 ดังกล่าวถือเป็นการขายสินค้าสำเร็จรูปซึ่งต้องส่งมอบทรัพย์สิน เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินตามราคาตลาดตามป. รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ได้ ส่วนที่เจ้าพนักงานประเมินจำเป็นต้องนำรายได้ที่ขาดในบางเดือนมาประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นรอบระยะเวลาบัญชีเต็มปี ก็เนื่องมาจากการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นมาตรา 65 บัญญัติว่า “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี...” แต่รายได้ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ขาดกับรายรับที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาดคงเป็นจำนวนเดียวกัน ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

ครพ.ภษ. 3457/2562   

    เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของข้อตกลงและการปฏิบัติตามสัญญา เห็นว่า โจทก์มิได้ส่งมอบคลังสินค้าให้ผู้เช่าครอบครองและมีอิสระในการใช้คลังสินค้าเองเยี่ยงสิทธิของผู้เช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่โจทก์ยังคงเป็นผู้ควบคุมดูแล และดำเนินการต่าง ๆ ภายในคลังสินค้าที่ให้เช่าอยู่โดยตลอดในแต่ละขั้นตอน เพื่อที่โจทก์จะได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อรักษาสินค้าของโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขายของตน นอกจากนี้การคิดค่าเช่าคลังสินค้าโดยคำนวณจากปริมาณข้าวสารที่นำมาเก็บและวัสดุไม้พาเลทที่นำมาปูรองพื้นกระสอบ ทำให้เห็นว่าการใช้พื้นที่เดียวกันแต่ค่าตอบแทน
การใช้อาจไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับปริมาณมากน้อยของข้าวสารและมีวัสดุปูรองพื้นกระสอบหรือไม่ จึงเป็นการกำหนดค่าบำเหน็จในการเก็บรักษาสินค้ามากกว่าจะเป็นค่าเช่าสถานที่ แม้โจทก์ไม่สามารถเปิดคลังสินค้าได้ แต่ข้าวสารในคลังสินค้าก็ยังอยู่ในความดูแลของฝ่ายรักษาความปลอดภัยของโจทก์ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นไปตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 13006/2558 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

ครพ.ภษ. 2893/2562 

    ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2566/2560 ว่า สินค้าที่โจทก์เคยนำเข้าซึ่งสามารถทำหน้าที่ได้เพียง 3 ประการ คือ ถอนเงิน โอนเงิน และดูยอดเงินคงเหลือในบัญชี จัดเป็นเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติ ตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ประเภทย่อย 8472.90 (6) และได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้ของได้รับยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากร (ทส.3) และเป็นสินค้าที่แตกต่างจากสินค้าตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1049/2551 ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าสินค้าของโจทก์ในคดีนี้มีลักษณะสำคัญแตกต่างไปจากที่โจทก์เคยนำเข้าในครั้งก่อน และยอมรับว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าในคดีนี้เป็นเครื่องจักรที่สามารถทำหน้าที่ได้ 3 ประการ คือ ถอนเงิน โอนเงิน และดูยอดเงินคงเหลือในบัญชี ทั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2566/2560 แล้ว ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

ครพ.ภษ. 2671/2562 

    กรณีการหักรายจ่ายโดยใช้สิทธิหักค่าสึกหรอหรือค่าเสื่อมราคาในรอบระยะเวลาบัญชีใดเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องใช้สิทธิตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ตามเงื่อนไขตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 เมื่อโจทก์อ้างว่าได้สิทธิมาตั้งแต่ปี 2546 แล้วไม่ใช้สิทธิหักรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แต่กลับไปหักรายจ่ายโดยใช้สิทธิหักค่าสึกหรอหรือค่าเสื่อมราคาตั้งแต่ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2548 ถึงปี 2552 ในอัตราร้อยละ 20 ซึ่งไม่ถูกต้อง การที่เจ้าพนักงานประเมินปรับปรุงรายจ่ายจากการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาสำหรับต้นทุนการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีปี 2548 ถึงปี 2552 ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์ใช้สิทธิหักค่าสึกหรอหรือค่าเสื่อมราคาจึงชอบแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยปรับปรุงรายจ่ายจากการหักค่าสึกหรอหรือค่าเสื่อมราคาสำหรับต้นทุนการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีปี 2548 ถึงปี 2552 ตามอัตราที่ถูกต้องโดยมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิไปถึงโจทก์วันที่ 18 กันยายน 2557  ยังไม่เกิน 10 ปี เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีโจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 

ครพ.ภษ. 2466/2562 

    ทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยรายการใดจะได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในการใช้ทรัพย์สินนั้นว่าเป็นการใช้ในกิจการการรถไฟโดยตรงหรือไม่ และข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปีได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่า ทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยดังกล่าวจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีภาษีใดก็ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงในการใช้ทรัพย์สินในปีภาษีนั้น และข้อเท็จจริงในแต่ละปีภาษีอาจมีผลให้ได้รับยกเว้นหรือไม่ได้รับยกเว้นแตกต่างกันไปได้ สำหรับข้อเท็จจริงในการใช้ทรัพย์สินโรงพักสินค้าสำหรับกองเก็บสินค้า ลานคอนกรีตสำหรับกองเก็บสินค้า ลานจอดรถ และบริเวณที่ใช้ปฏิบัติงานอื่น ๆ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ในท้องที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ในปีภาษี 2550 ถึงปีภาษี 2557 นั้น ปรากฏรายละเอียดข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทำสัญญาสัมปทานอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ใช้ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องหรือไอซีดี (ICD) ลาดกระบัง เพื่อประกอบกิจการให้บริการอำนวยความสะดวกต่อการขนถ่ายตู้สินค้าและสินค้าที่ขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงสินค้านำเข้าและส่งออกผ่านท่าเรือที่ได้รับอนุมัติให้ขนส่งตู้สินค้าและสินค้าดังกล่าว โดยโจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้าและคนโดยสารทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งรับบริการนำของออกจากท่าเรือตามพิธีการศุลกากร และการจัดระวางการขนส่งทุกชนิด ตลอดจนรับเป็นตัวแทน นายหน้าของกิจการดังกล่าวนี้ โดยกรณีสินค้านำเข้าเมื่อมีการขนส่งตู้สินค้ามาถึงท่าเรือแหลมฉบังแล้วจะยังมีการขนส่งไปยังสถานีไอซีดี (ICD) ลาดกระบังที่โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ประกอบการ โดยโจทก์ที่ 2 จะแยกหรือนำสินค้าออกจากตู้สินค้ามีการดำเนินพิธีการศุลกากร แล้วขนส่งสินค้าให้ผู้รับสินค้า ส่วนกรณีสินค้าส่งออก จะมีการขนส่งสินค้ามายังสถานีไอซีดี (ICD) ลาดกระบัง เพื่อดำเนินพิธีการศุลกากร และโจทก์ที่ 2 จะนำสินค้าบรรจุเข้าตู้สินค้าแล้วขนส่งตู้สินค้าไปยังท่าเรือแหลมฉบังเพื่อขนส่งสินค้าทางเรือไปส่งให้ผู้รับในต่างประเทศ ซึ่งในปีภาษี 2550 ถึงปีภาษี 2557 โจทก์ที่ 2 ใช้รถบรรทุกขนส่งตู้สินค้าระหว่างสถานีไอซีดี (ICD) ลาดกระบังกับท่าเรือแหลมฉบังเป็นส่วนใหญ่ อันมีลักษณะเป็นทำนองเดียวกับการประกอบการโรงพักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับกิจการท่าเรือพาณิชย์ในการขนส่งสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรและขนส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ข้อเท็จจริงที่ได้ความเช่นนี้ทำให้เห็นได้ว่า ลักษณะการที่โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ประกอบการใช้สถานีไอซีดี (ICD) ลาดกระบังประกอบกิจการโรงพักสินค้าในปีภาษี 2550 ถึงปีภาษี 2557 นั้น ไม่มีลักษณะที่จะถือว่าเป็นการใช้ทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยดังกล่าวในกิจการการรถไฟโดยตรง จึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามพ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 9 (2) ตามเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น ประกอบกับฎีกาของโจทก์ทั้งสองไม่มีผลที่จะวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย 

ครพ.ภษ. 5537/2561 

    ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2561 ซึ่งวางหลักว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิประโยชน์โดยยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหาใช่ยกเว้นไม่ต้องนำรายได้จากกิจการหรือ เนื่องจากกิจการดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อใช้สิทธิลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ประกาศกรมสรรพากรเป็นลักษณะเพื่อให้การคำนวณภาษีเป็นไปโดยถูกต้องและมีแนวปฏิบัติชัดเจน โดยหลักการปันส่วนหรือเฉลี่ยเป็นหลักเกณฑ์ที่ยอมรับกันทั่วไปทางบัญชี เป็นไปตามหลักแห่งการได้สัดส่วน มีความเป็นธรรมและเสมอภาค ย่อมเป็นวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งคดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 32/1 ที่บัญญัติเพิ่มโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2560 มาตรา 12 ก็ได้บัญญัติชัดแจ้งว่า การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของผู้ได้รับการส่งเสริมซึ่งได้รับสิทธิและประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เป็นไปตามประมวลรัษฎากร ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นกรณีที่การวินิจฉัยของศาลฎีกาจะเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย อันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

ครพ.ภษ. 5535/2561

    จำเลยได้รับแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสามฉบับดังกล่าวในวันที่ 23 มิถุนายน 2553 ภายในอายุความเดิม และไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในกรณีดังกล่าวชอบแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 165/2555 จนคดีดังกล่าวถึงที่สุด จึงเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากร หากหนี้ภาษีอากรเป็นอันยุติและจะมีการบังคับหนี้ภาษีอากรไปตามนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี ย่อมส่งผลให้อายุความทั้งในส่วนอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) สิทธิเรียกร้องในหนี้ภาษีอากรตามใบขนสินค้าทั้งสามฉบับดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5652/2560, 5553-5563/2560 และ 6451/2550 แล้ว ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย