Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai
กฎหมายครอบครัวของประเทศแคนาดา

กฎหมายครอบครัวของประเทศแคนาดา

    ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นรัฐรวมหรือที่เรียกว่าสหพันธรัฐ  ประกอบไปด้วย 10 รัฐ (provinces) และ3 ดินแดน (territories)  ระบบกฎหมายของประเทศแคนาดาเป็นระบบกฎหมาย Common law  ที่ให้น้ำหนักในการปฏิบัติตามแนวคำพิพากษาที่มีมาแต่ก่อนหรือที่เรียกว่าบรรทัดฐานของกฎหมาย (Precedent)  ด้วยเหตุผลที่ว่า คำพิพากษาเป็นที่มาของกฎหมาย  (Source of law)   

    รัฐบริติชโคลัมเบีย เป็นหนึ่งในรัฐของประเทศแคนาดา  มีเมืองหลวง คือ เมืองวิคตอเรีย (Victoria) ได้มีการออกกฎหมายครอบครัวฉบับใหม่  ที่มีชื่อว่า Family  Law Act หรือ FLA โดยมีผลใช้บังคับในปี พ.ศ. 2556  กฎหมายฉบับดังกล่าวออกมายกเลิกกฎหมายฉบับเดิมที่ชื่อว่า  Family Relations Act  ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521  ด้วยเหตุผลที่ว่า สภาพสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก  ปัญหาครอบครัวในความเป็นจริงมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น  กฎหมายฉบับใหม่จึงออกมาเพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อลดประเด็นข้อพิพาทของคู่สมรส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้อำนาจปกครองบุตรของคู่สมรส    การแบ่งทรัพย์สินและหนี้สินของคู่สมรส  กลไกในการระงับข้อพิพาทระหว่างคู่สมรส  ตลอดจนการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร  โดยในส่วนการใช้อำนาจปกครองบุตร  ตามมาตรา 37  แห่งFamily  Law Act มุ่งเน้น ประโยชน์สูงสุดของเด็ก ( Best Interests  of the  Child ) เป็นหลัก  โดยจะต้องคำนึงถึงสุขภาพกาย จิตใจ และทางอารมณ์ที่มั่นคง  ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กเป็นสำคัญ   ซึ่งก่อนการตัดสินว่าบุคคลใดเหมาะสมที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ( Parent)   จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวตามที่มาตรา 38 บัญญัติไว้ก่อน กฎหมายใหม่จึงมิได้มีลักษณะเป็นการตายตัว แต่ให้คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของเด็กและครอบครัวนั้นๆ  ในส่วนการแบ่งทรัพย์สินและหนี้สินของคู่สมรส  กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้แบ่งกันคนละครึ่ง  แต่อย่างไรก็ดี คู่สมรสสามารถทำความตกลงกันเองได้ และเมื่อมีการตกลงกันแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถที่จะบอกล้างโดยง่ายในข้อตกลงดังกล่าว   

    สำหรับกลไกในการระงับข้อพิพาทระหว่างคู่สมรส กฎหมายฉบับใหม่มุ่งเน้นที่จะให้คู่สมรสมีการตกลงกันนอกศาลมากกว่าที่จะมาตกลงกันในศาล  เนื่องจากเชื่อว่าการระงับข้อพิพาทที่ดีที่สุด คือ การที่คู่กรณีได้ตกลงกันเอง  ทั้งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและรวดเร็ว ซึ่งรูปแบบของการระงับข้อพิพาทดังกล่าว อาจเป็นการเจรจาตกลงกันระหว่างทนายความของทั้งสองฝ่าย  หรือ มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยเอกชนหรือหน่วยงานที่ใช้ชื่อว่า  Family Justice Centre  ให้บริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแบบกึ่งอนุญาโตตุลาการ แต่เป็นหน่วยงานเอกชนภายนอกและจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง   ในคดีที่มีข้อพิพาทและข้อยุ่งยาก   จะมีการจัดตั้งผู้ประสานงานผู้ใช้อำนาจปกครอง (Parenting Coordinator )  เพื่อทำหน้าที่ติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงหรือคำสั่ง ซึ่งกฎหมายจะกำหนดคุณสมบัติ  การอบรม และแนวทางการปฏิบัติงานให้แก่ผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งน่าจะไม่แตกต่างจากกรณีของศาลเยาวชนและครองครัวของประเทศไทยมากนักที่มีการตั้งผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว 

    กรณีที่คู่สมรสต้องการหย่าร้างกัน  กฎหมายดังกล่าวได้กำหนดเงื่อนไขในการหย่าไว้สองประการ กล่าวคือ ประการแรก คู่สมรสไม่สามารถหย่าได้ หากยังไม่มีข้อตกลงหรือการจัดการเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรให้ครบถ้วนและประการที่สอง คู่สมรสจะต้องแยกกันอยู่มาแล้วไม่น้อยกว่า 1  ปี การหย่าจะทำโดยความยินยอมก็ได้ โดยคู่ความสามารถทำความตกลงกันให้เรียบร้อย แล้วนำไปยื่นต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งต่อไป 

    ในส่วนการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ประเทศแคนาดามีการกำหนดกฎเกณฑ์และตารางคำนวณค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้แก่รัฐต่างๆในแต่ละรัฐใช้เป็นแนวทางในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังจากการแยกทางกันของคู่สมรส โดยวางอยู่บนพื้นฐานที่ว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความรับผิดชอบทางการเงินร่วมกันเพื่อรองรับความต้องการของบุตร โดยพิจารณาจากรายได้ของคู่สมรส จำนวนบุตรและเวลาที่ให้แก่บุตร มีการกำหนดแนวทางการพิจารณากำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร    ( Child Support Guidelines ) ไว้เพื่อเป็นมาตรฐานในการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเป็นการสะท้อนให้เห็นมาตรฐานการดำรงชีวิตของเด็กก่อนการแยกทางหรือการหย่าร้างเพื่อลดข้อโต้แย้งและความตึงเครียดระหว่างคู่ความ อันเป็นผลให้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและการพิจารณาของศาลทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ศาลอาจมีคำสั่งให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นงวดๆ ก็ได้ และหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆก็ตาม ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอให้ปรับเปลี่ยนคำสั่งของศาลได้ เช่นเดียวกับที่กฎหมายไทยบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 ถึง มาตรา 1598/40    อย่างไรก็ตามคู่สมรสที่มีทางเลือกที่จะแก้ไขปัญหาโดยทำความตกลงกันเอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้แนวทางการพิจารณากำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร( Child Support Guidelines )   ก็อาจตกลงด้วยวาจาหรือหนังสือก็ได้   แต่อย่างไรก็ดีกฎหมายฉบับนี้มิได้กำหนดให้บุตรมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาไว้ แต่ให้เป็นเรื่องที่สามารถไปทำความตกลงกันเองและบุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ   19 ปี  เว้นแต่จะได้ทำการจดทะเบียนสมรสกันเสียก่อน ซึ่งในกรณีดังกล่าวอาจจะแตกต่างจากกฎหมายไทยที่กำหนดให้บุตรพึงมีหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา  1563 ที่บัญญัติไว้ และ บุคคลพึงบรรลุนิติภาวะ  เมื่ออายุครบ  20 ปี บริบูรณ์ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 19 ได้บัญญัติ ซึ่งข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น

          จากการศึกษากฎหมายครอบครัวของมลรัฐบริติชโคลัมเบียซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐของประเทศนาดา  จะเห็นได้ว่าไม่แตกต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ของประเทศไทยมากนัก ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์สูงสุดของเด็กหรือเยาวชน (Best Interest )เป็นหลัก เพราะเด็ก หรือเยาวชน และสถาบันครอบครัว เป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศที่จะเจริญก้าวหน้าและพัฒนาต่อไป/

 

พิชยนต์ นิพาสพงษ์  

ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา 

จากการอบรมกฎหมายเกี่ยวกับคดีเยาวชนและครอบครัว ณ มหาวิทยาลัยวิคตอเรีย ประเทศแคนาดา

 

ภาพประกอบจาก  https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/960711

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในประเทศแคนาดา

กฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในประเทศแคนาดา

มนุษย์นับเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด  ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล  โดยเฉพาะเด็กหรือเยาวชน  คำกล่าวที่ว่า เยาวชน คืออนาคตของชาติ