Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai
การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

            เจตนารมณ์ของป.พ.พ. มาตรา ๑๕๔๘ บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก ซึ่งจะต้องไปแสดงความยินยอมต่อนายทะเบียนและเป็นเรื่องเฉพาะตัว ผู้อื่นจะให้ความยินยอมแทนไม่ได้ ทั้งนี้เด็กและมารดาเด็กต้องอยู่ในฐานะที่จะให้ความยินยอมได้ เมื่อโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียน คดีดังกล่าวจำเลยทั้งสองคัดค้าน ดังนั้น การที่โจทก์จะไปยื่นคำร้องจดทะเบียนเป็นหนังสืออีกเพื่อให้นายทะเบียนมีหนังสือถึงจำเลยทั้งสอง ตามมาตรา ๑๕๔๘ วรรคสอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพราะเป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ ๑ ปฎิเสธ ส่วนจำเลยที่ ๒ ก็ยังไร้เดียงสาไม่สามารถให้ความยินยอมได้ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์ได้ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

            ป.พ.พ.มาตรา ๑๕๔๘ วรรคสาม บัญญัติถึงการจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาลใน ๓ กรณี คือ กรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ เมื่อจำเลยที่ ๒ ยังไร้เดียงสาไม่สามารถให้ความยินยอมได้ คดีจึงต้องพิจารณาเพียงว่า การไม่ให้ความยินยอมของจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นมารดามีเหตุสมควรหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นได้นัดพร้อมเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุที่จำเลยที่ ๑ ไม่ให้ความยินยอม เพียงพอแก่การพิจารณาวินิจฉัยคดีตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจึงหาใช่เป็นเรื่องไม่ให้โอกาสจำเลยทั้งสองต่อสู้คดี

                        ..........................................................................................................

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๐๒๐/๒๕๖๑

            โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และให้จำเลยทั้งสองไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียนในการจดทะเบียนรับจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียนหรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาให้ความยินยอมของจำเลยทั้งสองต่อนายทะเบียนในการจดทะเบียนรับจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์

            จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

            ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับเด็กหญิงก. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียน หากไม่ไปหรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการให้ความยินยอมนั้น เมื่อศาลได้พิพากษาให้บิดาจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรได้ และบิดาได้นำคำพิพากษาไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ให้นายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนให้ ตามป.พ.พ. มาตรา ๑๕๔๘ วรรคท้าย จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท

            จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

            ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

            จำเลยทั้งสองฎีกา

            ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ มีบุตรคือจำเลยที่ ๒ เกิดปี ๒๕๔๘ ต่อมาปี ๒๕๕๓ นางต.จดทะเบียนรับจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรบุญธรรม โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางให้บังคับจำเลยทั้งสองไปให้ความยินยอมในการที่โจทก์จะจดทะเบียนรับจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงกันได้ โดยโจทก์แถลงไม่ติดใจจดทะเบียนรับรองบุตรและได้ถอนฟ้อง ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เจตนารมณ์ของป.พ.พ. มาตรา ๑๕๔๘ บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก ซึ่งจะต้องไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียนและเป็นเรื่องเฉพาะตัว ผู้อื่นจะให้ความยินยอมแทนไม่ได้ ทั้งนี้เด็กและมารดาเด็กต้องอยู่ในฐานะให้ความยินยอมได้ เมื่อโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนหน้าคดีนี้ และให้จำเลยทั้งสองไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียน คดีนั้นจำเลยทั้งสองคัดค้าน ดังนั้น การที่โจทก์จะไปยื่นคำร้องเป็นหนังสืออีกเพื่อให้นายทะเบียนมีหนังสือถึงจำเลยทั้งสอง ตามมาตรา ๑๕๔๘ วรรคสอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพราะเป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ ๑ ปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ ๒ ก็ยังไร้เดียงสา ไม่สามารถให้ความยินยอมได้ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

            คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาประการต่อมาว่า การที่ศาลชั้นต้นให้ทนายจำเลยหยุดถามค้านและงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสอง เป็นการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ ไม่เปิดโอกาสให้จำเลยทั้งสองต่อสู้คดีได้เต็มที่ ขัดกับป.พ.พ. มาตรา ๑๕๔๘ วรรคสาม หรือไม่ เมื่อพิจารณาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นทั้งหมดแล้ว แม้ปรากฎว่าศาลชั้นต้นให้ทนายจำเลยหยุดถามค้านและงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย แต่ศาลชั้นต้นได้นัดพร้อมเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก รวมทั้งสอบถามมารดาเด็กว่าเหตุใดจึงคัดค้าน จึงเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุที่จำเลยที่ ๑ ไม่ให้ความยินยอมเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีตามเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๕๔๘ แล้ว การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงหาใช่ไม่ให้โอกาสจำเลยทั้งสองต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่

             คดีมีปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สมควรให้โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้ความจากที่จำเลยที่ ๑ แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า เหตุที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านเพราะโจทก์ขาดความรับผิดชอบต่อบุตรและต่อจำเลยที่ ๑ โดยทิ้งจำเลยที่ ๑ และบุตรไปตั้งแต่บุตรอายุได้ ๖ เดือน ทั้งที่รู้ว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ประกอบอาชีพ ทำให้จำเลยที่ ๑ อยู่ด้วยความยากลำบากและมีหนี้สิน เห็นว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตที่ฝังอยู่ในใจของจำเลยที่ ๑ จึงทำให้จำเลยที่ ๑ รู้สึกไม่สมควรที่จะยอมให้โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยที่ ๑ ก็ได้แถลงให้ศาลทราบอยู่ว่าโจทก์ก็มาเยี่ยมบุตรที่บ้านพี่ชายจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ได้ฝากให้ดูแลจำเลยที่ ๒ และโจทก์ให้เงินใช้ครั้งละ๑๐,๐๐๐ บาท ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท แสดงว่าโจทก์ได้มีการกระทำเอาใจใส่จำเลยที่ ๒ ทราบบ้างแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ไม่อยากให้บุตรไปพบเจอสภาพของโจทก์ซึ่งเป็นบิดามีผู้หญิงหลายคนในเวลาเดียวกัน ก็มิใช่เหตุอันควรที่จะยกขึ้นไม่ให้ความยินยอม เพราะแม้ไม่จดทะเบียนรับจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็ตาม จำเลยที่ ๒ ก็ไม่อาจปฏิเสธสภาพความเป็นบิดาและบุตรโดยสายเลือดอยู่นั่นเอง และเมื่อพิจารณาต่อมาว่าปัจจุบันจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรบุญธรรมของนางต. อำนาจปกครองเป็นของนางต.เพียงผู้เดียว ดังนี้ แม้ศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ทั้งโจทก์และจำเลยที่ ๑ ก็หมดอำนาจปกครองตามมาตรา ๑๕๙๘/๒๘ วรรคหนึ่ง อยู่เช่นเดิม ทั้งปัจจุบันจำเลยที่ ๒ อายุ ๑๒ ปีเศษ นับว่ารู้และตัดสินใจสิ่งต่างๆได้มากขึ้นแล้ว การที่ให้โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายให้ตรงกับความเป็นจริงของสายเลือดผู้เป็นบิดาโดยกำเนิด ย่อมเป็นประโยชน์สูงสุดของจำเลยที่ ๒ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

             พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา

สิงหาคม ๒๕๖๔

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หลานที่ไ่ม่ได้สืบสายโลหิตแต่มีความใกล้ชิดสนิทสนมเลี้ยงดูนางป.มาจนได้รับความไว้วางใจจากนางป.ให้เป็นผู้ดูแล ถือได้ว่าเป็นผู้ซึ่งปกครองดูแลนางป.จึงมีสิทธิยื่นคำร้องให้นางป.เป็นคนไร้ความสามารถตามป.พ.พ. มาตรา๒๘ได้

หลานที่ไ่ม่ได้สืบสายโลหิตแต่มีความใกล้ชิดสนิทสนมเลี้ยงดูนางป.มาจนได้รับความไว้วางใจจากนางป.ให้เป็นผู้ดูแล ถือได้ว่าเป็นผู้ซึ่งปกครองดูแลนางป.จึงมีสิทธิยื่นคำร้องให้นางป.เป็นคนไร้ความสามารถตามป.พ.พ. มาตรา๒๘ได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๘ ได้ระบุตัวบุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถไว้ แม้ผู้คัดค้านมิใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของนางป.

กฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในประเทศแคนาดา

กฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในประเทศแคนาดา

มนุษย์นับเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด  ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล  โดยเฉพาะเด็กหรือเยาวชน  คำกล่าวที่ว่า เยาวชน คืออนาคตของชาติ

กฎหมายครอบครัวของประเทศแคนาดา

กฎหมายครอบครัวของประเทศแคนาดา

ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นรัฐรวมหรือที่เรียกว่าสหพันธรัฐ  ประกอบไปด้วย 10 รัฐ(provinces) และ3 ดินแดน ( territories)  ระบบกฎหมายของประเทศแคนาดาเป็นระบบกฎหมาย Common law