Supreme Court of Thailand

การฎีกาคำพิพากษาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน

การฎีกาคำพิพากษาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน

            การฎีกาคำพิพากษาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน แม้เป็นกรณีที่ศาลกำหนดให้ส่งฝึกและอบรมเกินกว่า ๓ ปี ก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๘๒/๑ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๙๖/๒๕๖๑

            โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒,๓๓,๘๐,๘๓,๙๑,๒๘๘ พระราชบัญญัติอาวุธปีน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔,๗,๘ทวิ,๗๒,๗๒ทวิ และริบกระสุนปืนของกลาง

            จำเลยให้การรับสารภาพ

            ระหว่างพิจารณา นางสาวรภัสสา มารดาของนายปฏิภาณ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

            ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘,๒๘๘,๘๐,๘๓ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗,๘ทวิ, ๗๒ วรรคสาม,๗๒ ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานร่วมกันพยายามฆ่าและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเป็นความผิดกรรมเดียว วางโทษจำคุกตลอดชีวิต ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ ๑๗ ปี(ที่ถูก ๑๖ ปีเศษ) เปลี่ยนโทษและลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๓ ประกอบมาตรา ๗๕ คงเหลือจำคุก ๒๕ ปี จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ จำคุก ๑๒ ปี ๖ เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๖ เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน จำคุก ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ๓ เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร จำคุก ๓ เดือน รวมจำคุก ๑๒ ปี ๑๒ เดือน พิเคราะห์พฤติกรรมและรายงานสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครแล้ว เห็นสมควรส่งจำเลยไปฝีกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครเป็นเวลาขั้นต่ำ ๔ ปี ขั้นสูง ๕ ปี หากจำเลยไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือฝึกอบรมไม่พอแก่คำพิพากษา เนื่องจากจำเลยมีอายุครบ ๒๔ ปีบริบูรณ์ ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกที่เรือนจำเป็นเวลา ๕ ปี ริบกระสุนปืนของกลาง

              โจทก์ร่วมอุทธรณ์

              ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ ๑๖ ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ประกอบมาตรา ๕๓(ที่ถูกประกอบมาตรา ๑๘ วรรคสาม) ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒๕ ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๓ เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๓ เดือน รวม ๓ กระทง จำคุก ๒๕ ปี ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๒ ปี ๙ เดือน ส่วนการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝีกอบรมและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

              โจทก์ร่วมฎีกา

              ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ร่วมฎีกาว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ อาวุธที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นอาวุธสงคราม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมขั้นต่ำ ๔ ปี ขั้นสูง ๕ ปี ยังไม่เหมาะสม ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กนั้น เป็นการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชน ซึ่งตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๘๓ (เดิม) บัญญัติว่า “คดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง ให้ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘๐”และมาตรา ๑๘๐(เดิม)บัญญัติว่า ”คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว ให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ... (๒)กำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนตามมาตรา ๑๔๒ เว้นแต่ในกรณีที่ ... ส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกินกว่า ๓ ปี” ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว หากเป็นกรณีที่ศาลใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกินกว่า ๓ ปี คู่ความมีสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ ต่อมามีการประกาศใช้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๕๘ มีผลใช้บังคับ ... สำหรับการกำหนดวิธีการสำหรับเด็กซึ่งเป็นวิธีพิจารณาที่เกี่ยวข้องในทางอาญานั้น พระราชบัญญัตินี้ก็ได้แก้ไขให้ถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ ตามมาตรา ๑๘๒/๑ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า ”การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณีมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในกรณีที่เป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา ๑๘๐ ต้องห้ามมิให้ให้ฎีกา” เช่นนี้หลักเกณฑ์ในการฎีกาคำพิพากษาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงแตกต่างไปจากมาตรา ๑๘๓(เดิม) ซึ่งหากคู่ความฎีกาคำพิพากษาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน แม้จะเป็นกรณีที่ศาลกำหนดให้ส่งฝึกและอบรมเกินกว่า ๓ ปี ตามมาตรา ๑๘๐ ก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๘๒/๑ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฎีกาของโจทก์ร่วมที่เกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

               พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม

 

แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา

กันยายน ๒๕๖๔

            

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ กับการคุ้มครองผู้เสียหาย

พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ กับการคุ้มครองผู้เสียหาย

ในคดีที่เด็กหรือเยาวชนซึ่งมีอายุยังไม่ถึง ๑๘ ปีบริบูรณ์ ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญา ศาลจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ บัญญัติไว้

กฎหมายครอบครัวของประเทศแคนาดา

กฎหมายครอบครัวของประเทศแคนาดา

ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นรัฐรวมหรือที่เรียกว่าสหพันธรัฐ  ประกอบไปด้วย 10 รัฐ(provinces) และ3 ดินแดน ( territories)  ระบบกฎหมายของประเทศแคนาดาเป็นระบบกฎหมาย Common law

หลานที่ไ่ม่ได้สืบสายโลหิตแต่มีความใกล้ชิดสนิทสนมเลี้ยงดูนางป.มาจนได้รับความไว้วางใจจากนางป.ให้เป็นผู้ดูแล ถือได้ว่าเป็นผู้ซึ่งปกครองดูแลนางป.จึงมีสิทธิยื่นคำร้องให้นางป.เป็นคนไร้ความสามารถตามป.พ.พ. มาตรา๒๘ได้

หลานที่ไ่ม่ได้สืบสายโลหิตแต่มีความใกล้ชิดสนิทสนมเลี้ยงดูนางป.มาจนได้รับความไว้วางใจจากนางป.ให้เป็นผู้ดูแล ถือได้ว่าเป็นผู้ซึ่งปกครองดูแลนางป.จึงมีสิทธิยื่นคำร้องให้นางป.เป็นคนไร้ความสามารถตามป.พ.พ. มาตรา๒๘ได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๘ ได้ระบุตัวบุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถไว้ แม้ผู้คัดค้านมิใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของนางป.