Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai
ข้อสังเกตและแนวทางการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒

ข้อสังเกตและแนวทางการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒

ข้อสังเกตและแนวทางการบังคับใช้กฎหมาย 

ศึกษากรณี 

มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ 

                                                                                                                                                      

                บทบัญญัติมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง (เดิม) ถูกเพิ่มขึ้นโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๓๕  ตามมาตรา ๘ มีความว่า ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพหรือรับเข้าร่างกายไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ ซึ่งวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทกลุ่มแอมเฟตามีนหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอย่างอื่นที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๓๕  เห็นได้ชัดว่าบทบัญญัติมาตรานี้มีวัตถุประสงค์ห้ามไม่ให้ผู้ขับขี่เสพหรือรับเข้าร่างกายเฉพาะวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท โดยบัญญัติให้อธิบดี[1] มีอำนาจประกาศกำหนดชื่อวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่ห้ามไม่ให้ผู้ขับขี่เสพหรือรับเข้าร่างกายไว้ด้วย  ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๗ อธิบดีกรมตำรวจ[2] จึงได้ออกประกาศเป็นข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ใช้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๓๕ กำหนดให้แอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพหรือรับเข้าร่างกาย

                แต่ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ ฉบับที่ ๙๗ (พ.ศ.๒๕๓๙) ให้ยกเลิกประกาศต่างๆที่เกี่ยวกับตัวยาบางประเภทโดยเฉพาะแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนและออกประกาศ ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ.๒๕๓๙) เรื่อง ระบุชื่อและยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๙ กำหนดให้แอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑           ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๙  ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวย่อมมีผลทางกฎหมายไม่ถือว่าแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์อีกต่อไปอันกระทบโดยตรงต่อหลักการของบทบัญญัติมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง และมีผลไปถึงกฎหมายฉบับอื่นๆที่ได้ระบุไว้เป็นการทั่วๆไปของคำว่าวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไปด้วย[3] รวมถึงส่งผลให้ข้อกำหนดของอธิบดีกรมตำรวจ ฉบับลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ที่ประกาศโดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นอันใช้ไม่ได้ไปด้วย การเปลี่ยนแปลงนี้ยังส่งผลให้คำวินิจฉัยของศาลในคดีขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนที่การกระทำความผิดเกิดขึ้นหลังมีประกาศของกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป โดยศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยไว้ตอนหนึ่งว่า...ข้อหาความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทกลุ่มเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๑๕๗ ทวิ วรรคหนึ่ง นั้น เมื่อภายหลังการกระทำความผิด เมทแอมเฟตามีนไม่เป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท แต่ได้เปลี่ยนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ.๒๕๓๙) ดังกล่าว และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ไม่มีบทบัญญัติลงโทษผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษดังเช่นพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้ว จำเลยจึงไม่มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว...[4] กับมีคำวินิจฉัยแสดงถึง แนวทางการบังคับใช้กฎหมายไว้ชัดเจนด้วยว่า...ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๙๗   (พ.ศ. ๒๕๓๙) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.๒๕๑๘ และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ. ๒๕๓๙) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มีผลเป็นเพียงให้เมทแอมเฟตามีนถูกเพิกถอนจากการเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๒ มาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑[5] ขณะที่พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง มุ่งประสงค์จะเอาผิดและลงโทษผู้ขับขี่ที่เสพหรือรับวัตถุออกฤทธิ์เข้าร่างกายเท่านั้น มิได้ประสงค์ที่จะเอาผิด และลงโทษผู้ขับขี่ที่เสพหรือรับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เข้าร่างกาย เมื่อผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนภายหลังมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ. ๒๕๓๙) ออกมาใช้บังคับที่มีผลทำให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ การกระทำของผู้ขับรถจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจพิพากษาว่าผู้ขับรถมีความผิดและลงโทษตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวได้ และกรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขทั้งสองฉบับยกเลิกความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ผู้ขับขี่ที่เสพหรือรับเข้าร่างกายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์กลุ่มแอมเฟตามีนอื่น นอกจากเมทแอมเฟตามีนหรือวัตถุออกฤทธิ์อย่างอื่นที่อธิบดี[6] กำหนดยังคงต้องมีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว[7] และแสดงให้เห็นว่าประกาศกระทรวงสาธารณสุขทั้งสองฉบับมีวัตถุประสงค์ที่จะลงโทษผู้เสพเมทแอมเฟตามีนให้หนักขึ้นไม่ว่าผู้เสพจะเป็นผู้ขับรถหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งทำให้เห็นชัดขึ้นว่าประกาศกระทรวงสาธารณสุขทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะให้การเสพเมทแอมเฟตามีนยังคงเป็นความผิดต่อไปตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง[8] จึงกล่าวได้ว่านับแต่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ ฉบับที่ ๙๗ (พ.ศ. ๒๕๓๙) และฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ.๒๕๓๙) มาต่อไปผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดต่อยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนย่อมมีวิธีการและขั้นตอนของกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม[9] จากแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาดังที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าเมื่อแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนถูกประกาศให้เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ แล้ว แม้ผู้ขับรถจะเสพเมทแอมเฟตามีนการกระทำก็ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง อีกต่อไป ถึงจะยังคงมีประกาศข้อกำหนดของอธิบดีกรมตำรวจ ฉบับลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๗ อยู่ก็ตาม ซึ่งก็น่าจะด้วยเหตุผลว่าขณะออกประกาศข้อกำหนดนั้นแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนยังคงเป็นสารเสพติดประเภทวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทนั่นเอง  

                หลังจากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเป็นแนวทางการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวแล้วต่อมาจึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก ตามพระราชบัญญัติจราจร ทางบก (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๓ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้ใช้ข้อความใหม่ว่า ห้ามมิให้ ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะเห็นได้ว่า กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีการเพิ่มเติมให้ผู้ขับขี่ที่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ด้วย สอดคล้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เพิกถอนแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนจากการเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทมาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ แต่อย่างไรก็ดี บทบัญญัติส่วนที่ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท นั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายยังคงบัญญัติให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจประกาศกำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่ต้องห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพหรือรับเข้าร่างกายโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเช่นเดียวกับหลักการของกฎหมายฉบับเดิม ซึ่งเมื่อกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่มีผลใช้บังคับ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีความผิดตามมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ ก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นว่า เมื่อผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับขี่ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒[10] โดยอธิบายว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง นั้น กฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะห้าม มิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ เนื่องจากฤทธิ์ของยาเสพติดให้โทษทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสมองซึ่งควบคุมระบบประสาทของผู้ขับขี่ ทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลงอันอาจเกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้...[11] คำวินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดว่ามุ่งพิเคราะห์ที่ตัวสารเสพติดที่ผู้ขับขี่เสพเป็นสำคัญว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษในการพิจารณาว่าการกระทำของผู้ขับขี่เป็นความผิดตามมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยไม่ได้คำนึงถึงข้อกำหนดของอธิบดีกรมตำรวจ ฉบับลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๗ แต่อย่างใด และแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าวมีผลเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐานดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน    

                จากแนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นลำดับมาดังกล่าวอาจทำให้สรุปได้ว่า การวินิจฉัยว่าผู้ขับขี่ที่เสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง หรือไม่ นั้น จะพิจารณาจากบทกฎหมายที่บัญญัติห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษเป็นสำคัญ โดยมิได้พิจารณาจากข้อกำหนดของอธิบดีกรมตำรวจ ฉบับลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ที่ประกาศไว้แต่อย่างใด ด้วยเหตุผลข้างต้นที่กล่าวมา แม้ผู้ขับขี่จะเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษชนิดอื่นนอกจากแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนแล้วการกระทำย่อมเข้าองค์ประกอบและเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ด้วยเช่นกัน.                                                                                                                                                                                                                                         

[1]ภายหลังมีพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๕๕๙ มาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมคำว่า อธิบดี ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นคำว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทุกแห่ง. 

[2]ตำแหน่งขณะออกประกาศข้อกำหนด

[3]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๔๑๓/๒๕๔๑.

[4]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๖๔/๒๕๔๐.

[5]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๘๗/๒๕๔๐.

[6]อ้างถึงตามคำในคำพิพากษาศาลฎีกา.

[7]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๗๓/๒๕๔๑.

[8]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๗๓/๒๕๔๑.

[9]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๔๑๓/๒๕๔๑.

[10]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๙๐๐/๒๕๔๗.

[11]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๗๗/๒๕๔๘.

 

นายทรงพล พลเยี่ยม:ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การอุทธรณ์ฎีกาในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

การอุทธรณ์ฎีกาในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

การอุทธรณ์ฎีกาในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑

คดีอาญาทั่วไป หากคู่ความจะยื่นฎีกาต้องปฏิบัติอย่างไร

คดีอาญาทั่วไป หากคู่ความจะยื่นฎีกาต้องปฏิบัติอย่างไร

คดีอาญาทั่วไป หากคู่ความจะยื่นฎีกาต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิใช่มายื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกา เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้

ต่างคนต่างฎีกา เสียค่าขึ้นศาลอย่างไร

ต่างคนต่างฎีกา เสียค่าขึ้นศาลอย่างไร

กรณีจำเลยแต่ละคนในคดีที่มีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ต่างประสงค์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาแยกกันมาคนละฉบับ เสียค่าขึ้นศาลอย่างไร