Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai
คดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. ไปศาลไหนกันดี

คดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. ไปศาลไหนกันดี

    ก่อนที่จะมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฉบับบัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการโดยกระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่บริหารจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้การจัดการเลือกตั้งอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ในการเลือกตั้งครั้ง ที่ 16 เมื่อ วัน ที่ 22 มีมาคม2535 นายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง “คณะกรรมการติดตามและสอดส่องดูแลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” หรือที่รู้จักกกัน ในชื่อ “องค์กรกลาง” ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของการเลือกตั้งและตรวจสอบการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รัฐธรรมนูญฉบับการปฏิรูปการเมือง” บัญญัติให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่ควบคุมและจัดการเลือกตั้งแทนที่กระทรวงมหาดไทยเป็นครั้งแรก กำหนดอำนาจหน้าที่ของ กกต. ให้เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หลักการนี้ยังคงมีอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องทุกฉบับตลอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของอำนาจหน้าที่ (หรือหน้าที่และอำนาจ) ของ กกต. ให้มีมาตรการบังคับอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ได้บัญญัติอำนาจหน้าที่ของ กกต. และหรือผู้มีส่วนได้เสียในการนำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมที่เป็นศาลชั้นต้น ศาลยุติธรรมที่เป็นศาลฎีกาศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ ตามเนื้อหาและเหตุผลของปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกิดขึ้น และกำหนดเวลายื่นคำร้องและกำหนดเวลาของศาลในการพิจารณาพิพากษาคดีของแต่ละศาลก็แตกต่างกันซึ่ง ดูเหมือนจะทำให้สังคม แม้แต่นักกฎหมายเองก็เกิดความสับสนเมื่อต้องใช้สิทธิทางศาล ผู้เขียนจึงขอสรุปสาระสำคัญของการนำคดีขึ้นสู่ศาลต่าง ๆ ดังนี้

การนำคดีสู่ศาลปกครองสูงสุด

  • 1. เหตุแห่งการฟ้องคดี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 17 เป็นกรณีการฟ้องคดีหรือการยื่นคำร้องเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัด หรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งอันมิใช่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ เช่น ตามมาตรา 92 บัญญัติว่าเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือ ผู้สูงอายุ ในการออกเสียงลงคะแนน ให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายจัดให้มีการอำนวยความสะดวกสำหรับการออกเสียงลงคะแนนของบุคคลดังกล่าวไว้เป็นพิเศษ หากผู้พิการเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความสะดวกก็ต้องยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองสูงสุด การฟ้องคดีหรือยื่นคำร้องตามมาตรา 17 นี้ ผู้มีส่วนได้เสียย่อมเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดได้ โดยไม่ต้องเริ่มคดีที่ศาลปกครองชั้นต้น คดีที่จะอยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุดนั้นจะต้องไม่ใช่เป็นคดีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่าอยู่ในอำนาจศาลอื่น
  • 2. กำหนดเวลาฟ้องคดี ให้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีเหตุที่จะฟ้องคดี หรือยื่นคำร้อง
  • 3. กำหนดเวลาพิจารณาพิพากษาคดี การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 7 วัน

การนำคดีสู่ศาลชั้นต้นในศาลยุติธรรม (กรณีการตรวจสอบสิทธิ “ผู้เลือกตั้ง”)

การนำคดีสู่ศาลชั้นต้นในศาลยุติธรรม (กรณีการตรวจสอบสิทธิ “ผู้เลือกตั้ง”)

  1. 1. กรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งขอเพิ่มชื่อ
    • 1.1 เหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 37 ผู้ที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยกคำร้อง มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่ หรือต่อศาลแพ่งสำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร
    • 1.2 กำหนดเวลาฟ้องคดี ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 5 วัน โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล
    • 1.3 กำหนดเวลาพิจารณาพิพากษาคดี ให้ศาลดำเนินการพิจารณาโดยเร็ว คำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด และให้ศาลแจ้งคำสั่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อปฏิบัติการตามคำสั่งโดยเร็วที่สุด
  2. 2. กรณีขอถอนชื่อ
    • 2.1 เหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 38 เมื่อมีชื่อผู้ซึ่งไม่มีสิทธิหรือปรากฏชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านของตน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือเจ้าบ้านมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน เพื่อให้ถอนชื่อ
    • 2.2 กำหนดเวลาฟ้องคดีและกำหนดเวลาพิจารณาพิพากษาคดี ให้นำความในมาตรา 37 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า(กรณีตามข้อ 1.1-1.3) มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
  3. 3. อำนาจศาลชั้นต้นในการยึดหรืออายัดเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้ง
    • 3.1 เหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 136 กกต. มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งนั้นไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ในกรณีนี้ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งที่การยึดหรืออายัดอยู่ในเขตศาล
    • 3.2 กำหนดเวลาฟ้องคดี ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งภายใน 3 วัน
    • 3.3 กำหนดเวลาพิจารณาพิพากษาคดี เมื่อศาลได้รับคำร้องแล้วให้ดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียว ให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง
  4. 4. อำนาจศาลชั้นต้นในกรณีทั่วไป ศาลชั้นต้นยังมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ. 2561 ด้วย และหากต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นมีผลบังคับทันที แม้คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุดก็ตามตามมาตรา 39

การนำคดีสู่ศาลฎีกาโดยตรง กรณีการตรวจสอบสิทธิ “ผู้สมัครรับเลือกตั้ง” หรือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งไม่รับสมัคร

  1. 1. เหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 ในกรณีที่ไม่รับสมัครผู้ใด หรือไม่ประกาศรายชื่อบุคคลใดเป็นผู้สมัคร ให้บุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
  2. 2. กำหนดเวลาฟ้องคดี ให้บุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 7 วัน
  3. 3. กำหนดเวลาพิจารณาพิพากษาคดี ให้ศาลฎีกาดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 3 วัน

กรณีมีชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้ว มีการขอถอน

  1. 1. เหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 51 ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือผู้สมัครผู้ใดเห็นว่าผู้มีชื่อในประกาศรายชื่อที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ประกาศไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยให้ถอนการรับสมัครของผู้ใด ให้ผู้นั้นมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลฎีกา
  2. 2. กำหนดเวลาฟ้องคดี ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือผู้สมัครยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ถูกถอนการรับสมัคร
  3. 3. กำหนดเวลาพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกา (ดูระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561)

กรณีผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศไปแล้วแต่เมื่อตรวจสอบแล้วขอถอนชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

  1. 1. เหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 52 ก่อนวันเลือกตั้งหากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ถอนชื่อผู้นั้นออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร
  2. 2. กำหนดเวลาฟ้องคดี ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ถอนชื่อผู้นั้นออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร
  3. 3. กำหนดเวลาพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกา (ดูระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561)

กรณีประกาศผลการเลือกตั้งแล้วปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่ไม่ได้ความชัดว่าเป็นการกระทำของผู้ได้รับเลือกตั้ง

     ตามมาตรา 133 ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาในกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่สำหรับเขตเลือกตั้งนั้น และให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย และให้ กกต.ดำเนินการให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว

กรณีประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัคร หรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น

      ตามมาตรา 138 ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นในกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าบุคคลตามวรรคหนึ่งกระทำความผิดตามที่ถูกร้อง ให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น และในกรณีที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้สมาชิกภาพของผู้นั้นสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัตหน้าที่และให้คณะกรรมการจัดให้มีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างสำหรับกำหนดเวลาพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาทั้ง 2 กรณี ให้ดูระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งจะเป็นไปโดยรวดเร็ว และมีการกำหนดกรอบเวลา

ข้อสังเกต

      กรณีตรวจสอบพบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามหลังเลือกตั้งแต่ก่อนประกาศผล ตามมาตรา 53 ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งหากตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และผ้สู มัครผ้นู ั้นได้คะแนนอย่ใูนลำดับที่จะได้รับการเลือกตั้งให้เสนอเรื่องต่อ กกต. เพื่อวินิจฉัย ในกรณีที่ กกต. วินิจฉัยว่าผู้สมัครผู้นั้นมีเหตุดังกล่าว ให้มีคำสั่งยกเลิกการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นและสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ หากผู้สมัครผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ กกต. สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว

      สำหรับกรณีผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ มาตรา59, 60 และ 61 ให้นำมาตรา 49, 51, 52 วรรคสองมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

การนำคดีสู่ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีตรวจสอบพบคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม หลังประกาศผล

 ตามมาตรา 54 ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย หากผู้สมัครผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแล้วปกปิด หรือไม่แจ้งข้อความจริงนั้น ให้ถือว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมและให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ เหตุผลที่ให้นำคดีมาศาลรัฐธรรมนูญ เพราะบุคคลนั้นเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทราษฎรแล้ว ซึ่งการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าด้วยสาเหตุใดเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ

การนำคดีสู่ศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 มาตรา 210 ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย และมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรอิสระ ดังนั้น กกต. จึงอาจนำคดีไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญตามหลักกฎหมายดังกล่าวได้ด้วย

การนำคดีสู่ศาลรัฐธรรมนูญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

 กกต. มีอำนาจที่จะนำคดีไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีขอยุบพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 หรือในกรณีถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เนื่องจากถือหุ้นสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (3) หรือถือหุ้นสัมปทานของรัฐ ตามมาตรา 184 (2) หรือการถือหุ้นของรัฐมนตรีตามมาตรา 187 อีกด้วย

 

 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ระบบกฎหมายเลือกตั้งและการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งของไทยกับมาตรฐานสากล

ระบบกฎหมายเลือกตั้งและการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งของไทยกับมาตรฐานสากล

บทความที่ว่าด้วยระบบกฎหมายเลือกตั้งและการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งของไทย