Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai
ปัญหากฎหมายล้มละลายในคดีแพ่ง

ปัญหากฎหมายล้มละลายในคดีแพ่ง

บทความที่ว่าด้วยกฎหมายล้มละลาย ขั้น    แม้ว่าพระราชบัญญัติล้มละลายฯ จะบัญญัติแยกไว้ต่างหาก และในคดีล้มละลายนั้นจะพิจารณาพิพากษาโดยผู้พิพากษาซึ่งอยู่ในศาลล้มละลาย หรือ ผู้พิพากษาในแผนกคดีล้มละลายในศาลสูง แต่ปรากฏว่าในการพิจารณาคดีแพ่งคดีแรงงาน คดีครอบครัว คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และคดีอื่น ๆ นั้น ก็จะมีปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับล้มละลายเข้ามาเกี่ยวข้อง ในทุกชั้นของกระบวนพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นชั้นยื่นฟ้องคดีแพ่ง ในระหว่างพิจารณา หรือในการพิพากษาคดี ตลอดจนชั้นบังคับคดี ซึ่งจะแยกพิจารณาข้อกฎหมายล้มละลายที่มาเกี่ยวข้องกับคดีอื่น ๆ ตามกระบวนพิจารณาของคดีแพ่งอื่น ดังนี้ 

    ชั้นรับฟ้อง 

    เมื่อปรากฏว่าจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนที่จะมีการฟ้องคดีแพ่ง อำนาจในการต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยนั้นตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในชั้นนี้จึงต้องพิจารณาว่าการฟ้องนั้นเป็นการฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือไม่ หากว่าเป็นการฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว โจทก์จะต้องฟ้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เป็นจำเลย (ฎ.3625/2527) แต่หากว่า เป็นการฟ้องให้ลูกหนี้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย หรือการฟ้องที่ไม่อาจบังคับเอากับกองทรัพย์สินได้ จะต้อง ฟ้องตัวลูกหนี้เป็นจำเลยโดยตรง (ฎ.2650/2550) 

    ตัวอย่าง ลูกหนี้ทำสัญญาขายที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ชำระราคา ค่าที่ดินครบถ้วนแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาลูกหนี้ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หากโจทก์จะฟ้องลูกหนี้ให้โอนที่ดินให้แก่ตน จะต้องฟ้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เป็นจำเลย

     ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นเคยเป็นทรัพย์สินในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ แต่ทรัพย์สินดังกล่าวมีภาระมากกว่ามูลค่าทรัพย์สิน หากว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการประชุมเจ้าหนี้ และที่ประชุมเจ้าหนี้ได้สละสิทธิในทรัพย์สินนั้นแล้ว ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 145 (3) อำนาจในการจัดการทรัพย์สิน ดังกล่าวย่อมตกเป็นของลูกหนี้ โจทก์จะต้องฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลย 

    ตัวอย่าง ลูกหนี้ได้กู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้ โดยนำที่ดินไปจำนองประกันหนี้ไว้ แต่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการบังคับ เอาแก่ทรัพย์สิน อันเป็นหลักประกันตาม พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 95 เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าน้อยกว่าบุริมสิทธิของเจ้าหนี้ หากดำเนินการ ขายทอดตลาดไปก็คงชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้มีประกัน เพียงรายเดียวเท่านั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงเห็นว่า การรับทรัพย์สินดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์ แก่กองทรัพย์สินและนำเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณา ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาแล้วมีมติสละสิทธิ ในทรัพย์สินดังกล่าวเช่นนี้ หลังจากนั้นหากเจ้าหนี้ จะฟ้องบังคับจำนอง จะต้องฟ้องตัวลูกหนี้เป็นจำเลย (ฎ.9263/2559) 

    ระหว่างพิจารณาคดี 

    หากปรากฏว่าระหว่างพิจารณาคดีแพ่งนั้น จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลจะต้องดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 25 กล่าวคือ สอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจะเข้ามา ดำเนินคดีแทนลูกหนี้หรือไม่ ซึ่งการที่จะเข้าว่าคดีหรือไม่นั้นเป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในกรณีนี้ หากว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน และเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแล้ว การที่ จะพิจารณาคดีแพ่งต่อไปย่อมไม่เป็นประโยชน์ เพราะสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้นั้นจะต้อง ไปว่ากล่าวตามกระบวนการของล้มละลาย ศาลจึง สมควรจำหน่ายคดีของลูกหนี้ออกจากสารบบความ (ฎ.4550/2537)

    แต่หากว่ากรณีที่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์นั้น หนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นหนี้เกี่ยวกับการกระทำการ งดเว้นกระทำการ อันไม่ใช่หนี้เงินที่จะยื่นคำขอรับ ชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเข้าว่าคดีดังกล่าว เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีนั้นดำเนินต่อไปได้ หากว่าเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ไม่ประสงค์จะเข้าว่าคดีดังกล่าว ศาลก็สามารถมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดำเนินคดีดังกล่าวแทนลูกหนี้ต่อไปได้ 

    กรณีที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในระหว่างพิจารณาคดีแพ่งนั้น ลูกหนี้หมดอำนาจ ในการจัดกิจการทรัพย์สินของตน ลูกหนี้ไม่สามารถ ที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ หากลูกหนี้ประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอม ยอมความในคดีแพ่ง ลูกหนี้จะต้องกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาล คำว่า “ศาล” ตามบทบัญญัติในมาตรา 24 นั้น หมายถึง ศาลในคดีล้มละลาย ศาลในคดีส่วนแพ่งจะให้ความ ยินยอมตามบทบัญญัติดังกล่าวหาได้ไม่ (ฎ.5643/2540) หากลูกหนี้ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 22 และมาตรา 24 สัญญาดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 

    ชั้นพิพากษาคดี

     ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง อาจจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายล้มละลายที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายกรณีด้วยกัน เช่น กรณีที่มีการนำหนี้ที่ อาจขอรับชำระหนี้ได้มาฟ้องบังคับภายหลังจากลูกหนี้ได้รับการปลด จากการล้มละลายแล้ว กรณีนี้หากว่าหนี้ดังกล่าวนั้นไม่เข้าข้อยกเว้น ตามมาตรา 77 (1) (2) ลูกหนี้ก็หลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าว ไม่ต้องรับผิดอีก (ฎ.10171/2557) 

    กรณีที่มีการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย หากว่าหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาลูกหนี้ขอประนอมหนี้สำเร็จ และลูกหนี้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้วตามที่กำหนดไว้ในคำขอประนอมหนี้ เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายก็ย่อมหมดสิทธิที่จะเรียกร้อง ส่วนเจ้าหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว และได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วน ก็จะเรียกร้องส่วนที่ขาดจากลูกหนี้อีกไม่ได้ (ฎ.1243/2519, ฎ.1001/2509) 

    กรณีที่มีการยกเลิกการล้มละลายแล้ว เจ้าหนี้มาฟ้องเรียกหนี้จากลูกหนี้นั้น กรณีจะต้องพิจารณาว่าหนี้ที่เจ้าหนี้นำมาฟ้องนั้น ลูกหนี้ได้รับการยกเลิกการล้มละลายตามบทบัญญัติมาตราใด หากว่าเป็นการยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 (1) (2) การยกเลิกการล้มละลายนั้น ไม่ทำให้ ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินแต่อย่างใด (ฎ.1915/2536) แต่ถ้าหากว่ามีการ ยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 (3) (4) ก็จะมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้น จากหนี้ทั้งปวง เจ้าหนี้จะนำหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้นั้นมาฟ้องเรียกร้อง อีกไม่ได้ (ฎ.136/2540)

    ผลต่อผู้ค้ำประกัน ในกรณีที่เจ้าหนี้ได้มาฟ้องผู้ค้ำประกัน  เรียกร้องหนี้จากลูกหนี้ภายหลังคดีล้มละลายของลูกหนี้สิ้นสุดลงนั้น การที่ลูกหนี้ได้ขอประนอมหนี้ในคดีล้มละลายจนสำเร็จ หรือลูกหนี้ได้รับ การปลดจากการล้มละลายนั้น ก็มีผลต่อลูกหนี้เท่านั้น ไม่มีผลต่อผู้ค้ำประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 59 หรือมาตรา 78 ความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายใน ทางแพ่ง กล่าวคือพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพียงใดแล้ว ผู้ค้ำประกันก็ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ (ฎ.254/2507, ฎ.8627/2558)

    ชั้นบังคับคดี 

    ปัญหาอาจเกิดขึ้นได้ว่าในระหว่างที่มีการบังคับคดีส่วนแพ่งอยู่นั้น ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ปัญหาว่าหมายบังคับคดีจะใช้ยันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เพียงใด กล่าวคือเจ้าหนี้ในคดีแพ่งจะสามารถรับเงินหรือดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้หรือไม่ จะต้องดูว่าในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้น การบังคับ คดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วหรือไม่ หากว่าการบังคับคดีส่วนใดได้สำเร็จบริบูรณ์ไปก่อน ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ การบังคับคดีนั้นก็ใช้ยันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ กล่าว คือเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระเงิน แต่ถ้าหากว่าการบังคับ คดีนั้นยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ หมายบังคับคดีใช้ยันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถที่จะ รวบรวมเงินที่ได้จากการบังคับคดี หรือดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ ตามมาตรา 110 วรรคหนึ่ง กรณีที่ถือว่าการบังคับ คดีได้สำเร็จบริบูรณ์นั้น เมื่อได้พ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน หลังจากมีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์ได้ใน ครั้งนั้นแล้ว ตามมาตรา 110 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 (ฎ.741/2508)

    แต่อย่างไรก็ตาม หากว่าเจ้าหนี้ในคดีแพ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกัน กล่าวคือเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือ ทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิบังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ รวมถึง เจ้าหนี้ที่กฎหมายอื่นให้ถือว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกัน คำสั่ง พิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายนั้น ไม่กระทบกระเทือน ถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการที่จะบังคับเอากับทรัพย์ หลักประกันของตน กล่าวคือหากเจ้าหนี้ไม่ประสงค์ที่จะ ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย เจ้าหนี้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการบังคับคดี ในบุริมสิทธิของตนในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองต่อไป ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 110 วรรคสาม (ฎ.5744/2531)ตอนการดำเนินการคดีล้มละลาย รวมไปถึงปัญหากฎหมายล้มละลายในคดีแพ่ง

 

ภาพประกอบจาก  https://www.onetoonecf.com/react-to-your-companys-need-for-capital-before-it-is-too-late/

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ระบบกฎหมายล้มละลายของไทย

ระบบกฎหมายล้มละลายของไทย

กฎหมายล้มละลายเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ จัดการชำระสะสางหนี้สินของผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว