Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai
ผู้บริโภคกับสัญญาไร้รูปแบบ

ผู้บริโภคกับสัญญาไร้รูปแบบ

    คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั้นยากที่จะหลีกเลี่ยงการบริโภคสินค้าและบริการ เนื่องจากไม่มีใครผลิตทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ทุกคนต่างต้องบริโภคทั้งสิ่งจาเป็นและสิ่งเสริมความสะดวกอื่น ๆ การบริโภคสินค้าและบริการส่วนใหญ่มักเป็นไปในรูปแบบการซื้อ เช่า เช่าซื้อ หรือกู้ยืม คงมีรูปแบบอื่นบ้างก็เป็นส่วนน้อย หากผู้ขาย ผู้ให้เช่า ผู้ให้เช่าซื้อหรือผู้ให้กู้ที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจรักษามาตรฐานสินค้าหรือบริการให้มีคุณภาพดี ปัญหาย่อมไม่เกิดขึ้น แต่ก็ยังมีผู้ประกอบธุรกิจส่วนหนึ่งละเลยเกณฑ์ดังกล่าว จึงเกิดปัญหาข้อพิพาทขึ้นระหว่าง ผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค หนทางสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะทาได้คือฟ้องร้องต่อศาล แต่เมื่อฟ้องศาลแล้ว ผู้บริโภคมักพบปัญหาเสียเปรียบทางคดีเพราะสิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาไว้นั้น ไม่มีปรากฏอยู่ในเอกสารสัญญา ทาให้บางครั้งอาจส่งผลถึงกับแพ้คดีในเรื่องนั้นได้

    บทความนี้มุ่งนาเสนอปัญหาในคดีระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค ที่ผู้บริโภคต้องประสบในการดาเนินคดีทางศาล เฉพาะกรณีไม่สามารถอ้างการมีอยู่ของสัญญาหรือข้อตกลงในสัญญาได้

    ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ซึ่งเป็นกฎหมายหลักทางแพ่งมีสัญญาหลายประเภทที่หากไม่ได้ทาเป็นหนังสือ หรือไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด กฎหมาย ห้ามฟ้องร้องหรือห้ามนาสืบ เช่น ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไม่จากัดราคา หรือซื้อขายสังหาริมทรัพย์ ราคา 20,000 บาท หรือมากกว่านั้น (มาตรา 456)เช่าอสังหาริมทรัพย์(มาตรา 538)กู้ยืมเงินกว่า2,000บาทขึ้นไป และการนาสืบให้ศาลเห็นว่าได้ใช้คืนเงินกู้ (มาตรา 653) หรือการทาสัญญาประนีประนอมยอมความ(มาตรา 851) ฯลฯกรณีเหล่านี้จะสัมพันธ์กับข้อห้ามนาสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 94 ที่ว่าเมื่อกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามศาลยอมรับฟังพยานบุคคล แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ตาม  ตัวอย่างคดีเรื่องเงินกู้ที่ผู้กู้ต้องแพ้คดีเพราะเทคนิคกฎหมายที่ห้ามสืบเรื่องการใช้เงิน เช่น

    ฎีกาที่1655/2549 จาเลยมีแต่เพียงตัวจาเลยและน้องเป็นพยาน ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้กู้มาแสดง สัญญากู้ก็ยังคงอยู่ที่โจทก์และยังไม่มีการแทงเพิกถอน จาเลยจึงต้องห้ามมิให้นาสืบการใช้เงิน

ฎีกาที่ 8175/2551 จาเลยไปเบิกความในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งว่ากู้ยืมเงินไปจากโจทก์ ถือว่าเป็นกรณีที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ เมื่อไม่มีหลักฐานการใช้เงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์มาแสดง จาเลยนาสืบการใช้เงินไม่ได้ ฎีกาที่ 36/2555 แม้จาเลยอ้างว่าชาระหนี้ แต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ ผู้ให้ยืม ไม่มีการเวนคืนหลักฐานแห่งการกู้หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้น จาเลยนาสืบการใช้เงินไม่ได้หรือตัวอย่างคดีกรณีซื้อขายที่ห้ามนาสืบ เช่น

    ฎีกาที่ 14241/2553 เมื่อเป็นสัญญาจะซื้อขายที่ดินซึ่งกฎหมายกาหนดรูปแบบและหลักฐานการทาสัญญาไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง และโจทก์กับจาเลยเลือกรูปแบบเป็นการทาสัญญากัน ถือเป็นกรณีทาหลักฐานเป็นหนังสือ หากฟ้องร้องต้องมีสัญญามาแสดงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 94จาเลยจึงจะขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างนอกเหนือจากสัญญาว่ายังมีข้อตกลงด้วยวาจาว่าโจทก์จะชาระเงินที่เหลือภายใน1 เดือน ไม่ได้ (สัญญาระบุขายที่ดินได้แล้วจะมาโอนกรรมสิทธิ์) ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข) หรือฎีกาที่ 2521/2559 การจะซื้อขายที่ดินที่เลือกรูปแบบเป็นการทาสัญญา โจทก์นาสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างเพิ่มเติมว่ายังมีข้อตกลงด้วยวาจาว่า ก่อนทาสัญญาจาเลยผู้ขายแจ้งว่ามีถนนเชื่อมที่ดินพิพาทกับถนนสาธารณะ ข้อนาสืบนี้ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 94 (ข) ข้อเท็จจริงจึง ไม่อาจฟังได้ว่ามีข้อตกลงเรื่องถนนเชื่อมผ่าน จาเลยจึงไม่ผิดสัญญา โจทก์ผู้จะซื้อไม่อาจบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องเงินมัดจาที่จาเลยริบไว้คืนได้

   กรณีตาม ป.พ.พ.และ ป.วิ.พ. ที่กล่าวถึง บัญญัติบนแนวคิด ความเท่าเทียมกันของคู่สัญญาและเสรีภาพในการทาสัญญา ซึ่งคู่กรณีมีหน้าที่ต้องระวังรักษาสิทธิของตนเอง อย่างไรก็ตาม ในสังคมที่การผลิตเจริญก้าวหน้าด้วยอุตสาหกรรมและผู้ประกอบธุรกิจมีพลังเหนือกว่าฝ่ายผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเท่าเทียมกันที่เป็นแนวคิดของกฎหมายดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและดูจะไม่อาจให้ความยุติธรรมแก่ผู้บริโภคที่อ่อนพลังต่อรองกว่าได้ จนเป็นที่มาของการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในทางคดี ดังที่ปรากฏเจตนารมณ์ตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ว่า เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่รู้ไม่เท่าทันเทคนิคการตลาดของผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งขาดบริโภคสินค้าหรือบริการในเงื้อมมือของผู้ประกอบธุรกิจแล้ว ก็ให้ผู้บริโภคมีสิทธิฟ้องบังคับให้ ผู้ประกอบธุรกิจทาตามแบบที่กฎหมายบังคับได้หรือให้ชาระหนี้ตอบแทนได้ ไม่ได้เสียสิทธิไปเลยดังเช่นกรณีทั่วไป

    มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติว่า “ ในการดาเนินคดีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิให้นามาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่ผู้บริโภคในการฟ้องคดีผู้บริโภคและการพิสูจน์ถึงนิติกรรมหรือสัญญาที่ทาขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ”

    มาตรา 10 วรรคสาม แก้ไขปัญหากรณีข้อห้ามนาสืบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 ที่กล่าวข้างต้นว่า เมื่อกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามศาลยอมรับฟังพยานบุคคล แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ตาม ซึ่งผลจะปรากฏตามตัวอย่างคดีฎีกาที่ 2521/2559 ที่ยกให้เห็นแล้วว่า ข้อห้ามนี้หากใช้กับผู้บริโภคแล้ว ถึงกับทาให้แพ้คดีได้ คดีตามฎีกาที่2521/2559 ผู้ซื้อที่ดินวางมัดจาแก่ผู้ขายแล้ว ถึงวันนัดโอนไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ อ้างว่าได้พบว่าที่ดินไม่มีทางเชื่อมสู่ถนนสาธารณะเหมือนอย่างที่ผู้ขายบอก จึงฟ้องคดีต้องการมัดจาคืน แต่ติดขัดถูกห้ามนาสืบเรื่องทางเชื่อมโดยเทคนิคกฎหมาย จึงเป็นฝ่ายต้องแพ้คดี

    คดีตามตัวอย่างเห็นได้ว่า หากผู้บริโภครู้เทคนิคกฎหมาย ย่อมระบุให้เขียนเรื่องทางเชื่อมไว้ในสัญญา ก็จะไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เรื่องอย่างนี้เห็นได้ชัดว่า ผู้บริโภคขาดความรู้และประสบการณ์ ทาให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ มาตรา 10 วรรคสาม จึงเขียนยกเว้นไว้โดยตรงว่า ห้ามนาหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 มาใช้บังคับแก่ผู้บริโภค เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคไม่ถูกมัดมือชกในการเป็นคดีความกับฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจ

    ตัวบทมาตรา 10 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ที่เขียนไว้นั้น ตามตัวอักษรเป็นทานองดูจะให้สิทธิเฉพาะกรณีผู้บริโภคเป็นฝ่ายโจทก์ฟ้องคดีต่อผู้ประกอบธุรกิจเป็นคดีผู้บริโภค จึงจะได้รับยกเว้นไม่อยู่ในข้อห้ามเรื่องต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ (มาตรา 10 วรรคหนึ่ง) และได้รับยกเว้นไม่ถูกปิดปากห้ามสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (มาตรา 10 วรรคสาม) ประหนึ่งว่า หากผู้บริโภคเป็นจาเลยถูกผู้ประกอบธุรกิจฟ้องคดี จะไม่ได้รับยกเว้นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะในข้อพิพาทเดียวกัน หากผู้บริโภคชิงเป็นโจทก์ฟ้องคดีก่อน จะได้ประโยชน์ยกเว้นตามกฎหมายนี้ แต่หากผู้ประกอบธุรกิจชิงเป็นโจทก์ฟ้องก่อนในเรื่องเดียวกัน ผู้บริโภคซึ่งอยู่ในฐานะจาเลยของคดีกลับจะไม่ได้รับประโยชน์ในข้อนี้ เจตนารมณ์ของกฎหมายไม่น่าจะผันแปรไปตามความเร็วในการชิงกันเป็นโจทก์ฟ้องคดีเป็นแน่ ดังนั้น แม้ถ้อยคาตามตัวบทจะบัญญัติไว้แคบในทานองเป็นเฉพาะกรณีผู้บริโภคเป็นโจทก์จึงจะได้รับสิทธินี้ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคได้ตีความตามนัยเหตุผลดังกล่าวไว้ในคดีตามฎีกาที่ 3724/2562ว่า แม้ผู้บริโภคเป็นจาเลยก็ได้รับสิทธิที่จะอ้างประโยชน์ตามมาตรา 10 ด้วย โดยจาเลยมีสิทธิอ้างมาตรา 10 เพื่อนาพยานบุคคลมาสืบว่าได้ใช้เงินกู้คืนโจทก์แล้วได้

    สาหรับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 11 บัญญัติว่า “ประกาศ โฆษณา คารับรอง หรือการกระทาด้วยประการใดๆ ของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งทาให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทาสัญญาว่าผู้ประกอบธุรกิจตกลงจะมอบให้ หรือจัดหาให้ซึ่งสิ่งของบริการ หรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดาเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้บริโภคเข้าทาสัญญา หรือข้อตกลงใดๆ ที่ผู้ประกอบธุรกิจจะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้บริโภคเพิ่มเติมขึ้นจากที่ได้ทาสัญญาไว้ ให้ถือว่าข้อความ การกระทาหรือข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งผู้บริโภคสามารถนาสืบพยานบุคคล หรือพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวได้ ถึงแม้ว่าการทาสัญญาเช่นว่านั้นกฎหมายจะกาหนดว่าต้องทาเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือและไม่ปรากฏข้อตกลงนั้นในหนังสือที่ได้ทาขึ้นก็ตาม ”

    มาตรา 11 แบ่งเรื่องออกได้เป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 พูดถึงข้อตกลงที่ทาขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจว่ามีผลอย่างไร ส่วนที่ 2 พูดถึงวิธีการนาสืบพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ามีสิทธิเพียงใด

    ในมาตรา 11 ส่วนที่ 1นี้ ยังแบ่งย่อยออกได้เป็น 2 กรณี

    1) เป็นเรื่องการกระทาใด ๆ ของฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจที่ทาให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทาสัญญาว่าจะให้อะไรแก่ผู้บริโภคเพื่อตอบแทนที่เข้าทาสัญญา

    2) เป็นเรื่องการกระทาของฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจที่ทาให้ผู้บริโภคเข้าใจได้หลังจากทาสัญญาไปแล้วว่าจะให้อะไรเพิ่มเติมขึ้นจากที่ได้ทาสัญญาไว้เดิม

    ทั้ง 2 กรณีตาม 1) และ 2) กฎหมายให้ถือว่า สิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจทาไปดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นข้อความ การกระทาหรือข้อตกลงใด ก็บังคับให้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ผลของการนี้เท่ากับว่า สิ่งนั้นเป็นสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตาม หากไม่ทาย่อมเป็นการผิดสัญญา เช่น

    ตัวอย่างกรณีตาม 1) พนักงานขายคอนโดมิเนียมพูดจูงใจผู้บริโภคว่า หากจองซื้อวันนี้ จะแถมเฟอร์นิเจอร์ให้ 1 ชุด การพูดของพนักงานขายซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบธุรกิจ มีผลผูกพันผู้ประกอบธุรกิจ ถือเป็นสัญญาที่ผู้บริโภคนาไปฟ้องร้องบังคับได้หากพิสูจน์ได้ว่าพนักงานขายพูดจูงใจเช่นนั้นจริง

    ตามตัวอย่าง 1) หลังจากทาสัญญาจองซื้อไปแล้ว ต่อมามีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับทาเลแวดล้อมคอนโดมิเนียม ผู้บริโภคถอดใจคิดจะไม่ซื้อ พนักงานขายพูดจูงใจว่า เพื่อส่งเสริมการขาย ยินดีแถมจักรยานให้ 1 คัน ต่อผู้ซื้อ 1 ห้อง การพูดของพนักงานขายเช่นนี้ก็มีผลผูกพันผู้ประกอบธุรกิจถือเป็นข้อสัญญาเช่นกัน

    มาตรา 11ทั้ง 2 ส่วนนี้ นับว่าเป็นกฎหมายที่สาคัญและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องจากระบบการผลิตของผู้ประกอบธุรกิจเป็นไปแบบอุตสาหกรรมที่เป็นการผลิตจานวนมาก การระบายสินค้าสู่ตลาดจึงเป็นกระบวนการที่ต้องทาต่อเนื่อง การเร่งรัดให้มีการบริโภคจึงนิยมทาโดยการส่งเสริมการขาย ลด แจก แถม รับประกันคุณภาพ ฯลฯ เช่น การขายรถยนต์โดยรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

    เหตุที่กฎหมายต้องบัญญัติเช่นนี้ เนื่องจากในทางแพ่ง ข้อตกลงหรือการกระทาใดที่ต้องการตกลงกันระหว่างคู่สัญญา ปกติต้องเขียนระบุในสัญญา หากไม่เขียนไว้ โดยหลักถือว่าไม่มีข้อตกลงนั้น หากเป็นกรณีกฎหมายห้ามนาสืบพิสูจน์เปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งที่ปรากฏในเอกสาร ดังเช่น ป.วิ.พ. มาตรา 94 ก็ถูกปิดปากไม่ให้นาสืบ หากไม่ใช่กรณีกฎหมายห้ามโดยตรง ความน่าเชื่อถือของข้ออ้างว่ามีข้อตกลงอื่น ๆ นอกไปจากที่เขียนสัญญาก็มีอยู่น้อย โดยเฉพาะกรณีมาตรา 11 ส่วนที่ 1 ข้อ 2 ที่รับรองจะให้สิ่งใดเพิ่มเติมจากที่ได้ทาสัญญาไว้ และเนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจมักกระทาการใด ๆ เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเข้าบริโภคสินค้าหรือบริการ การรับรองหรือสัญญาด้วยวาจา แผ่นพับโฆษณา ข้อความทั้งภาพและเสียง หรือวิธีการอื่นแล้วแต่จะสรรหา ตลอดจนการที่พนักงานขายพูดชักจูงใจ ล้วนมีส่วนทาให้ผู้บริโภคตัดสินใจเข้าบริโภคสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ต่อมาเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นเพราะฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจไม่ได้ทาตามที่อวดอ้าง โฆษณา หรือชักจูงใจไว้ หากมาตรา 11 ไม่บัญญัติเรื่องนี้ไว้ ก็เป็นการยากแก่ผู้บริโภคที่จะบังคับตามข้อจูงใจของผู้ประกอบธุรกิจในทางศาลได้

    มาตรา 11 นี้ เขียนขึ้นเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับมาตรา 10 โดยข้อความตอนท้ายให้สิทธิผู้บริโภคได้รับยกเว้นให้นาสืบพยานหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับข้อตกลงที่มีระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาชนิดที่มีกฎหมายบังคับรูปแบบว่าต้องมีหลักฐานทาเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือและตามหลักฐานนั้นไม่ได้เขียนถึงข้อตกลงที่มีการทากันไว้ในรูปแบบใดก็ตาม ซึ่งเป็นการให้สิทธิทานองเดียวกับมาตรา 10 นั่นเอง

    ตัวอย่างคดีที่ศาลฎีกาตัดสินเรื่องบังคับตามข้อจูงใจหรือการรับประกันของ ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเหตุให้ผู้บริโภคเชื่อและเข้าทาสัญญา คือ กรณีเช่าซื้อรถตามฎีกาที่ 4567/2561 ซึ่งตัดสินเรื่องสัญญาบริการที่ไม่มีรูปแบบตามมาตรา 11

    คดีตามฎีกา 4567/2561 ผู้บริโภคตกลงซื้อรถป้ายแดงจากผู้จัดจาหน่าย ด้วยวิธีการเช่าซื้อ ผู้จัดจาหน่ายส่งมอบรถแก่ผู้บริโภคพร้อมคู่มือประจารถ ระบุรับประกันรถ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อตกลงเช่นนี้เป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคเข้าทาสัญญา มีผลเป็นสัญญาบริการระหว่างผู้จัดจาหน่ายกับผู้บริโภคและผู้ให้เช่าซื้อ แม้ไม่ได้ทาเป็นสัญญาต่อกันโดยเฉพาะขึ้นก็มีผลบังคับกันได้ ส่วนผู้ผลิตหรือประกอบรถขายแก่ผู้จัดจาหน่ายโดยมีการควบคุมคุณภาพการซ่อมบารุงรักษาของผู้จัดจาหน่ายในส่วนที่เกินกาลังของผู้จัดจาหน่ายเพื่อรักษาชื่อเสียงยี่ห้อรถยนต์ให้เป็นที่เชื่อถือในท้องตลาด ซึ่งเป็นประโยชน์ในธุรกิจผลิตและจาหน่ายรถยนต์ของตน ทั้งยินยอมให้ผู้จัดจาหน่ายทาคารับรองแก่ลูกค้าโดยอ้างอิงการรับประกันจากผู้ผลิต มีลักษณะเป็นการร่วมกันเป็น ผู้ประกอบธุรกิจ จึงอยู่ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้บริการร่วมกับผู้จัดจาหน่าย เมื่อรถป้ายแดงมีความชารุดบกพร่องเครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้นอันเป็นปัญหาจากการผลิตหรือประกอบ โดยผู้บริโภคพบเหตุประมาณ 8 เดือน หลังซื้อรถ และฝ่ายผู้ผลิตและผู้จัดจาหน่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าความชารุดบกพร่องไม่ได้เกิดจากฝ่ายตน จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้บริโภค

    กรณีเช่าซื้อรถ ในอดีตผู้บริโภคประสบปัญหาในการฟ้องดาเนินคดีแก่ผู้ประกอบธุรกิจ เพราะเดิมยังไม่มี พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ.2551 ใช้บังคับ ศาลจะถือตามกฎหมายในขณะนั้นว่า ผู้บริโภคที่ซื้อรถ (จากผู้จัดจาหน่าย) โดยวิธีการเช่าซื้อจากผู้ให้เช่าซื้อ จะเรียกร้องจากผู้จัดจาหน่ายไม่ได้ ส่วนการที่ผู้ผลิต ผู้ประกอบหรือผู้นาเข้ารถแม้มีคารับประกันว่า หากรถมีปัญหา ส่งซ่อมได้ที่ศูนย์บริการตัวแทนจาหน่ายและที่ศูนย์ของตน มิได้หมายความว่า ยอมผูกพันตนต้องรับผิดในความชารุดบกพร่องของรถด้วย หากรถชารุดบกพร่อง ผู้บริโภคต้องเรียกร้องจากผู้ให้เช่าซื้อโดยตรง ผู้บริโภคไม่มีอานาจฟ้องผู้ผลิต ผู้ประกอบหรือผู้นาเข้าตลอดจนผู้จัดจาหน่ายได้ (ผู้สนใจศึกษารายละเอียดได้จากคาพิพากษาศาลฎีกาที่ 9034/2543)

    หรือตัวอย่างคดีตามแนวฎีกาที่ 7298/2561

    ฎีกาที่ 7298/2561 ผู้ประกอบการศูนย์การค้าให้เช่าพื้นที่ หลังทาสัญญาและอยู่ระหว่างก่อสร้าง ผู้ประกอบการเชิญผู้บริโภคและผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนา ผู้ประกอบการกล่าวในการสัมมนาว่า จะลงทุนทาสะพานทางเดินลอยฟ้า (sky walk) ทั้งผู้ประกอบการลงพิมพ์ในหนังสือของโครงการศูนย์การค้า ระบุว่าจะมีสะพานทางเดินลอยฟ้า ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ความตกลงเรื่องสะพานทางเดินลอยฟ้าที่ฝ่ายจาเลยประกาศจะให้เป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคที่เป็นคู่สัญญาเพิ่มเติมขึ้นจากที่ได้ทาสัญญาไว้เดิมถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาโดยผลของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11

    หรือตัวอย่างคดีตามฎีกาที่ 5351/2562 จาเลยก่อสร้างโครงการอาคารชุดและโรงแรมติดกัน แจกแผ่นพับโฆษณาขายอาคารชุดแสดงภาพถนนทางเข้าออกอาคารชุดตามโฉนด ก และแสดงพื้นที่ติดชายหาดโฉนด ข เป็นภาพพื้นที่ติดต่อเชื่อมกับพื้นที่อาคารชุด ภาพถนนโฉนด ก ทางเข้าอยู่ติดต่อกับอาคารชุดที่อยู่ด้านขวาของทาง ถัดจากนั้นจึงถึงส่วนของโรงแรม มีภาพรถกาลังแล่นเข้าส่วนพื้นที่อาคารชุดมาตามทางโฉนด ก ส่วนพื้นที่ติดชายหาดโฉนด ข แสดงภาพเป็นพื้นที่เชื่อมโยงติดต่อกับพื้นที่ส่วนอาคารชุด เฉพาะรูปแผนผังดังกล่าวจึงแสดงให้ผู้ซื้อห้องชุดที่เห็นแผ่นพับเข้าใจไปได้ว่า ผู้ซื้อจะได้ใช้สอยทางโฉนด ก และพื้นที่โฉนด ข เพื่อลงสู่ทะเลอย่างเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อาคารชุด พฤติการณ์ในคดีเป็นการรับข้อเท็จจริงว่าที่ดินโฉนด ก และ ข มีไว้เพื่อประโยชน์ใช้สอยร่วมกันของเจ้าของร่วม เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่า มีการแจ้งให้ผู้บริโภคทราบชัดเจนว่าไม่ใช่ที่ดินที่เป็นทรัพย์ส่วนกลาง จึงเป็นการโฆษณาที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสาคัญ แม้ไม่มีเจตนาให้เป็นทรัพย์ส่วนกลาง แต่ได้โฆษณาโดยก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอันเป็นการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) จึงต้องรับผลแห่งการโฆษณานั้นโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ที่ดินทั้ง ๒ แปลง ถือเป็นทรัพย์ส่วนกลาง แม้จาเลยไม่จดทะเบียนให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางโดยจดเป็นภาระจายอม แต่ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดรวมถึงทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสาหรับเจ้าของร่วมซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ถือเป็นทรัพย์ส่วนกลางตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 และ 15 ทั้งนี้ ไม่ว่าจะขึ้นทะเบียนว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ หรือเจ้าของจะแสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นกรณีตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโดยผลของกฎหมาย

    การที่มีกฎหมายมาตรา 10 และ มาตรา 11 ออกมาใช้บังคับดังกล่าว นับว่าเป็นการรองรับหลักสัญญาไร้รูปแบบไว้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคที่ถูกจูงใจให้เข้าทาสัญญา ให้สามารถพิสูจน์ถึงข้อจูงใจต่าง ๆ ที่ฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจกระทาต่อผู้บริโภคในการชักจูงให้เข้าบริโภคสินค้าหรือบริการ อันนับเป็นการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง

 

ภาพประกอบจาก  https://web.tcdc.or.th/

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง