Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai
ระบบกฎหมายแรงงานของประเทศไทย

ระบบกฎหมายแรงงานของประเทศไทย

กฎหมายแรงงาน (Labor Law)

    กฎหมายแรงงาน (Labor Law) หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง องค์การของนายจ้าง และองค์การของลูกจ้าง ที่พึงมีต่อกันเกี่ยวกับการจ้างแรงงาน รวมทั้งมาตรการที่กำหนดให้นายจ้าง ลูกจ้าง และองค์กรดังกล่าวต้องปฏิบัติต่อกันและต่อรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ความคุ้มครองลูกจ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้การจ้างแรงงาน การประกอบกิจการ และความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสมปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้สังคมเกิดความสงบสุข ความเจริญและความมั่นคงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ

   กฎหมายแรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีหลายฉบับด้วยกัน ฉบับที่สำคัญ ประกอบด้วย กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน อันเป็นกฎหมายที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเกี่ยวกับการจ้างแรงงานที่นายจ้างพึงปฏิบัติต่อลูกจ้างเพื่อให้ลูกจ้างได้รับค่าตอบแทนและหลักประกันการทำงานที่เหมาะสมกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ อันเป็นกฎหมายที่กำหนดแนวทางปฏิบัติระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง เพื่อให้มีความเข้าใจอันดีต่อกัน สามารถตกลงในเรื่องสิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์ในการทำงานร่วมกัน รวมทั้งกำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทแรงงานที่เกิดขึ้นให้ยุติโดยรวดเร็ว กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน อันเป็นกฎหมายที่ให้หลักประกันกับลูกจ้างกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม อันเป็นกฎหมายที่ให้หลักประกันแก่ลูกจ้างในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องมาจากการทำงาน ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพและว่างงาน และกฎหมายว่าด้วยศาลแรงงานและการดำเนินคดีในศาลแรงงานอันเป็นกฎหมายที่จัดตั้งศาลแรงงาน เพื่อให้เป็นศาลชำนัญพิเศษ มีอำนาจในการพิจารณาคดีแรงงานทางแพ่งทั้งปวง นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายแรงงานอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงานในด้านต่าง ๆ เช่น กฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน กฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว รวมไปถึงการคุ้มครองผู้ใช้แรงงานอื่น ๆ เช่น แรงงานประมง คนประจำเรือและผู้รับงานไปทำที่บ้านอีกด้วย

ศาลแรงงานเป็นศาลชำนัญพิเศษ สังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม 

    จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522คดีแรงงานเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งและคดีอาญาทั่วไปกล่าวคือเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โดยส่วนมากเป็นคดีที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และเคยมีผลประโยชน์ร่วมกันมาก่อน และเป็นคดีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งมีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก จึงเป็นคดีที่ควรได้รับการพิจารณาพิพากษาคดี โดยผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาแรงงาน ร่วมกับผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างในลักษณะของไตรภาคี หลักการสำคัญในการดำเนินคดีแรงงานจะต้องกระทำโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรมตามความในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 นอกจากนั้นการพิจารณาพิพากษาคดีแรงงานมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คู่ความมีโอกาสประนีประนอมยอมความ และสามารถกลับไปทำงานร่วมกันโดยปราศจากความรู้สึกที่เป็นอริต่อกัน การประนีประนอมยอมความจึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการพิจารณาคดีแรงงานซึ่งศาลแรงงานได้ยึดถือหลักการดังกล่าวเสมอมา กรณีจะเห็นได้จากสถิติคดีในช่วงปี 2559 ถึงปัจจุบัน คดีแรงงานสำเร็จลงด้วยการไกล่เกลี่ยโดยส่วนไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทคดีแรงงานของศาลประมาณร้อยละ 40 ต่อปี

    ปัจจุบัน คดีแรงงานมีแนวโน้มที่จะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในประเทศไทยหลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนากระบวนการผลิต การจำหน่ายหรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงานคน การที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการจ้างแรงงานในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคม Gig Economy หรือ Sharing Economy ศาลแรงงานในฐานะองค์กรที่ชี้ขาดข้อพิพาททางด้านแรงงานจึงต้องมีการปรับตัว และเรียนรู้กับสถานการณ์ทางด้านแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อที่จะสามารถตัดสินอรรถคดีได้อย่างถูกต้อง เป็นธรรม เป็นไปตามบริบทของสังคม และสามารถวางแนวบรรทัดฐานที่ดีสำหรับการปฏิบัติต่อกันของนายจ้างและลูกจ้างได้ในอนาคต

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง