Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai
สิทธิของผู้เสียหายที่ไม่สูญหาย

สิทธิของผู้เสียหายที่ไม่สูญหาย

สิทธิของผู้เสียหายที่ไม่สูญหาย

         โรงพัก โรงพยาบาล และโรงศาล แม้จะเนรมิตให้เป็นสถานที่ราชการที่มีบริการประชาชนเป็นเลิศเพียงใด คงไม่มีชาวบ้านคนไหนอยากย่างกรายไปกินลมชมวิวดื่มด่ำบรรยากาศเหมือนไปสวนสาธารณะหรือโรงมหรสพเพราะการจะเดินทางไปสถานที่ทั้งสามแห่ง ก็ต่อเมื่อตนเองตกอยู่ในภาวะเดือดร้อน จำเป็น ต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น เช่น ไปโรงพยาบาลเพราะเจ็บป่วยจนต้องพึ่งหมอ ไปโรงพักหรือโรงศาลเพราะตกเป็นผู้ต้องหา จำเลยหรือเป็นผู้ถูกประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพที่กฎหมายเรียกบุคคลดังกล่าวว่า”ผู้เสียหาย”

         คนที่ตกเป็นผู้เสียหายเหมือนคนโชคร้ายดวงตก นอกจากจะเสียทรัพย์ เสียเนื้อ เสียตัวและเสียใจแล้ว บ่อยครั้งยังต้องเสียความรู้สึกตามมาอีกด้วย เข้าตำราว่าพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก เพราะตัวเองเป็นพลเมืองดีแท้ๆ แต่วันดีคืนร้าย กำลังนอนหลับฝันดี ก็มีโจรตีนแมวหน้าตามนุษย์ แอบมาลักรถมอเตอร์ไซด์ที่จอดในบ้านไป หรือกำลังขับรถเก๋งคันใหม่ป้ายแดงไปกับแฟนสาวคนใหม่ในชนบท จู่ ๆก็มีรถอีแต๋นแฟนทิ้งแล่นเสียหลักเซถลาประสานงาชนดังโครม รถป้ายแดงเสียโฉมจนหมอไม่รับเย็บ ส่วนคนขับได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่แฟนสาวปลอดภัย แต่ต้องเสียเงินเสียโฉมและเสียแฟนไป ที่โชคร้ายกว่านั้น ผู้เสียหายบางคนเป็นหญิงถูกข่มขืนกระทำชำเรา จากคนแปลกหน้า ถูกสามีทุบตีทำร้ายกระทำความรุนแรงในครอบครัวจนปางตาย เป็นคดีอาญาที่ผู้เสียหายจำต้องใช้สิทธิทางศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

         เมื่อปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น คำถามที่ตามมาก็คือ กระบวนการยุติธรรม ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือดูแลผู้เสียหายอย่างเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือยัง หรือปล่อยให้ผู้เสียหายกินอาหารบุฟเฟต์ อย่างโดดเดี่ยว ต้องไปพึ่งพาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิเอกชนหรือร้องสื่อมวลชนจนกว่าจะมีพลเมืองดีมาช่วยเหลือ ซึ่งปัจจุบันการเข้าถึงสิทธิของผู้เสียหายในกระบวนการยุติธรรมดูเหมือนจะง่ายในลายลักษณ์อักษร แต่มีความยากทางปฏิบัติในการเข้าถึงพอสมควร วันนี้ ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการคลี่คลายสลายลงแล้ว เนื่องจากศาลยุติธรรมโดยท่านเมทินี ชโลธรประธานศาลฎีกาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในทุกมิติ จึงได้ริเริ่มออกแบบยกระดับทางเลือกใหม่ในการช่วยเหลือเยียวยาคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางให้มีความสะดวก รวดเร็ว ราบรื่นประหยัดเป็นธรรมเพื่อให้ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงศาลและกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น ผู้เขียนขอเปรียบเทียบมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยกับผู้เสียหายให้เห็นพอเป็นกระสายก่อน เริ่มจากหลังเกิดเหตุที่ผู้เสียหายประสบภัย รัฐจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตั้งแต่ชั้นจับกุมจนถึงชั้นศาล ส่วนผู้เสียหายไม่มีกฎหมายให้สิทธินั้น หากต้องการใช้สิทธิในการดำเนินคดี ผู้เสียหายต้องเสียเงินว่าจ้างทนายความเอง ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะได้รับการแจ้งสิทธิในการดำเนินคดีให้ทราบทุกขั้นตอนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ส่วนผู้เสียหายต้องมาติดตามส่วนได้เสียในคดีด้วยตนเอง มีหน้าที่มาให้ถ้อยคำในชั้นตำรวจ และรอมาเบิกความในชั้นศาลในฐานะพลเมืองดี แต่หากคดีใดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน๕ปีและจำเลยให้การรับสารภาพ ผู้เสียหายอาจเป็นแม่สายบัวแต่งตัวรอเก้อ เพราะกฎหมายให้ศาลตัดสินคดีไปได้โดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์หรือฟังผู้เสียหายก่อน  ทั้งที่ผู้เสียหายอยากเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการ ขอค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นหรือมีความในใจอยากบอกศาลและจำเลย ถ้าผู้เสียหายไม่รู้ถึงสิทธิดังกล่าวตั้งแต่เริ่มต้นคดี ไม่มีทนายความหรือผู้รู้ทางกฎหมายคอยช่วยเหลือ สิทธิของผู้เสียหายในแต่ละขั้นตอนก็อาจถูกลิดรอนไป หรือในบางคดี ผู้เสียหาย ถูกข่มขู่จากผู้ต้องหาหรือจำเลยตั้งแต่ชั้นผัดฟ้องหรือฝากขัง อยากบอกศาลใจแทบขาด แต่ไม่รู้จะไปบอกในช่องทางไหน จนคดีนั้น ผู้เสียหายหรือพยานถูกฝ่ายผู้กระทำผิดลอบทำร้ายจนบาดเจ็บล้มตายเพียงเพื่อปิดปากพยาน นำพามาซึ่งความเสียหายเสียใจแก่ผู้เสียหายและครอบครัวเหมือนคนโชคร้ายที่ป่วยด้วยโรคพิการซ้ำซ้อน หรือคดีบางเรื่อง ผู้เสียหายยังต้องจ้างทนายความเพื่อเป็นโจทก์ ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง สุดท้ายเมื่อชนะคดี ค่าเสียหายที่ได้รับตามคำพิพากษาก็ไม่พอจ่ายค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอีก สรุปแล้ว เป็นผู้เสียหายมีแต่เสมอตัวกับเข้าเนื้อเท่านั้น

         วันนี้ มีข่าวดีจะบอกว่า ตั้งแต่วันที่๑๘กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ที่ผ่านมา ท่านเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกาได้เปิดตัวโครงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ”อบอุ่น ห่วงใย ให้ความสำคัญแก่ผู้เสียหาย”เป็นโครงการที่ศาลยุติธรรมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้เสียหายตั้งแต่ต้นทางก่อนฟ้อง ไม่ต้องรอผู้เสียหายมาเจอศาลตอนปลายทางในชั้นพิจารณาหลังฟ้อง เปรียบเหมือนว่า ศาลที่เคยมีร้านค้าตั้งอยู่ท้ายซอย ได้มาเปิดสาขาเพิ่มอยู่ต้นซอยเพื่อให้บริการประชาชนภายใต้ชื่อ”ศูนย์คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้เสียหายในคดีอาญา”โดยมีสินค้าดีมีคุณภาพหลายอย่างเกี่ยวกับสิทธิที่ผู้เสียหายจะได้รับการดูแลจากศาลคือ ๑.รู้ถึงการใช้สิทธิ ขั้นตอนการดำเนินคดีและกำหนดนัดในคดีของตน๒.มีเจ้าหน้าที่ศาลอำนวยความสะดวกสำหรับขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาล๓.ในกรณีผู้เสียหายต้องการคัดค้านการประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ศาลบันทึกคำคัดค้านไว้ล่วงหน้าได้๔.หากผู้เสียหายประสงค์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแต่เขียนคำร้องไม่เป็น เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ จะบริการให้คำแนะนำ เป็นต้น ผู้เสียหายจึงไม่ต้องลุ้นไม่ต้องรอไม่ต้องผิดพลาดหรือเสียค่าใช้จ่ายบานปลายกลายเป็นหนี้  โครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา พ.ศ.๒๕๖๓-๒๕๖๔ข้อ๒”สร้างสมดุลแห่งสิทธิ”โดยข้อมูลของผู้เสียหายจะถูกเก็บบันทึกไว้ที่”ศูนย์กลางฐานข้อมูลผู้เสียหาย” ของศาลทุกแห่งอย่างเป็นความลับ 

         วิธีที่จะขอรับบริการนั้นง่ายมาก มีหลายช่องทาง ผู้เสียหายสามารถแจ้งความประสงค์ทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรมhttp://cios.coj .go.thหรือที่ศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเช่นศาลอาญา ศาลจังหวัดศาลแขวงหรือศาลเยาวชนและครอบครัวทุกแห่งทั่วประเทศหรือดาวน์โหลดและพิมพ์แบบแสดงความประสงค์จากเว็ปไซด์ของศาลยุติธรรมข้างต้น กรอกข้อมูล จัดส่งทางไปรษณีย์มาที่ ศูนย์กลางข้อมูลผู้เสียหาย สำนักกิจการคดี อาคารศาลอาญา ชั้น๖ แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐โทร ๐๒ ๕๑๒๘๑๓๘

         วันนี้ศาลยุติธรรมจะเป็นสปอตไลน์อีก๑ดวงที่เจิดจรัสบนเส้นทางเดินของผู้เสียหายอย่างมีคุณค่าและคุณภาพเพื่อสร้างสมดุลแห่งสิทธิภายใต้การทำหน้าที่ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่ความเชื่อมั่นว่า ศาลยุติธรรมจะเป็นแสงสว่างแห่งความยุติธรรมที่อยู่ในหัวใจประชาชนตลอดไป

 

                                                                    สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ

                                                          ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

                                                                    ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๔

 

ภาพประกอบจาก https://www.thairath.co.th/news/society/1556683

 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

เจตนารมณ์ของป.พ.พ. มาตรา ๑๕๔๘ บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก ซึ่งจะต้องไปแสดงความยินยอมต่อนายทะเบียนและเป็นเรื่องเฉพาะตัว ผู้อื่นจะให้ความยินยอมแทนไม่ได้

ความรุนแรงในครอบครัว

ความรุนแรงในครอบครัว

ความรุนแรงในครอบครัว หมายถึง การกระทำใด ๆ โดยมุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพ หรือกระทำโดยเจตนาในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว