Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

ประเด็นคำถามที่น่าสนใจ


ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๙๔๑/๒๕๕๖ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา กรณีเช่นนี้เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งอนุญาตได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนและคำร้องมายังศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาก็มีอำนาจสั่งคำร้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่ง อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ถอนฎีกา

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๖๒/๒๕๕๖ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาต่อศาลชั้นต้นก่อนส่งสำนวนมาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งอนุญาตได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนและคำร้องขึ้นมาแล้ว การจะส่งคืนให้ศาลชั้นต้นสั่งย่อมทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียเอง อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ถอนฎีกา

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ย.๙๑๐/๒๕๕๖ การสั่งคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาเพื่อยื่นคำขออนุญาตฎีกา หากศาลชั้นต้นไม่เห็นสมควรอนุญาต ศาลชั้นต้นจะต้องส่งคำร้องขอมาให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอ การพิจารณา และมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔ วรรคสาม การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาเพื่อยื่นคำขออนุญาตฎีกาครั้งที่ ๔ โดยไม่ส่งคำร้องมาให้ศาลฎีกาสั่ง ย่อมเป็นการไม่ชอบ จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นเสีย อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขออนุญาตขยายระยะ เวลาเพื่อยื่นคำขออนุญาตฎีกาครั้งที่ ๔ ของจำเลยไปเสียทีเดียว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเพื่อยื่นคำขออนุญาตฎีกาครั้งละ ๑ เดือน มาแล้ว ๓ ครั้ง โดยสองครั้งแรกอ้างเหตุทนายจำเลยติดว่าความเป็นจำนวนมาก ส่วนครั้งที่ ๓ อ้างเหตุความเจ็บป่วยของทนายจำเลย ส่วนจำเลยก็ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาเพื่อยื่นคำขออนุญาตฎีกาครั้งละ ๓๐ วัน มาแล้ว ๓ ครั้ง โดยทั้งสามครั้งอ้างเหตุขัดข้องเกี่ยวกับการขอพยานเอกสารยังได้ไม่ครบถ้วน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตทุกครั้ง โดยครั้งที่ ๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาเป็นครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๕ และได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้วว่าศาลอนุญาตให้เป็นครั้งสุดท้าย การที่ทนายจำเลยเป็นผู้เรียงและพิมพ์คำร้องลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ ขอขยายระยะเวลาครั้งที่ ๔ และมายื่นคำร้องด้วยตนเอง แสดงว่าอาการเจ็บป่วยของทนายจำเลยไม่รุนแรงถึงขนาดที่จะไม่สามารถเรียงฎีกาให้แก่จำเลยได้ดังอ้าง ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ ผ่านเรือนจำ ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ ๔ อ้างเหตุว่าจะจัดหาทนายสำรองไว้ หากทนายคนเดิมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แสดงว่าจำเลยมิได้ขวนขวายที่จะแต่งตั้งบุคคลใดเข้ามาเป็นทนายแทนคนเดิมเพื่อจัดทำคำขออนุญาตฎีกาและฎีกา อันเป็นความบกพร่องของจำเลยเอง กรณีไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาเพื่อยื่นคำขออนุญาตฎีกาครั้งที่ ๔ ให้แก่จำเลยได้

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ย.๔๗๑/๒๕๕๖ คดีนี้โจทก์ยื่นฎีกาเฉพาะกรณีขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ ๒ ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และได้ยื่นคำร้องขออนุญาตศาลชั้นต้นยื่นฎีกาโดยอัยการสูงสุดมีหนังสือรับรองฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย อันเป็นกรณีโจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการกระทำกรรมอื่นซึ่งมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง จึงเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะดำเนินการตรวจพิจารณาสั่งฎีกาของโจทก์ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๓ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมฎีกาไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙ ย่อมเป็นการไม่ชอบ จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไป

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๓๗๕/๒๕๕๕ การขอทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๑ ต้องเป็นกรณีที่ยังไม่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาไม่ว่าของศาลใด คดีนี้โจทก์ขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีแล้ว จำเลยที่ ๒ จะยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หาได้ไม่ แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ ขอให้งดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๒ (๒) ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งว่ามีเหตุสมควรให้งดการบังคับคดีไว้หรือไม่ จึงให้ส่งคืนศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่งคำร้องต่อไป

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๑๐๗๑/๒๕๕๕ การขอทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๑ นั้นจะต้องเป็นกรณีที่ยังไม่มีการบังคับตามคำพิพากษา แม้ขณะจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับไว้ยังไม่มีการบังคับคดี ศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อระหว่างพิจารณาคดีนี้ปรากฏตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับลงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕ และวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ ว่าปัจจุบันโจทก์มีการบังคับคดีแล้ว จึงไม่อาจทุเลาการบังคับได้ แต่จำเลยทั้งสามชอบที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่องดการบังคับคดีต่อไป

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๑๓๕๓/๒๕๕๓ คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์) อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา กรณีเช่นนี้จะต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ตามลำดับชั้นศาล การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ๑๑๑๘/๒๕๔๓ คดีนี้จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๓ แม้ตามคำร้องจำเลยประสงค์ให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งไปศาลฎีกาก็ตาม แต่การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นฎีกา จำเลยต้องอุทธรณ์ฎีกาไปตามลำดับชั้นศาล การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตรงต่อศาลฎีกาเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไป

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๒๖๐๖/๒๕๕๖ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์และ ยื่นฎีกามาในคราวเดียวกัน การที่จะพิจารณาถึงสิทธิในการยื่นฎีกาจะต้องพิจารณาถึงสถานะของผู้ร้องเสียก่อน ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งเรื่องการขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ก่อนแล้วจึงสั่งฎีกา การที่ ศาลชั้นต้นไม่พิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าวแต่กลับสั่งรับฎีกาและส่งคำร้องดังกล่าวมาให้ศาลฎีกาสั่ง จึงไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งรับฎีกาและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าวก่อน แล้วจึงสั่งฎีกาต่อไป

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๘๕๕/๒๕๕๒ ทนายจำเลยทั้งสองยื่นฎีกามาพร้อมกับคำร้องของผู้ร้องที่ขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ ๒ โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๒ มรณะ กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามลำดับเพื่อให้บุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ ๒ ซึ่งมรณะนั้นก่อนที่จะมีคำสั่งในชั้นการตรวจฎีกาว่าจะรับหรือปฏิเสธไม่ส่งไปยังศาลฎีกา ทั้งนี้เพื่อให้คดีมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปภายหลังเมื่อมีคำสั่งในชั้นการตรวจฎีกาดังกล่าวการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไปเสียทีเดียว โดยมิได้พิจารณามีคำสั่งตามคำร้องของผู้ร้องที่ขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ ๒ ซึ่งอ้างว่าจำเลยที่ ๒ มรณะเสียก่อน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งตามรูปคดีและดำเนินการต่อไป

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๑๐๒๑/๒๕๕๘ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ ๓ ผู้มรณะ จึงอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ ๓ ผู้มรณะเสียเอง ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๘ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นควรมีคำสั่งใหม่ว่า ตามทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นาง น. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ ๓ ตามคำสั่งศาล ตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นเอกสารแนบท้ายคำร้อง ประกอบกับโจทก์ ไม่ได้คัดค้าน อนุญาตให้นาง น. ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ ๓ เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ ๓ ผู้มรณะ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๓

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๒๔๓/๒๕๕๙ คดีนี้จำเลยที่ ๑ มิได้อุทธรณ์ และโจทก์ฎีกาแต่เพียงว่าจำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดตามฟ้องแก่โจทก์ด้วย คดีสำหรับจำเลยที่ ๑ เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่มีคดีสำหรับจำเลยที่ ๑ ค้างพิจารณาอยู่ในศาลฎีกา แม้จำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตายก็ไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องจัดให้มีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ ๑ ผู้มรณะ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปได้

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๒๖๓/๒๕๕๙ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๘ แต่ที่ผู้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะนั้น ปรากฏว่าผู้ร้องมีเพียงสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ร้องมาแสดงโดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าโจทก์กับมารดาของผู้ร้องได้จดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ หรือหากผู้ร้องมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ก็ยังไม่ได้ความว่าโจทก์ได้ให้การรับรองแล้วว่าผู้ร้องเป็นบุตร กรณียังไม่พอฟังว่าผู้ร้องเป็นทายาทซึ่งจะมีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ จึงให้ยกคำร้อง แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้ศาลฎีกาได้ทำ คำพิพากษาเสร็จและส่งไปให้ศาลชั้นต้นแล้ว กระบวนพิจารณาเหลือเพียงอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเท่านั้น แม้จะไม่มีผู้ใดเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะก็อ่านได้ ให้ศาลชั้นต้นอ่าน คำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๗๘๑/๒๕๕๘ ความตายของผู้กระทำผิดที่เป็นเหตุทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๑) หมายความถึง ผู้กระทำผิดตายโดยธรรมชาติ ไม่รวมถึงกรณีที่บุคคลนั้นต้องคำสั่งศาลให้เป็นคนสาบสูญที่ให้ถือว่าถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒ ซึ่งมีผลเพียงเพื่อให้มีการจัดการทรัพย์สินของบุคคลนั้นเท่านั้น ดังนี้ แม้ศาลจะมีคำสั่งว่าให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเป็นคนสาบสูญก็ไม่มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๓๗๗/๒๕๕๙ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ มิใช่เป็นบทมาตราที่ยกขึ้นปรับลงโทษแก่ความผิดของจำเลย แต่เป็นเพียงบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการที่จะกระทำเพื่อเป็นการบังคับคดีในกรณีที่ผู้ต้องโทษปรับตามคำพิพากษาของศาลไม่ชำระค่าปรับที่จะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือกักขังแทนค่าปรับ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะบังคับแก่ผู้ต้องโทษปรับดังกล่าวให้เป็นไปตามคำพิพากษา แม้ศาลฎีกามิได้กล่าวไว้ในคำพิพากษา

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งศาลฎีกาที่ ๕๐๐๕/๒๕๕๙ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับวันที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ ใช้บังคับ สิทธิในการฎีกาของโจทก์จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ (เดิม) และมาตรา ๒๔๘ (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ และเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะตรวจฎีกาและมีคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกาของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๒ ประกอบมาตรา ๒๔๗ (เดิม) การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาพร้อมฎีกา โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาว่า ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ประกอบมาตรา ๒๔๗ สำเนาให้จำเลยทั้งสาม และมีคำสั่งฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ยื่นฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาต สำเนาให้จำเลยทั้งสามเพื่อดำเนินการส่งศาลฎีกาพิจารณาสั่งฎีกาต่อไป จึงเป็นการไม่ชอบและยังไม่ก่อสิทธิให้แก่จำเลยทั้งสามที่จะยื่นคำแก้ฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ดังนั้น จึงให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวข้างต้น และส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้พิจารณาสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์ กับคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๑ และมาตรา ๒๓๒ ประกอบมาตรา ๒๔๗ (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ ใช้บังคับ

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท. ๑๔๖๓/๒๕๕๘ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๙ บัญญัติให้บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๓ และค้างพิจารณาอยู่ในศาลก่อนวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ มีผลใช้บังคับ ดังนั้น การพิจารณาสิทธิฎีกาของคู่ความในคดีนี้ ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๔ ที่ให้เพิ่มเติมมาตรา ๒๔๔/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ผู้ร้องจึงมีสิทธิฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ที่ศาลชั้นต้นตรวจฎีกาของผู้ร้องแล้ว มีคำสั่งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๔/๑ ไม่รับฎีกา และส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาของผู้ร้องมาพร้อมกับฎีกาฉบับใหม่เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาจึงไม่ถูกต้อง ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณานับตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา และให้ศาลชั้นต้นตรวจสั่งฎีกาของผู้ร้องฉบับลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) และดำเนินการต่อไป

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๑๒๔๐/๒๕๕๗ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีโจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา และจำเลยที่ ๑ ที่ ๕ และที่ ๖ ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนาง น. บุตรของโจทก์ เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ เมื่อนาง น. มาศาลตามหมายเรียกดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นเพียงแต่พิจารณาจากคำแถลงของนาง น. ที่รับว่าเป็นบุตรของโจทก์ประกอบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของนาง น.แนบท้ายรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และเห็นว่า นาง น. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ โดยที่ยังไม่ได้ไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์กับมารดาของนาง น. จดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ หรือหากไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรส โจทก์ได้ให้การรับรองว่านาง น. เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงเฉพาะที่ได้ความจากแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของนาง น.ซึ่งเพียงแต่ระบุชื่อโจทก์เป็นบิดา จึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่านาง น.เป็นทายาทของโจทก์ ดังนั้น เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยถูกต้อง จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้ครบถ้วนเสียก่อนว่านาง น. เป็นผู้ที่จะเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ ได้หรือไม่ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วให้รีบส่งถ้อยคำสำนวนคืนศาลฎีกาโดยเร็ว

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๓๒๒/๒๕๕๙ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า นางสาว ส. ผู้ร้องยื่น คำร้อง ฉบับลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๘ ว่า โจทก์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องเป็นบุตรของโจทก์ประสงค์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ ศาลชั้นต้นทำการไต่สวน แต่ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนปรากฏในสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านเอกสารหมาย ร.๑ แต่เพียงว่าผู้ร้องเป็นบุตรของโจทก์ หนังสือรับรองความเป็นบุตรของโจทก์เอกสารหมาย ร.๓ ที่อ้างส่งศาลก็รับรองโดยผู้ใหญ่บ้านซึ่งมิได้เป็นนายทะเบียนครอบครัว ข้อเท็จจริงจึงยังได้ความไม่แน่ชัดว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้ร้องหรือไม่ และหากไม่ได้จดทะเบียนสมรสแล้ว ผู้ร้องเป็นบุตรนอกกฎหมายซึ่งโจทก์บิดาได้รับรองแล้วหรือไม่ ประกอบกับศาลชั้นต้นส่งหมายนัดไต่สวนและสำเนาคำร้องให้จำเลยทั้งสองโดยไม่ได้แจ้งให้โอกาสจำเลยทั้งสองคัดค้านเสียก่อน ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่มาศาลในวันไต่สวนคำร้องให้ศาลได้สอบถาม ฉะนั้น เพื่อให้ได้ความชัดแจ้งและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงให้ศาลชั้นต้นทำการส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องให้แก่จำเลยทั้งสองอีกครั้ง พร้อมกับสอบถามจำเลยทั้งสองด้วยว่า จะคัดค้านคำร้องดังกล่าวประการใดหรือไม่ กับให้ทำการไต่สวนในประเด็นฐานะของผู้ร้องดังที่กล่าวแล้วเพิ่มเติม เสร็จแล้วให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งคืนศาลฎีกาโดยเร็ว

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๙๕/๒๕๖๐ สิทธิของคู่ความในคดีอาญาที่จะฎีกาที่จะคัดค้าน คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ในคดีนี้เป็นไปดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ ซึ่งเป็นสิทธิของคู่ความที่จะฎีกาได้ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๒๑๗ ถึง ๒๒๑ โดยจำเลยที่ ๒และที่ ๓ หาจำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาไม่ ให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกา และให้ศาลชั้นต้นตรวจสั่งฎีกาของจำเลย ที่ ๒ และที่ ๓ ต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๒๒๕/๒๕๖๐ การขออนุญาตฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๔/๑, ๒๔๗ (แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ ประกอบพระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๕๘ มาตรา ๑๘๒/๑ คงใช้บังคับเฉพาะคดีแพ่ง แต่คดีนี้เป็นคดีอาญาซึ่งไม่จำต้องขออนุญาตฎีกาและเป็นฎีกาในปัญหาการบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยแทนค่าปรับ มิใช่ฎีกาเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่ต้องห้ามคู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ ยกคำร้อง ให้ศาลชั้นต้นตรวจสั่งฎีกาของโจทก์ตามกฎหมายต่อไป.

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ย.๓๔/๒๕๖๐ การอ่านคำสั่งศาลฎีกาเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้น การที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนการอ่านคำสั่งศาลฎีกาด้วยเหตุจำเลยป่วยนั้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๑ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ แล้วมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร ไม่มีเหตุที่จะส่งสำนวนและซองคำสั่งคืนศาลฎีกา.

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๒๒๐๑/๒๕๕๒ คำร้องขอเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยเพียงแต่ยกข้ออ้างว่า จำเลยได้วางเงินชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ๕๐,๐๐๐ บาท ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาและขอให้ศาลฎีการอลงอาญาแก่จำเลยไว้ตามเงื่อนไขที่ศาลฎีกากำหนด อันมีลักษณะเป็นคำแถลงการณ์ มิใช่เรื่องที่จำเลยจะต้องทำมาในรูปของการแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งการยื่นคำร้องของจำเลยนั้น มีลักษณะเป็นการประวิงการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ชักช้า ทั้งข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันเดียวกันนี้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายซึ่งมาศาลแถลงต่อศาลชั้นต้นไม่ยอมรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลและไม่ประสงค์เจรจา ยอมความด้วย ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะยกคำร้องของจำเลยดังกล่าวเสียได้ อันมีผลเท่ากับไม่อนุญาต ให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปนั่นเอง คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๘๗๑/๒๕๖๐ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๓ ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ แต่เมื่อไม่มีบุคคลใดรับหมายนัด และสำเนาฎีกาดังกล่าวโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีการส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ทั้งการที่จำเลยมิได้ไปรับไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนตอบรับภายในกำหนด ก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่รับสำเนาฎีกา ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อทำการพิจารณาพิพากษาจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อจัดส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยใหม่.

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๓๙๓/๒๕๖๐ ศาลชั้นต้นได้ส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมายที่ภูมิลำเนาสำนักงานใหญ่ของจำเลยตามคำฟ้อง แต่ตามรายงานเดินหมายของเจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมายได้เขียนแผ่นที่ไว้ด้านหลังใบรับหมายระบุว่า จำเลยมีสำนักงานสองแห่งตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งถนนกัน ผู้ส่งหมายไปปิดหมายนัดไว้ที่สำนักงานที่ตั้งอยู่ที่มีชื่อซอยลงท้ายด้วยเลขคู่ ขัดแย้งกับการส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ผ่านมาได้ปิดหมายนัดไว้ที่สำนักงานฝั่งที่มีชื่อซอยลงท้ายด้วยเลขคี่ ซึ่งจำเลยก็ได้รับทราบนัดมาโดยตลอด การส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ กรณีมีเหตุตามกฎหมายที่จะอนุญาตให้จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาได้ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันฟังคำสั่งนี้ โดยให้จำเลยรับสำเนาฎีกาไปจากศาลชั้นต้น.

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๓๒๗/๒๕๖๐ คดีนี้ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาของจำเลยร่วมให้แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมายตามภูมิลำเนาในคำฟ้อง แต่ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาของโจทก์ในสำนวนว่า เมื่อผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ ๑ ยื่นฎีกาและคำร้องขอทุเลาการบังคับได้แถลงขอให้ศาลส่งหมายนัดและสำเนาฎีกากับคำร้องดังกล่าวให้แก่โจทก์ไปยังภูมิลำเนาที่ตั้งสำนักงานแห่งใหม่ของโจทก์พร้อมแนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลมาท้ายคำแถลง ศาลชั้นต้นก็ใช้ภูมิลำเนาใหม่ของโจทก์ดังกล่าวในการติดต่อกับโจทก์ตลอดมา ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นย้อนกลับไปส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ตามภูมิลำเนาในคำฟ้องอีก จึงเป็นการไม่ชอบ ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาฎีกาของจำเลยร่วมให้โจทก์ตามที่ตั้งสำนักงานแห่งใหม่ เพื่อให้โจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาภายในกำหนด สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาฎีกา.

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๘๔๕/๒๕๖๐ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาก่อนพ้นกำหนด เวลาที่จำเลยมีสิทธิยื่นคำแก้ฎีกาได้ตามกฎหมายเป็นการไม่ถูกต้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นส่งคำแก้ฎีกาของจำเลยมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งไปเสียทีเดียว เห็นว่า จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๐ ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่จำเลยได้รับสำเนาฎีกาด้วยตนเองในวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ จึงยังไม่พ้นกำหนดเวลาที่จำเลยจะยื่นคำแก้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๐ ประกอบมาตรา ๑๕ ให้รับคำแก้ฎีกาของจำเลย.

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๒๘๙/๒๕๖๒ การขออนุญาตฎีกาต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกา ต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ วรรคสอง และเป็นหน้าที่ของคู่ความที่จะต้องชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา ต่อศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนในขณะยื่นคำฟ้องฎีกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗ คดีนี้เมื่อ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกากับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณามาพร้อมกับคำร้องขออนุญาตฎีกาและคำฟ้องฎีกา จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖/๑ จากนั้นจึงดำเนินการตรวจคำร้องขออนุญาตฎีกาและคำฟ้องฎีกา และมีคำสั่งตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๘ วรรคหนึ่ง หรือข้อ ๑๐ ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาของผู้ร้องพร้อมคำฟ้องฎีกา และคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกากับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาของ ผู้ร้องไปยังศาลฎีกา โดยมิได้ดำเนินการอย่างใดตามคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาของ ผู้ร้องจึงเป็นการไม่ถูกต้อง เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยถูกต้อง ให้ส่งถ้อยคำสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการตามคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาของผู้ร้องให้เสร็จสิ้นถึงที่สุดก่อน แล้วดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตฎีกาและคำฟ้องฎีกาตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๘ หรือข้อ ๑๐ ต่อไป

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๒๘๐/๒๕๖๒ ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗ กำหนด ให้ผู้ร้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกา โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและต้องนำเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกผ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับคำฟ้องฎีกาด้วย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาจนกว่าศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดแย้งกับข้อกำหนดดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น และศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งใหม่เป็นว่า ให้ผู้ร้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกามาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน ๑๕ วันนับแต่วันทราบคำสั่งนี้ ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบ ให้รวบรวมสำนวนความทั้งหมดส่งคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการให้ผู้ร้องเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา หากผู้ร้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาวางภายในกำหนด ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาแก่ผู้คัดค้าน หรือหากผู้ร้องไม่นำเงินมาชำระภายในกำหนด ให้ส่งสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อไป

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่ง(ขออนุญาตฎีกา)ที่ ครพ. ๒๗๕๔/๒๕๖๒ ภายหลังจากที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ ใช้บังคับการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ จึงเป็นอำนาจเฉพาะของศาลฎีกาเท่านั้นที่จะพิจารณาสั่งคำร้องและรับฎีกา แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔ ก่อนแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าว แต่คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้อ่านเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ และตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๙ บัญญัติว่า บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด หมายความว่า การฎีกาในคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแต่คดียังไม่ถึงที่สุดและศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายหลังพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ใช้กฎหมายเดิมก่อนแก้ไขบังคับ แต่หลังจากคดีถึงที่สุดและพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นภายหลัง ต้องบังคับตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องนี้เมื่อคดีถึงที่สุดและภายหลังพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว การฎีกาของผู้ร้องจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้ร้องจะฎีกาได้จะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ แต่ผู้ร้องยื่นฎีกานี้โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องและรับคำแก้ฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาชอบที่จะยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องต่อไป

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.๓๕๔/๒๕๖๒ จำเลยยื่นขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกาโดยขอให้ยกฟ้องโจทก์และขอให้บังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยด้วย เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ทั้งตามฟ้องของโจทก์เป็นเงิน ๒,๑๐๐ บาท และตามฟ้องแย้งของจำเลยอีก ๒,๐๐๐ บาท แต่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเพียงในส่วนของฟ้องแย้งเป็นการไม่ถูกต้อง ให้รวบถ้อยคำสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพิ่มเติมจนครบถ้วน ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗ และข้อ ๘

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่ง(ขออนุญาตฎีกา)ที่ ครพ.๗๐๘ /๒๕๖๒ จำเลยทั้งสิบสี่ไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ไม่เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในกำหนดระยะเวลที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินพร้อมคำฟ้องฎีกา ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกา

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งศาลฎีกาที่ ๗๐๒/๒๕๖๒ ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาว่าคดีที่ได้ ยื่นฎีกาใด สมควรอนุญาตให้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกานั้น มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ โดยบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๙ บัญญัติว่า บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด โจทก์ฟ้อง คดีนี้ที่ศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๘ ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ และโอนคดีมายังศาลชั้นต้น (ศาลแขวงดอนเมือง) อันเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ ซึ่งในการโอนคดีให้ถือว่าบรรดากระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการไปแล้วในศาลที่มีคำสั่งโอนคดีเป็นกระบวนพิจารณาของศาลที่รับโอนคดีด้วย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๓ สิทธิในการฎีกาของจำเลยจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ (เดิม) และมาตรา ๒๔๘ (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง และเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะตรวจฎีกาและมีคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกาของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๒ ประกอบมาตรา ๒๔๗ (เดิม) การที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาให้ศาลรับฎีกาของจำเลยมาพร้อมกับฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาว่า ส่งสำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกาให้คู่ความอีกฝ่าย หากจะคัดค้านให้คัดค้านภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน ให้จำเลยนำส่งภายในวันนี้ การส่งหากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย ให้รีบส่ง คำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาและสำนวนไปยังศาลฎีกา โดยไม่จำต้องรอคำคัดค้าน จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น จึงให้ เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวข้างต้น และส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้น เพื่อให้พิจารณาสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาและคำฟ้องฎีกาของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๒ ประกอบมาตรา ๒๔๗ (เดิม) ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา.

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

    คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ป. ๑๑๐๔/๒๕๖๓ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสิบสี่ถูกฟ้องว่าร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ความผิดแต่ละกรรมเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ ประกอบกับศาลชั้นต้นอนุญาต ให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ ๘ ในระหว่างพิจารณาก่อนการสืบพยาน การที่ศาลชั้นต้นตีราคาหลักประกันจำเลยแต่ละคนเท่ากัน จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว มิใช่การตีราคาหลักประกันโดยไม่ชอบ เมื่อมิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ ๘ จำเลยที่ ๘ ย่อมไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๑๙ ทวิ ให้ยกคำสั่งของศาลอุทธรณ์และยกคำร้องฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ ๘