Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

ที่มาของการจัดตั้งและคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา

         ในช่วงก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ การอุทธรณ์คำพิพากษาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและคดีการค้าระหว่างประเทศของศาลชั้นต้น ให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดย   ถือว่าคดีเหล่านี้เป็นคดีพิเศษมีความซับซ้อนสมควรต้องได้รับการพิจารณาจากผู้พิพากษาที่มีความรู้และความชำนาญในคดี การตรวจสอบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงควรกระทำโดยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษด้วยเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาจึงมีการจัดตั้งองค์คณะไว้เพื่อพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ ประเภทนี้ โดยจัดตั้งเป็นแผนกต่าง ๆ ตามประเภทของคดีชำนัญพิเศษ อีกทั้งเพื่อให้คดีเหล่านี้มีความรวดเร็วต่างไปจากคดีทั่วไป จึงกำหนดให้คดียุติเพียง 2 ชั้นศาล

         คดีทรัพย์สินทางปัญญาและคดีการค้าระหว่างประเทศที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา    ก็เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติไว้ดังนี้

  มาตรา 7 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังต่อไปนี้

    • (1) คดีอาญาเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร
    • (2) คดีอาญาเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 ถึงมาตรา 275
    • (3) คดีแพ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และคดีพิพาทตามสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ
    • (4) คดีแพ่งอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 ถึงมาตรา 275
    • (5) คดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า หรือตราสารการเงินระหว่างประเทศ หรือการให้บริการระหว่างประเทศ การขนส่งระหว่างประเทศ การประกันภัยและนิติกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง
    • (6) คดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมตาม (5) การส่งเงินเข้ามาในราชอาณาจักรหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ทรัสต์รีซีท รวมทั้งการประกันเกี่ยวกับกิจการดังกล่าว
    • (7) คดีแพ่งเกี่ยวกับการกักเรือ
    • (8) คดีแพ่งเกี่ยวกับการทุ่มตลาด และการอุดหนุนสินค้าหรือการให้บริการจากต่างประเทศ
    • (9) คดีแพ่งหรือคดีอาญาที่เกี่ยวกับข้อพิพาทในการออกแบบวงจรรวม การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ชื่อทางการค้า ชื่อทางภูมิศาสตร์ที่แสดงถึงแหล่งกำเนิด ของสินค้า ความลับทางการค้า และการคุ้มครองพันธุ์พืช
    • (10) คดีแพ่งหรือคดีอาญาที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
    • (11) คดีแพ่งเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการเพื่อระงับข้อพิพาทตาม (๓) ถึง (๑๐) คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวไม่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

         ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ. 2558 มีผลใช้บังคับ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2559 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว   กำหนดให้การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม นอกจากนี้ มาตรา 40 ของพระราชบัญญัติ ดังกล่าวกำหนดให้การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลมและกำหนดให้การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา  ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม   ซึ่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์ การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์  ในคดีแพ่งจาก “การให้สิทธิ” คู่ความยื่นฎีกาได้ตามจำนวนทุนทรัพย์หรือ ประเภทคดีมาเป็น “ระบบอนุญาต” อันหมายถึงในคดีแพ่งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด เว้นแต่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา ทั้งนี้การขออนุญาตฎีกาต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ มาตรา 249 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. 2558 ข้อ 13 คือ ปัญหาตามฎีกาเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ซึ่งรวมถึงกรณี ดังต่อไปนี้

    • (1) ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน
    • (2) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญขัดกัน หรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา
    • (3) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน
    • (4) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ขัดกับคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลอื่น
    • (5) เพื่อเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย
    • (6) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา หรือ
    • (7) เป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย

         ระบบการขออนุญาตฎีกาดังกล่าวใช้บังคับแก่คดีแพ่งที่ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นนับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป ดังนั้น คดีไม่ว่ามีทุนทรัพย์จำนวนเท่าใดหรือไม่มีทุนทรัพย์ก็อาจยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาได้ นอกจากนั้น การขออนุญาตฎีกาอาจเป็นได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย แต่ต้องเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามหลักเกณฑ์ข้างต้นส่วนการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในคดีอาญาคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องตามเดิม