Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

ขอบเขตและอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี

     แผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีที่พิพาทกันว่าด้วย ละเมิด เช่าซื้อ ค้ำประกัน จำนอง จำนำ ตัวแทน บัญชีเดินสะพัด ประกันภัย ตั๋วเงิน หุ้นส่วนและบริษัท

ความหมาย

     ในปัจจุบันยังไม่มีการให้ความหมายของกฎหมายพาณิชย์เป็นที่ยุติตรงกันเป็นสากล กฎหมายพาณิชย์ในระบบ Common law ดูจะมีความหมายแคบกว่าในระบบ Civil law ดังที่ศาสตราจารย์ R.Goode แห่งประเทศอังกฤษให้ความหมายไว้ว่า “กฎหมายพาณิชย์ได้แก่กฎหมายสาขาหนึ่งของกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่กรณีที่เกิดจากการส่งมอบหรือโอนสินค้าและบริการให้แก่กันในทางการค้า” แต่ในประเทศฝรั่งเศส คำว่า “droit แต่ยังครอบคลุมถึงกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย เช่น กฎหมายที่กำกับดูแลกิจการธนาคาร ประกันภัย ห้างหุ้นส่วน บริษัท สัญญาเช่าทางพาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม (commercial leases) และกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า เป็นต้น ด้วยเหตุที่ยังหาความหมายที่ยุติตรงกันไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่นิยมที่จะให้บทนิยามศัพท์ไว้ชัดเจนแต่กลับใช้วิธีกำหนดขอบเขต (scape) ของกฎหมายสาขานี้ไว้ตามความเหมาะสมของแต่ละระบบกฎหมาย

แนวทางการจัดตั้งระบบศาลพาณิชย์และวิธีพิจารณาคดีพาณิชย์

     ระบบศาลพาณิชย์ ในบางประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศสมีการจัดระบบศาลพาณิชย์ขึ้นเป็นการเฉพาะ สำหรับการพิจารณาพิพากษาคดีพาณิชย์เต็มรูปแบบแยกต่างหากจากศาลแพ่ง ในขณะที่บางประเทศ เช่น ประเทศในระบบคอมมอนลอว์ แทบจะมิได้จัดให้มีระบบศาลพาณิชย์ แยกต่างหากจากระบบศาลในคดีแพ่งทั่วไปเลย คดีพาณิชย์ถือว่าเป็นคดีแพ่งประเภทหนึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลคดีแพ่งทั่วไป การจัดชั้นศาลไม่ว่าจะเป็น 2 ชั้น หรือ 3 ชั้น ก็เป็นไปเสมอกัน สำหรับคดีพาณิชย์และคดีแพ่งทั่วไป ใช้องค์คณะผู้พิพากษาแบบเดียวกันโดยมิได้เปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้หรือประสบการณ์ในกิจการค้าพาณิชย์เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นองค์คณะผู้พิพากษาด้วย และในบางประเทศ เช่น เยอรมนีแม้จะไม่มีระบบศาลพาณิชย์แยกต่างหากเป็นการเฉพาะ แต่ก็มีการจัดองค์คณะผู้พิพากษาคดีพาณิชย์ และเส้นทางการอุทธรณ์ฎีการวมทั้งวิธีพิจารณาสำหรับคดีพาณิชย์ไว้ให้เหมาะสมกับสภาพและลักษณะคดี ดังนั้นจึงอาจนำเสนอรูปแบบของระบบศาลพาณิชย์ได้เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้
  1. 1. ระบบศาลพาณิชย์ที่แยกต่างหากจากคดีแพ่งอย่างเด็ดขาด เช่น ในประเทศฝรั่งเศส
  2. 2. ระบบรวมอยู่กับศาลแพ่งดังที่เป็นอยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน
  3. 3. ระบบผสมที่อยู่ระหว่างสองระบบแรก ซึ่งแม้จะมิได้จัดตั้งศาลพาณิชย์ขึ้นเป็นการเฉพาะแต่ก็มีการจัดแผนกคดีพาณิชย์ขึ้นภายในศาลใดศาลหนึ่ง มีองค์คณะผู้พิพากษาและวิธีพิจารณาคดีที่แตกต่างจากองค์คณะผู้พิพากษาและวิธีพิจารณาคดีในคดีแพ่ง และมีกระบวนวิธีพิจารณาที่เหมาะสมกับข้อพิพาททางพาณิชย์ไว้เป็นพิเศษ เช่น ประเทศอังกฤษ

     สำหรับประเทศไทยไม่เคยมีการจัดระบบศาลพาณิชย์แยกต่างหากจากศาลแพ่ง ถึงแม้ในช่วงปี 2525 จะเคยมีแนวคิดที่จะจัดตั้งศาลพาณิชย์ขึ้นโดยให้รวมอยู่กับศาลภาษีอากรจนถึงกับมีการยกร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพาณิชย์และภาษีอากรเสนอต่อคณะรัฐมนตรีแต่โดยที่ความจำเป็นยังไม่ปรากฏชัดและยังไม่มีการวิเคราะห์วิจัยสนับสนุนให้เป็นเป็นประโยชน์อย่างจริงจัง ประกอบกับประสบการของประเทศที่มีระบบศาลพาณิชย์มาก่อน เช่น ฝรั่งเศส ก็ยังมีจุดอ่อนข้อด้อยของ ศาลพาณิชย์อยู่หลายประการข้อเสนอของศาลพาณิชย์จึงตกไป คงผ่านเป็นกฎหมายเฉพาะศาลภาษีอากรเท่านั้น

     ต่อมาปี 2535 ได้มีความพยายามที่จะจัดให้มีศาลพาณิชย์โดยได้นำไปรวมไว้กับศาลทรัพย์สินทางปัญญาแต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ เพราะยังไม่สามารถกำหนดขอบเขตของคดีพาณิชย์ที่ชัดเจนแน่นอนได้ เนื่องจากระบบกฎหมายไทยไม่มีการแยกบทบัญญัติของกฎหมายพาณิชย์ รวมทั้งปรัชญาทางกฎหมายพาณิชย์ออกจากกฎหมายแพ่งมาก่อนในที่สุดแนวคิดนี้จึงต้องถูกจำกัดตัดทอนลงให้เหลือเพียงศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539

     อย่างไรก็ตามแนวความคิดที่จะจัดให้มีองค์กรพิจารณาพิพากษาคดีพาณิชย์ภายในประเทศขึ้นเป็นการเฉพาะก็หาได้หมดสิ้นไปไม่ เนื่องจากปริมาณคดีประเภทนี้ได้ทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญของศาลตลอดจนกระบวนพิจารณาพิพากษาที่สอดคล้องกับสภาพและลักษณะของคดีประเภทนี้มากขึ้นอย่างเด่นชัด ในปี 2545 จึงได้มีข้อเสนอต่อประธาน ศาลฎีกาว่าควรจะต้องให้มีแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจขึ้นในศาลฎีกาก่อนแล้วค่อยๆ พัฒนาไปสู่การจัดระบบศาลพาณิชย์ขึ้นในที่สุด ข้อเสนอนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้พิพากษาศาลฎีกาส่วนใหญ่ และได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นศึกษาความเป็นไปได้ รวมทั้งรูปแบบและขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแผนกคดีพาณิชย์ที่จัดตั้งขึ้นนี้จนในที่สุดสามารถจัดตั้งแผนกคดีพาณิชย์ขึ้นในศาลฎีกาได้สำเร็จใน ปี 2548 นับเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมสำหรับการพัฒนาให้เป็นระบบศาลพาณิชย์ในรูปแบบ ที่เหมาะสมต่อไปในอนาคตอันใกล้

     ด้วยเหตุนี้ แนวนโยบายของรัฐบาลที่จะให้มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ รูปแบบและแนวทางการจัดระบบศาลพาณิชย์และวิธีพิจารณาคดีพาณิชย์รวมทั้งกฎหมายที่เหมาะสำหรับประเทศไทยจึงมิใช่เรื่องแปลกหรือฝันเฟื่องแต่อย่างไร ความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินการในเรื่องนี้มีอยู่อย่างชัดเจน ปัญหาคงอยู่ที่ว่าจะจัดทำอย่างไรจึงเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และระบบกฎหมายไทยมากที่สุดเท่านั้น

     โดยที่ประเทศไทยให้ผ่านขั้นตอนในการจัดให้มีระบบศาลพาณิชย์มามากจนถึงระดับที่มี ศาลชำนาญพิเศษสำหรับคดีการค้าระหว่างประเทศ และมีแผนกคดีพาณิชย์ภายในประเทศขึ้นในศาลฎีกาแล้ว การที่จะย้อนไปใช้รูปแบบที่รวมคดีพาณิชย์ทั้งหมดอยู่กับระบบศาลแพ่งเหมือนเดิมในอดีตจึงไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการถอยหลังเข้าคลองแล้ว ยังจะทำให้สูญเสียประโยชน์ที่สังคมได้รับจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และแผนกคดีพาณิชย์ของศาลฎีกาไปอย่างน่าเสียได้ ทางเลือกที่มีอยู่ในขณะนี้จึงเหลืออยู่เพียง 2 รูปแบบเท่านั้น ได้แก่

  1. (1) การจัดตั้งระบบงานศาลพาณิชย์ขึ้นเป็นการเฉพาะแยกต่างหากจากศาลอื่น ๆ ให้มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพาณิชย์ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โอนคดีการค้าระหว่างประเทศจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมาขึ้นต่อศาลพาณิชย์แทน และยกฐานะแผนกคดีพาณิชย์ในศาลฎีกาให้เป็นศาลชำนัญพิเศษระดับอุทธรณ์สำหรับคดีพาณิชย์ทั้งระบบ หรือ
  2. (2) ไม่จัดต้องศาลพาณิชย์ขึ้นมาใหม่ แต่ใช้วิธีพัฒนาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้เป็นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการพาณิชย์ ซึ่งจะมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาทั้งคดีการค้าระหว่างประเทศ และคดีพาณิชย์ในประเทศด้วย โดยอาจแบ่งระบบงานในศาลนี้ออกเป็น 3 แผนก ได้แก่ แผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญา แผนกคดีการค้าระหว่างประเทศ และแผนกคดีพาณิชย์ภายในประเทศ คดีรองแต่ละแผนกนี้ให้อุทธรณ์ตรงไปยังศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญา แผนกคดีการค้าระหว่างประเทศ และแผนกคดีพาณิชย์ภายในประเทศ แล้วแต่กรณี

     ระหว่างทางเลือกทั้งสองทางนี้ ทางเลือกที่ 1 จะต้องจัดตั้งระบบศาลชำนัญพิเศษขึ้นใหม่อีกระบบหนึ่ง ซึ่งหมายถึงภาระงานด้านงบประมาณ อาคารสถานที่และบุคลากรที่สูงกว่า ทางเลือกที่ 2 ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาในการแบ่งแยกเขตอำนาจเหนือคดีที่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายการค้าระหว่างประเทศหรือกฎหมายพาณิชย์ภายในประเทศอีกด้วย เนื่องจากในทางปฏิบัติขณะนี้มีการนำสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเป็นฐานในการผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการอย่างมากมาย ข้อพิพาทในทางทรัพย์สินทางปัญญากับการค้าพาณิชย์จึงมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไม่อาจแยกกันเด็ดขาดได้ การรวมคดีทั้งสองประเภทนี้ให้อยู่ในระบบศาลเดียวกันตามทางเลือกที่ 2 จึงน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าและสิ้นเปลืองน้อยกว่า