Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

" in this world nothing can be said
to be certain,
death and taxes."


benjamin franklin

1789

ขอบเขตการพิจารณาคดี

    คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร ข้อพิพาทเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พิกัดอัตราศุลกากรในการนำเข้า การจัดเก็บภาษีสรรพสามิต

ข้อมูลเพิ่มเติม

อำนาจพิจารณา

    พิจารณาพิพากษาได้เฉพาะคดีภาษีอากรที่เป็นคดีแพ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7

ข้อมูลเพิ่มเติม

แผนกคดีภาษีอากร

Tax Case Division

มาตรการทางภาษีในสถานการณ์ COVID 19


ภาษีศุลกากร

ภาษีอากร

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


ประมวลรัษฎากร

พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560

พระราชบัญญัติพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530

พระราชบัญญัติภาษีสรรสามิต พ.ศ. 2560

พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562

พระราชบัญญัติศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ. 2558

เผยแพร่คำสั่งคำร้องศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรที่น่าสนใจ


ครพ.ภษ. 22/2563 

    โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยไม่ได้นำกำไรสุทธิจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มารวมคำนวณกำไรสุทธิที่จะต้องเสียภาษี และมิได้เฉลี่ยกำไรสุทธิตามสัดส่วนของกำไรสุทธิของแต่ละกิจการเพื่อใช้สิทธิลดอัตราภาษี เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยปรับปรุงวิธีการคำนวณให้ถูกต้องตามรายการที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการอันเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมาตรานี้ไม่ได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินต้องออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนภายในระยะเวลาสองปีหรือห้าปีนับแต่วันที่ยื่นรายการก่อนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด การประเมินของเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบแล้วและเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2561 ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) และ (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 7180/62

   ประมวลรัษฎากรมาตรา 77/1 (3) “คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล” หมายความว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองทุน หรือมูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล ... และมาตรา 77/1 (4) “นิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 ... แม้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ความว่า โจทก์และนาย ณ เป็นพนักงานของบริษัท ภ โจทก์เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งและเป็นกรรมการบริษัทกับขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของบริษัท ช ที่ธนาคาร ธ หลังจากนั้นโจทก์ดำเนินการเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช อีก 2 ครั้ง แต่โจทก์และนาย ณ ยังคงมีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากของบริษัท ช ดังกล่าว แต่คดีนี้จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ในฐานะคณะบุคคลนาย ณ และนางสาว ฎ สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานจำเลยตรวจสอบเอกสารหลักฐานแล้วปรากฏว่าบริษัท ภ จ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัท ช ในปี 2555 และปี 2556 เป็นเงินห้าสิบล้านบาทเศษ เจ้าพนักงานจำเลยจึงตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2555 ถึงกุมภาพันธ์ 2556 ของบริษัท ช พบว่าบริษัทดังกล่าวมีรายรับจากการรับเหมาก่อสร้าง 50,262,026.26 บาท แต่นำรายรับมาคำนวณยื่นแบบแสดงรายการเพียง 20,325,375.77 บาท ขาดไปจำนวน 29,936,650.49 บาท จำเลยถือว่าโจทก์และนาย ณ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการประกอบกิจการของบริษัท ช และเป็นตัวการเชิดบริษัท ช ให้ประกอบกิจการแทนจึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ถือเป็นบุคคลในคณะบุคคลนาย ณ และนางสาว ฎ ในรายรับดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าโจทก์และนาย ณ เอาตัวเองออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช แต่ยังคงมีอำนาจบริหารจัดการทางการเงินของบริษัท เมื่อที่มาของรายรับส่วนที่จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มก็มาจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท ภ ที่จ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัท ช ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในฐานะคู่สัญญาผู้มีรายรับจากการประกอบกิจการ และมีภาระภาษีที่แท้จริง หากแม้โจทก์กระทำการตามที่จำเลยกล่าวอ้าง คือมีอำนาจสั่งการในการทำนิติกรรมทางการเงิน การทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง การจัดซื้อ การรับค่าตอบแทน การเปลี่ยนชื่อกรรมการของบริษัท ช รวมทั้งเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเงินในบัญชีของบริษัท ช ร่วมกับนาย ณ และเป็นผู้รับเงินจากบริษัท ชก็เป็นเพียงการกระทำเสมือนโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเท่านั้น มิใช่กระทำการในฐานะส่วนตนหรือให้บริการในฐานะบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลซึ่งเป็นคนละหน่วยภาษีกับนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2555 โจทก์เบิกถอนเงินสดจากบัญชีบริษัท ช 600,000 บาท ซึ่งโจทก์นำสืบว่า โจทก์ต้องเบิกเงินสดมาจ่ายค่าแรงคนงานก่อสร้างช่วงปิดโครงการสิ้นปีเมื่อเปรียบเทียบกับรายรับที่จำเลยอ้างว่าได้รับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างจากบริษัท ภ สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2555 ถึงกุมภาพันธ์ 2556 เป็นจำนวนถึง 50,262,026.26 บาทแล้วแตกต่างกันมาก ประกอบกับจากทางนำสืบจำเลยไม่ปรากฏชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นตัวการร่วมมือกับนาย ณ เจตนาตั้งคณะบุคคลเพื่อใช้กลอุบายหลีกเลี่ยงภาษี จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นตัวการร่วมกับนาย ณ เป็นคณะบุคคลดำเนินการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ช ขึ้นมาเป็นตัวแทนเชิดเข้าทำสัญญารับเหมาก่อสร้างโดยเจตนาไม่สุจริต และข้อเท็จจริงยังไม่ถึงขนาดฟังได้ว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นในการเป็นตัวการจัดตั้งบริษัท ช ขึ้นมาเพื่อแสวงหาประโยชน์แล้วหลีกเลี่ยงภาษีในส่วนที่บริษัท ช ไม่ได้ยื่นให้ครบถ้วน จำนวนรายรับที่ขาดไปตามการประเมินจำนวน 29,936,650.49 บาท จึงไม่ใช่รายรับของโจทก์โจทก์จึงไม่มีความรับผิดตามการประเมิน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 7181/62

    การที่โจทก์มีหนังสือด่วนที่สุดยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกลงวันที่ 17 เมษายน 2556 และให้ใช้แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองลงวันที่ 7 มิถุนายน 2559 แทน ต้องถือว่าการประเมินภาษีตามแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกไม่มีผลบังคับแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าแบบแจ้งการประเมินฉบับแรก เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่ และแม้ในขณะที่โจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองยังไม่มีการยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกก็ตาม แต่แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองก็มีข้อความสำคัญเพียงเพิ่มเติมเหตุผลในการประเมินโดยไม่ได้ขัดหรือแย้งกับแบบแจ้งการประเมินฉบับแรก ส่วนจำนวนเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เพิ่มขึ้นก็เป็นไปตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นจนถึงวันออกแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สอง และแม้แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองแสดงเหตุผลการประเมินเพิ่มเติมซึ่งไม่ชัดเจนก็ตาม แต่ก่อนมีการออกแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เข้าตรวจสถานประกอบการของจำเลยและยึดเอกสารมาตรวจสอบ จำเลยเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าตามใบขนพิพาท เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งผลการตรวจสอบพบความผิดฐานสำแดงหลีกเลี่ยงอากรและขอให้จำเลยไปทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร จำเลยมีหนังสืออุทธรณ์ผลการพิจารณาและโต้แย้งพิกัด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คดีและขอให้ไปทำความตกลงระงับคดี จำเลยมีหนังสือขอให้ออกแบบแจ้งการประเมิน ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจและทราบถึงเหตุผลในการประเมินภาษีแล้วอันเป็นกรณีที่เหตุผลที่ต้องแสดงนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วไม่จำต้องมีเหตุผลอีก ตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แบบแจ้งการประเมินดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเฉพาะคดีนี้เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายจึงไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 

    แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองลงวันที่ 7 มิถุนายน 2559 เป็นแต่การให้เหตุผลในการประเมินเพิ่มเติมจากแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกลงวันที่ 17 เมษายน 2556 แม้ในขณะที่ออกแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองยังไม่มีการยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรก แต่แบบแจ้งการประเมินทั้งสองฉบับก็ไม่ได้มีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกัน หนังสือด่วนที่สุดที่ให้ยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกดังกล่าวจึงไม่มีผลเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สอง หนังสือด่วนที่สุดถึงจำเลยฉบับนี้จึงมิใช่หนังสือแจ้งการประเมินย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการอุทธรณ์การประเมินตามแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองโดยนับระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถัดจากวันที่ 1 มิถุนายน 2562 และเมื่อจำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2559 แล้วไม่อุทธรณ์การประเมินตามแบบแจ้งการประเมินฉบับนี้ภายในกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์นับถัดจากวันที่ 14 มิถุนายน 2559 และไม่ชำระหนี้ภาษีตามการประเมิน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 

 

ครพ.ภษ. 6599/62    

    ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/7 บัญญัติให้ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และมาตรา 91/11 (1) บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษี ตามกฎหมายเท่านั้น มิอาจตีความขยายรวมไปถึงผู้ไม่มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้ที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บภาษีแทนผู้มีหน้าที่เสียภาษีไปด้วยกรณีนี้สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิจิตรเป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของนาย ป ลูกหนี้ตามคำพิพากษา นาย ป จึงเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแต่ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขาย ข้อ 6 ระบุให้โจทก์ผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบในค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์ และค่าอากรตามประมวลรัษฎากร ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยต่างนำสืบรับกันว่า โจทก์เป็นผู้ชำระเงินค่าภาษีตามสัญญาซื้อขาย โดยที่นาย ป ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาเกิน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 เมื่อนาย ป ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยึดเงินค่าภาษีในส่วนที่โจทก์จ่ายไปในนามนาย ป ดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะจากจำเลยจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 91/11 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินภาษีดังกล่าวคืน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่เป็นกรณีที่การวินิจฉัยของศาลฎีกาจะเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย อันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) และ (5)

ครพ.ภษ. 5376/2562        

          พ.ร.ก. พิกัดอัตราศุลกากรฯ มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติเรื่องการตีความพิกัดศุลกากรว่า “การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะร่วมมือทางศุลกากร ...” ดังนั้น การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว คดีนี้คู่ความนำสืบรับกันว่าสินค้าพิพาท คือ โลหะทองแดงทรงกลมบริสุทธิ์ร้อยละ 99.99 มีวัตถุประสงค์การใช้งาน คือ เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมชุบฉาบผิวโลหะ จึงเข้าพิกัดตอนที่ 74 ประเภทพิกัด 74.19 ของอื่น ๆ ทำด้วยทองแดง ส่วนจะเข้าประเภทพิกัดย่อยใดนั้น ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 ได้ระบุสินค้าพิกัด 7419.91.00 ว่า ของอื่น ๆ ทำด้วยทองแดงที่ได้จากการหล่อ หล่อแบบ ตอกพิมพ์ หรือตี แต่ไม่ได้ทำมากไปกว่านี้ และพิกัด 7419.99.10 ระบุว่า แอโนดสำหรับการชุบด้วยไฟฟ้า โจทก์นำสืบว่า สินค้าพิพาทจะถูกใส่ลงในตะกร้าไทเทเนียมซึ่งอยู่ในถุงผ้า แล้วนำไปแขวนไว้ในถังน้ำยาซึ่งมีสารละลายที่บรรจุอยู่ภายในถัง จากนั้น เมื่อจิ๊กแขวนชิ้นงานพลาสติกอาทิ โลโก้รถยนต์ กระจังหน้ารถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ กระจกมองข้าง ฯลฯ ถูกแขวนลงไปในถังน้ำยาจะทำให้กระแสไฟฟ้าครบวงจร เมื่อมีการเชื่อมต่อตะกร้าไทเทเนียมซึ่งใส่สินค้าที่นำเข้ากับขั้วกระแสไฟฟ้าที่เป็นขั้วบวกและเชื่อมต่อชิ้นงานบนจิ๊กแขวนกับขั้วกระแสไฟฟ้าที่เป็นลบซึ่งทำให้กระแสไฟฟ้าครบวงจรโดยมีสารละลายหรือน้ำยาเคมีที่อยู่ในถังจะแปรสภาพเป็นตัวนำไฟฟ้า เมื่อพิจารณาคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ระบุว่า ประเภทพิกัด 7419.99.10 ...(6) แอโนดสำหรับการชุบฉาบผิวโลหะด้วยไฟฟ้า ทำด้วยทองแดง ... (ดูข้อ ก. ของคำอธิบายพิกัดอัตราศุลกากรตามประเภทที่ 75.08) ซึ่งในคำอธิบายข้อ ก. ระบุว่า กลุ่มนี้คลุมถึงแอโนดนิกเกิลบริสุทธิ์ (2)... หรือเป็นลูกกลม ... สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจึงเป็นแอโนดทองแดงที่ใช้สำหรับการชุบด้วยไฟฟ้า ซึ่งตรงกับรายการในประเภทพิกัด 7419.99.10 ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในบัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 ที่ระบุว่า “การจำแนกประเภทของของในพิกัดอัตราศุลกากรนี้ให้ถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ...” หลักเกณฑ์ข้อ 6 “ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้อง และตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม” ซึ่งหลักเกณฑ์การตีความพิกัดศุลกากรนั้นจะใช้การตีความเรียงลำดับตามข้อไป โดยจะใช้หลักเกณฑ์ข้อ 1 ถึง 5 เพื่อหาพิกัดประเภทหลัก (Heading) ส่วนหลักเกณฑ์การตีความข้อ 6 จะใช้ตีความพิกัดประเภทย่อย (Subheading) อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ข้อ 6 ระบุว่า หากใช้ความประเภทย่อย หมายเหตุของหมวดตอน เปรียบเทียบประเภทย่อยในระดับเดียวกันแล้วยังไม่สามารถจำแนกประเภทย่อยได้ ก็อนุโลมกลับไปให้ใช้หลักเกณฑ์ในข้อ 1 ถึง 5 ดังนั้น หลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ถึง 5 จึงสามารถใช้ตีความพิกัดประเภทย่อย (Subheading) 6 หลัก และ 8 หลักได้ เมื่อตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้จำแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปให้ใช้ตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุว่า ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและประเภทอื่นๆระบุไว้อย่างกว้างๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะ สินค้าพิพาทของโจทก์จึงเข้าประเภทพิกัด 7419.99.10 ซึ่งระบุว่า แอโนดสำหรับการชุบด้วยไฟฟ้า อันเป็นกรณีที่พิกัดศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้วตามข้อ 3 (ก) ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่เป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน ไม่เป็นการพัฒนาตีความกฎหมายและไม่เป็นปัญหาสำคัญอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา 

บทความ/ความรู้


วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15345 ปี 2558

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับการนำสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 31 วรรคสี่ และมาตรา 36 (4)

บทบัญญัติเรื่องการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax)

บทบัญญัติเรื่องการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax) ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา : ดร.เพ็ญวิภา ลอยกุลนันท์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา