Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

" in this world nothing can be said
to be certain,
death and taxes."


benjamin franklin

1789

ขอบเขตการพิจารณาคดี

    คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร ข้อพิพาทเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พิกัดอัตราศุลกากรในการนำเข้า การจัดเก็บภาษีสรรพสามิต

ข้อมูลเพิ่มเติม

อำนาจพิจารณา

    พิจารณาพิพากษาได้เฉพาะคดีภาษีอากรที่เป็นคดีแพ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7

ข้อมูลเพิ่มเติม

แผนกคดีภาษีอากร

Tax Case Division

มาตรการทางภาษีในสถานการณ์ COVID 19


ภาษีศุลกากร

ภาษีอากร

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


ประมวลรัษฎากร

พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560

พระราชบัญญัติพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530

พระราชบัญญัติภาษีสรรสามิต พ.ศ. 2560

พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562

พระราชบัญญัติศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ. 2558

เผยแพร่คำสั่งคำร้องศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรที่น่าสนใจ


ครพ.ภษ. 5538/2561

          ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์มีหน้าที่ตามสัญญาปฏิบัติตามข้อกำหนดในการจัดเก็บ ต้องมีกรรมกรแบกขนข้าวสาร มีหน้าที่อำนวยความสะดวกและให้ความร่วมมือต่อองค์การคลังสินค้าในการที่องค์การคลังสินค้าหรือเจ้าหน้าที่ของทางราชการเข้าไปตรวจสอบหรือขนย้ายข้าวสารหรือทรัพย์สินอื่นของคลังสินค้า รวมทั้งมีหน้าที่รับผิดในกรณีที่ข้าวสารหรือกระสอบบรรจุข้าวซึ่งเก็บรักษาข้าวสารตามสัญญาหรือมีสภาพบกพร่องหรือชำรุดทรุดโทรม ทำให้เกิดการปนเปื้อนหรือมีความชื้นจากพื้นคลังสินค้า หรือมีสัตว์เข้าไปทำให้เกิดความเสียหายตลอดจนมีน้ำท่วม ฝนตกไหลนอง หรือสาดกระเซ็นเข้าไปในคลังสินค้า แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ส่งมอบการครอบครองคลังสินค้าที่ให้เช่าแก่องค์การคลังสินค้าเพื่อใช้ประโยชน์และมีอิสระในการใช้คลังสินค้าเยี่ยงผู้เช่าทั่วไป โจทก์ยังคงเป็นผู้ครอบครองสินค้าที่ให้เช่าและมีหน้าที่ในการจัดเก็บรวมทั้งดูแลข้าวสารมิให้เสื่อมสภาพเสียหาย สัญญาระหว่างโจทก์กับองค์การคลังสินค้าจึงเป็นสัญญาฝากทรัพย์อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นไปตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 13006/2558 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อนและไม่เป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย อันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (3) และ (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 658/2563

          

เมื่อจำเลยถูกขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท การถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 ซึ่งบัญญัติว่า “...ในการนี้ ให้ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทออกเสียจากทะเบียน...” กล่าวคือ บริษัทนั้นสิ้นสภาพบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนและบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนฐานะนิติบุคคลอีกครั้งเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4 แม้ตามมาตรา 1273/4 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติไว้ด้วยว่า การที่ศาลมีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย โดยศาลจะสั่งและวางข้อกำหนดไว้เป็นประการใด ๆ ตามที่เห็นเป็นการยุติธรรมด้วยก็ได้เพื่อให้บริษัทกลับคืนสู่ฐานะอันใกล้ที่สุดกับฐานะเดิมเสมือนบริษัทนั้นมิได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเลยก็ตาม แต่การที่จะถือเสมือนว่าบริษัทคงอยู่ตลอดมานั้น ก็เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังศาลมีคำสั่ง เมื่อปรากฏว่าในขณะที่มีการส่งแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ให้แก่จำเลยทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังบ้านเลขที่ 604/155 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพางเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นภูมิลำเนาตามหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยจึงไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลในขณะที่มีการส่งแบบแจ้งการประเมินดังกล่าว ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็มิได้ดำเนินการเพื่อให้มีการจดชื่อบริษัทจำเลยกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนในขณะนั้นทั้งที่สามารถดำเนินการได้ แต่กลับยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้จดชื่อจำเลยกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนภายหลังจากที่มีการส่งแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำสั่งและวางข้อกำหนดใด ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการนี้ ดังนั้น การส่งแบบแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบริษัทที่สิ้นสภาพนิติบุคคลในขณะนั้นจึงไม่สามารถทำได้และยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยแล้ว เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10110/2558 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2559 และย่อมถือไม่ได้ว่าการประเมินนั้นยุติ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวมานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองจึงไม่เป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน และไม่เป็นกรณีที่การวินิจฉัยของศาลฎีกาจะเป็นการพัฒนาตีความกฎหมาย อันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (3) และ (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 7181/2562

          การที่โจทก์มีหนังสือด่วนที่สุดยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกลงวันที่ 17 เมษายน 2556 และให้ใช้แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองลงวันที่ 7 มิถุนายน 2559 แทน ต้องถือว่าการประเมินภาษีตามแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกไม่มีผลบังคับแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าแบบแจ้งการประเมินฉบับแรก เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่ และแม้ในขณะที่โจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองยังไม่มีการยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกก็ตาม แต่แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองก็มีข้อความสำคัญเพียงเพิ่มเติมเหตุผลในการประเมินโดยไม่ได้ขัดหรือแย้งกับแบบแจ้งการประเมินฉบับแรก ส่วนจำนวนเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เพิ่มขึ้นก็เป็นไปตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นจนถึงวันออกแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สอง และแม้แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองแสดงเหตุผลการประเมินเพิ่มเติมซึ่งไม่ชัดเจนก็ตาม แต่ก่อนมีการออกแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เข้าตรวจสถานประกอบการของจำเลยและยึดเอกสารมาตรวจสอบ จำเลยเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าตามใบขนพิพาท เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งผลการตรวจสอบพบความผิดฐานสำแดงหลีกเลี่ยงอากรและขอให้จำเลยไปทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร จำเลยมีหนังสืออุทธรณ์ผลการพิจารณาและโต้แย้งพิกัด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คดีและขอให้ไปทำความตกลงระงับคดี จำเลยมีหนังสือขอให้ออกแบบแจ้งการประเมิน
ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจและทราบถึงเหตุผลในการประเมินภาษีแล้วอันเป็นกรณีที่เหตุผลที่ต้องแสดงนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วไม่จำต้องมีเหตุผลอีก ตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แบบแจ้งการประเมินดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อมาตรา 37 แห่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเฉพาะคดีนี้เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายจึงไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 

แบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองลงวันที่ 7 มิถุนายน 2559 เป็นแต่การให้เหตุผลในการประเมินเพิ่มเติมจากแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกลงวันที่ 17 เมษายน 2556 แม้ในขณะที่ออกแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองยังไม่มีการยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรก แต่แบบแจ้งการประเมินทั้งสองฉบับก็ไม่ได้มีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกัน หนังสือด่วนที่สุดที่ให้ยกเลิกแบบแจ้งการประเมินฉบับแรกดังกล่าวจึงไม่มีผลเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สอง หนังสือด่วนที่สุดถึงจำเลยฉบับนี้จึงมิใช่หนังสือแจ้งการประเมินย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการอุทธรณ์การประเมินตามแบบแจ้งการประเมินฉบับที่สองโดยนับระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถัดจากวันที่ 1 มิถุนายน 2562 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 22/2563 

    โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยไม่ได้นำกำไรสุทธิจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มารวมคำนวณกำไรสุทธิที่จะต้องเสียภาษี และมิได้เฉลี่ยกำไรสุทธิตามสัดส่วนของกำไรสุทธิของแต่ละกิจการเพื่อใช้สิทธิลดอัตราภาษี เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยปรับปรุงวิธีการคำนวณให้ถูกต้องตามรายการที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการอันเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมาตรานี้ไม่ได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินต้องออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนภายในระยะเวลาสองปีหรือห้าปีนับแต่วันที่ยื่นรายการก่อนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด การประเมินของเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบแล้วและเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2561 ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) และ (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 7180/62

   ประมวลรัษฎากรมาตรา 77/1 (3) “คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล” หมายความว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองทุน หรือมูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล ... และมาตรา 77/1 (4) “นิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 ... แม้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ความว่า โจทก์และนาย ณ เป็นพนักงานของบริษัท ภ โจทก์เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งและเป็นกรรมการบริษัทกับขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของบริษัท ช ที่ธนาคาร ธ หลังจากนั้นโจทก์ดำเนินการเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช อีก 2 ครั้ง แต่โจทก์และนาย ณ ยังคงมีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากของบริษัท ช ดังกล่าว แต่คดีนี้จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ในฐานะคณะบุคคลนาย ณ และนางสาว ฎ สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานจำเลยตรวจสอบเอกสารหลักฐานแล้วปรากฏว่าบริษัท ภ จ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัท ช ในปี 2555 และปี 2556 เป็นเงินห้าสิบล้านบาทเศษ เจ้าพนักงานจำเลยจึงตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2555 ถึงกุมภาพันธ์ 2556 ของบริษัท ช พบว่าบริษัทดังกล่าวมีรายรับจากการรับเหมาก่อสร้าง 50,262,026.26 บาท แต่นำรายรับมาคำนวณยื่นแบบแสดงรายการเพียง 20,325,375.77 บาท ขาดไปจำนวน 29,936,650.49 บาท จำเลยถือว่าโจทก์และนาย ณ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการประกอบกิจการของบริษัท ช และเป็นตัวการเชิดบริษัท ช ให้ประกอบกิจการแทนจึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ถือเป็นบุคคลในคณะบุคคลนาย ณ และนางสาว ฎ ในรายรับดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าโจทก์และนาย ณ เอาตัวเองออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช แต่ยังคงมีอำนาจบริหารจัดการทางการเงินของบริษัท เมื่อที่มาของรายรับส่วนที่จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มก็มาจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท ภ ที่จ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัท ช ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในฐานะคู่สัญญาผู้มีรายรับจากการประกอบกิจการ และมีภาระภาษีที่แท้จริง หากแม้โจทก์กระทำการตามที่จำเลยกล่าวอ้าง คือมีอำนาจสั่งการในการทำนิติกรรมทางการเงิน การทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง การจัดซื้อ การรับค่าตอบแทน การเปลี่ยนชื่อกรรมการของบริษัท ช รวมทั้งเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเงินในบัญชีของบริษัท ช ร่วมกับนาย ณ และเป็นผู้รับเงินจากบริษัท ชก็เป็นเพียงการกระทำเสมือนโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเท่านั้น มิใช่กระทำการในฐานะส่วนตนหรือให้บริการในฐานะบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลซึ่งเป็นคนละหน่วยภาษีกับนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2555 โจทก์เบิกถอนเงินสดจากบัญชีบริษัท ช 600,000 บาท ซึ่งโจทก์นำสืบว่า โจทก์ต้องเบิกเงินสดมาจ่ายค่าแรงคนงานก่อสร้างช่วงปิดโครงการสิ้นปีเมื่อเปรียบเทียบกับรายรับที่จำเลยอ้างว่าได้รับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างจากบริษัท ภ สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2555 ถึงกุมภาพันธ์ 2556 เป็นจำนวนถึง 50,262,026.26 บาทแล้วแตกต่างกันมาก ประกอบกับจากทางนำสืบจำเลยไม่ปรากฏชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นตัวการร่วมมือกับนาย ณ เจตนาตั้งคณะบุคคลเพื่อใช้กลอุบายหลีกเลี่ยงภาษี จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นตัวการร่วมกับนาย ณ เป็นคณะบุคคลดำเนินการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ช ขึ้นมาเป็นตัวแทนเชิดเข้าทำสัญญารับเหมาก่อสร้างโดยเจตนาไม่สุจริต และข้อเท็จจริงยังไม่ถึงขนาดฟังได้ว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นในการเป็นตัวการจัดตั้งบริษัท ช ขึ้นมาเพื่อแสวงหาประโยชน์แล้วหลีกเลี่ยงภาษีในส่วนที่บริษัท ช ไม่ได้ยื่นให้ครบถ้วน จำนวนรายรับที่ขาดไปตามการประเมินจำนวน 29,936,650.49 บาท จึงไม่ใช่รายรับของโจทก์โจทก์จึงไม่มีความรับผิดตามการประเมิน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

บทความ/ความรู้


วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15345 ปี 2558

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับการนำสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 31 วรรคสี่ และมาตรา 36 (4)

บทบัญญัติเรื่องการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax)

บทบัญญัติเรื่องการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax) ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา : ดร.เพ็ญวิภา ลอยกุลนันท์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา