Supreme Court of Thailand

  • language english
  • language thai

การฎีกาในคดีแรงงาน


ระบบในการอุทธรณ์และฎีกา

ระบบสิทธิ (Appeal as of Rights)

  • หมายถึงระบบของการอุทธรณ์ฎีกาที่เปิดโอกาส ให้คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้อย่างกว้างขวางโดยถือว่า การอุทธรณ์ฎีกาเป็นสิทธิของคู่ความ การห้ามอุทธรณ์เป็นข้อยกเว้น
  • ตามระบบนี้จะมีกำหนดข้อห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาตามกฎหมายไว้ เช่น การห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกหรือปรับน้อย การห้ามอุทธรณ์ในคดีที่มีทุนทรัพย์น้อย
  • ตามระบบสิทธินี้ หากคู่ความที่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามกฎหมายได้เสนอคำฟ้องอุทธรณ์ฎีกาแล้ว ศาลจะต้องวินิจฉัยให้

ระบบอนุญาต (Discretionary Appeal)

  • หมายถึง ระบบการอุทธรณ์ฎีกา ที่ถือว่าการ อุทธรณ์หรือฎีกานั้นเป็นสิ่งที่กฎหมายห้าม
  • คู่ความสามารถ อุทธรณ์ฎีกาได้ก็ต่อเมื่อมีบทบัญญัติของกฎหมายวางข้อยกเว้นเอาไว้ ซึ่งแม้คู่ความจะอ้างว่าอุทธรณ์หรือฎีกาของตนเข้าข้อยกเว้นให้สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้ แต่คู่ความต้องขอให้ศาลอุทธรณ์หรือฎีกาอนุญาตให้ฎีกาก่อน
  • ดังนั้น การที่คู่ความจะเสนอคำฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลจะต้องมีคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาก่อน จึงจะสามารถเสนอคำฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาทบทวนคำพิพากษาของศาลล่างได้

การอุทธรณ์ในคดีแรงงาน (เดิม)

    ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ (เดิม) บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยังศาลฎีกาภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

    การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษา หรือคำสั่งและให้ศาลแรงงานส่งสำเนาอุทธรณ์แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ฝ่ายนั้นได้รับสำเนาอุทธรณ์ เมื่อได้มีการแก้อุทธรณ์แล้ว หรือไม่แก้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้ศาลแรงงานรีบส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา

    จากบทบัญญัติดังกล่าว การอุทธรณ์ในคดีแรงงาน (เดิม) นั้น เป็นระบบสิทธิ คู่ความที่ประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานจะต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และอุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย ส่วนข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

การเปลี่ยนแปลงระบบฎีกา จากระบบสิทธิเป็นระบบอนุญาต

     ได้มีการพัฒนาระบบอนุญาตฎีกา โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้แก้ไขระบบการฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้มีการจัดตั้งศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ เพื่อให้ทำการพิจารณาคดีจากศาลชำนัญพิเศษ

คดีชำนัญพิเศษ หมายความว่า

  • (๑) คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
  • (๒) คดีภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร
  • (๓) คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
  • (๔) คดีล้มละลายตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย
  • (๕) คดีเยาวชนและครอบครัวตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว

ผลจากการจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

     พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๙ บรรดาคดีที่ศาลชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาหรือคำสั่งก่อนวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้อุทธรณ์ไปยังศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีที่อุทธรณ์จากศาลชำนัญพิเศษนั้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับกับการพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีที่อุทธรณ์นั้น

     บรรดาคดีชำนัญพิเศษที่มีการอุทธรณ์และยังค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดก่อนวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ศาลซึ่งคดีนั้นค้างพิจารณาอยู่คงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป ทั้งนี้ ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลและวิธีพิจารณาคดีของศาลชำนัญพิเศษนั้น ๆ

ซึ่งสรุปได้ว่า

  • คดีที่ขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คือ คดีที่ศาลแรงงานกลางและศาลแรงงานภาคมีคำพิพากษาหลังจากวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙
  • คดีที่ยังคงขึ้นสู่ศาลฎีกา (เป็นคดีตามระบบเดิม) คือ คดีที่ศาลแรงงานและศาลแรงงานภาคมีคำพิพากษาก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙

การอุทธรณ์ในคดีแรงงาน (ใหม่)

     พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้แก้ไขระบบการอุทธรณ์และฎีกาในคดีแรงงาน โดยมาตรา ๕๔ (ใหม่) การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงาน ให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ แต่ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

     การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และให้ศาลแรงงานส่งสำเนาอุทธรณ์แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ฝ่ายนั้นได้รับสำเนาอุทธรณ์

     เมื่อได้มีการแก้อุทธรณ์แล้ว หรือไม่แก้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้ศาลแรงงานรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ระบบสิทธิ (เดิม) ระบบอนุญาต (แก้ไขใหม่)
มีสองชั้นศาล มีสามชั้นศาล
อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และฎีกาต่อศาลฎีกา
การอุทธรณ์ในระบบสิทธิ (อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย ส่วนข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์) ๑. การอุทธรณ์ในระบบสิทธิ (อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย ส่วนข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์)
๒. ส่วนการฎีกา เป็นระบบอนุญาต ซึ่งไม่อาจอนุญาตในปัญหาข้อเท็จจริงได้เว้นแต่มีการรับฟังข้อเท็จจริงขัดต่อพยานหลักฐานอันถือเป็นข้อกฎหมาย

การฎีกาในคดีแรงงาน

     พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗/๑ การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

     การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีแรงงานในศาลฎีกา ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

การขออนุญาตฎีกา (ระบบอนุญาต)

     ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

     การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา และให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยคำร้องให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ซึ่งสรุปได้ว่า

การฎีกาในคดีแรงงานใช้ระบบอนุญาต

  • การฎีกาในคดีแรงงานใช้ระบบอนุญาต ซึ่งคู่ความจะสามารถฎีกาได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
  • การขออนุญาตฎีกา

คู่ความที่ประสงค์จะฎีกาจะต้อง

  • ๑. ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกา
  • ๒. ยื่นต่อศาลแรงงานชั้นต้น
  • ๓. ระยะเวลาการขออนุญาตฎีกาจะต้องกระทำภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลแรงงานชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
    • การขอขยายระยะเวลาจะต้องขอขยายทั้ง
    • ๑. ระยะเวลายื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา
    • ๒. ระยะเวลายื่นคำฟ้องฎีกา
  • ๔. ศาลแรงงานชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำร้องขออนุญาตและคำฟ้องฎีกา แต่ไม่มีอำนาจสั่งคำร้อง
  • ๕. ศาลแรงงานชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตและคำฟ้องฎีกา ให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งคำร้อง

ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

    ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ให้ศาลฎีกาพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาตามมาตรา ๒๔๗ ได้ เมื่อเห็นว่าปัญหาตามฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

    ปัญหาสำคัญตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงกรณีดังต่อไปนี้

  • (๑) ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน
  • (๒) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญขัดกันหรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา
  • (๓) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน
  • (๔) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ขัดกับคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลอื่น
  • (๕) เพื่อเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย
  • (๖) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา

    ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามวรรคสอง (๖) เมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

    ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘

ข้อ ๑๓ ปัญหาสำคัญอื่นตามมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (๖) ได้แก่ กรณีดังต่อไปนี้

  • (๑) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์มีความเห็นแย้งในสาระสำคัญ
  • (๒) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย

การยื่นคำร้อง

ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗ ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับคำฟ้องฎีกานั้นด้วย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

    ถ้าผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกากรณีเช่นว่านี้ ให้องค์คณะผู้พิพากษามีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกาโดยสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดหากมี ให้แก่ผู้ร้อง

    การยื่นคำร้องขออนุญาตในคดีแรงงาน

  • ๑. ยื่นคำร้องขออนุญาตพร้อมคำฟ้องฎีกา
  • ๒. ยื่นต่อศาลแรงานชั้นต้น

     เนื่องจากคดีแรงงานได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๗ จึงไม่มีเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งผู้ขออนุญาตฎีกาจึงไม่จำต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมมาวางศาล

  • หากยื่นคำร้องขออนุญาต โดยไม่ยื่นคำฟ้องฎีกา หรือ
  • หากยื่นคำฟ้องฎีกา โดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาต
  • ศาลฎีกาจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกา

เหตุในคำร้องขออนุญาต

ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๖ การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโดยต้องแสดงถึง

  • (๑) ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกาโดยชัดแจ้ง และ
  • (๒) ปัญหาที่ขออนุญาตฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๙ หรือในข้อกำหนดนี้ซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย
  • ปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อพิจารณาตามแนวคิดไตรภาคีย่อมไม่อาจฎีกาได้
  • ปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกาจะต้อง
    • ต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำร้อง และ
    • ต้องแสดงว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญเข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๒๔๙ (๑) ถึง (๖) หรือเงื่อนไขในข้อกำหนด

ตัวอย่างเช่น

  • ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายใหม่เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานสัมพันธ์หรือกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ศาลฎีกาไม่เคยพิจารณามาก่อน
  • ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาเป็นปัญหาที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยขัดกับอนุสัญญาของILO ที่ประเทศไทยให้สัตยาบัน