ศาลฎีกา |  ข่าวศาลฎีกา |  กระดานสนทนา |  Sitemap 
     
menu
หน้าแรก
ประวัติแผนก
ข้อมูลเกี่ยวกับแผนกคดีผู้บริโภค
กฏหมายที่น่าสนใจ
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
บทความที่น่าสนใจ
ข่าววงการยุติธรรม
คำวินิจฉัยคดีผู้บริโภค
ระบบสืบค้นคำพิพากษาและคำสั่งคำร้องศาลฎีกา

สถิติผู้เข้าชม

ผู้เข้าชมขณะนี้
line
ผู้เข้าชมทั้งหมด

ประวัติแผนก

ประวัติความเป็นมา  

               แม้ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมซึ่งทางทฤษฎีนั้นจะส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสรี ป้องกันมิให้มีการผูกขาดทางการค้า อันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือผู้บริโภคโดยรวม แต่ในทางปฏิบัติแล้วผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นเช่นที่หวัง เหตุผลก็เพราะความไม่เท่าเทียมกันทั้งในด้านพละกำลัง สติปัญญา ทรัพยากร รวมถึงประสบการณ์ต่างๆ ของแต่ละบุคคล เมื่อประกอบกับสภาพโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบันยิ่งทำให้ผู้บริโภคแทบจะไม่มีโอกาสเจรจาต่อรองใดๆ กับผู้ประกอบธุรกิจได้
 
              ประเทศไทยได้เห็นความสำคัญของการดูแลปกป้องผู้บริโภคมาเป็นเวลานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การดูแลปกป้องผู้บริโภคในลักษณะดังกล่าวยังเป็นลักษณะของการป้องปรามและลงโทษทางอาญาบุคคลที่กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ในส่วนของการเยียวยาผู้บริโภคซึ่งได้รับความเสียหายอันสืบเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการนั้น ยังดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพอต่อการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคอย่างแท้จริง
 
              ศาลยุติธรรมได้ตระหนักถึงสภาพปัญหานี้เป็นอย่างดี และพยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อที่จะให้ผู้บริโภคได้รับการ    เยียวยาอย่างเป็นธรรม ดังจะเห็นได้จากความพยายามผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค แต่การดำเนินการครั้งสำคัญที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ การจัดตั้งแผนกชำนัญพิเศษเพื่อพิจารณาคดีผู้บริโภคโดยเฉพาะในศาลฎีกา
 
              การที่คดีผู้บริโภคได้รับการพิจารณาโดยแผนกชำนัญพิเศษเช่นนี้ จะเป็นผลดีแก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ไม่ว่าในแง่ของความสะดวกรวดเร็ว การพิจารณาคดีจากผู้พิพากษาซึ่งมีความรู้ความเข้าใจตลอดจนความเชี่ยวชาญในกฎหมายผู้บริโภคเป็นอย่างดี ประการสำคัญคือเป็นการรองรับกระบวนวิธีพิจารณากฎหมายที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
 
              หากบุคคลทุกคนมีความทัดเทียมกัน รัฐย่อมต้องปฏิบัติต่อบุคคลนั้นอย่างเท่าเทียมกันเพื่อความเป็นธรรม แต่เมื่อบุคคลเหล่านั้นยังไม่มีความทัดเทียมกันอย่างแท้จริง ศาลยุติธรรมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐจึงต้องเข้ามาดูแลปกป้องบุคคลเหล่านั้นในฐานะผู้บริโภค ซึ่งยังไม่มีอำนาจเจรจาหรือต่อรองที่เท่าเทียมหรือใกล้เคียงกับผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง อย่างไรก็ดี การดำเนินการของศาลยุติธรรมจะต้องเป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบธุรกิจด้วยในแง่ของมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และสอดคล้องกับแนวคิดวัฒนธรรมของสังคม เพื่อให้การประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม สมดังเจตนาของศาลยุติธรรม