ศาลฎีกา |  ข่าวศาลฎีกา |  กระดานสนทนา |  Sitemap 
     
menu
หน้าแรก
ประวัติแผนก
Link ที่น่าสนใจ
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
บทความที่น่าสนใจ

สถิติผู้เข้าชม

ผู้เข้าชมขณะนี้
line
ผู้เข้าชมทั้งหมด

ประวัติแผนก

ประวัติแผนกคดีสิ่งแวดล้อม

ความเป็นมา

       สืบเนื่องมาจากการประชุมร่วมกันระหว่างผู้แทนจากศาลฎีกาของประเทศต่างๆในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง   ณ  สำนักงานแผนงานสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ  กรุงเทพมหานคร  เมื่อวันที่ ๑๗ ถึงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๖  โดยที่ประชุมได้มีการยอมรับในถ้อยแถลงร่วมกันที่เรียกว่า  “Bangkok Statement”  ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะร่วมมือกันในกิจกรรมและแผนงานต่างๆเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาบุคคลากรทางด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม  ทั้งในระดับภูมิภาคและในระหว่างประเทศต่อไป  ในการนี้เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินการดังกล่าว    สำนักประธานศาลฎีกาจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานวิจัยขึ้นทำการศึกษาและวิเคราะห์คดีสิ่งแวดล้อมในทุกระดับชั้นของศาลยุติธรรม   เพื่อหาแนวทางกำหนดนโยบายและทิศทางในการพัฒนาประสิทธิภาพของผู้พิพากษาและบุคคลากรของศาลยุติธรรม  ให้มีความรู้ความชำนาญทางด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อม  และเพื่อปรับบทบาทของศาลยุติธรรมในการทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่แท้จริงในปัจจุบัน 

วัตถุประสงค์ของงานวิจัย

        ๑. เพื่อทำการวิเคราะห์คดีสิ่งแวดล้อม  และให้ได้มาซึ่งความชัดเจนของสภาพปัญหา  อุปสรรค  และข้อจำกัดในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมในศาลยุติธรรม

        ๒. เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเตรียมการพัฒนา  และปรับบทบาทของศาลยุติธรรมในฐานะองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาด  ตัดสินคดีสิ่งแวดล้อม   (คดีแพ่งและคดีอาญา)  ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อม (มลพิษและทรัพยากรธรรมชาติ)  และแนวคิดในการจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลักกฎหมายในปัจจุบัน

        ๓. เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเตรียมการพัฒนาศักยภาพของผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม  

        ท้ายที่สุด  จากเป้าหมายงานวิจัยที่จะเสริมสร้างประสิทธิภาพ  บทบาทของผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม  ในการพิจารณาพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อมได้อย่างเที่ยงธรรม  และเพื่อเป็นการคุ้มครองและการเยียวยาแก่ผู้เสียหาย  รวมถึงการป้องปรามผู้กระทำความผิด  และที่สำคัญเพื่อการพิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม    คณะวิจัยจึงได้สรุปข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้  คือ 

๑.แผนงานในระยะสั้น

        ๑.๑   ควรเสริมสร้างความรู้ทางวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับระหว่างประเทศและระดับประเทศแก่ผู้พิพากษาในทุกระดับชั้นศาล  เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจต่อลักษณะเฉพาะของคดีสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

        ๑.๒  ควรจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม  โดยการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลต่างๆทางด้านสิ่งแวดล้อม สภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ  และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนจะได้รับ รวมถึงวิธีการจัดการในเชิงป้องกัน  แก้ไข และฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อจะได้เข้าถึงข้อมูลได้ตามที่ต้องการและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อม

        ๑.๓  ควรจัดให้มีการประชุมสัมมนาระหว่างผู้พิพากษาในทุกระดับชั้นศาล  ทั้งที่เคยพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมและที่ยังไม่เคยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์  และหากเป็นไปได้ควรให้มีการประชุมสัมมนาในลักษณะเดียวกันนี้ในระดับระหว่างประเทศ  เพื่อเป็นการเรียนรู้ประสบการณ์จากผู้พิพากษาจากต่างประเทศด้วย

        ๑.๔  ควรส่งเสริม  สนับสนุน  ให้ผู้พิพากษาได้มีโอกาสทำงานวิจัย  เพื่อพัฒนากฎหมายสิ่งแวดล้อม

        ๑.๕  ควรจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม  (Green Bench) ในระยะแรกเริ่มจากศาลฎีกาก่อน  เพื่อจะให้คำพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อมของศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐาน  หรือเป็นแนวทางให้การตัดสินคดีสิ่งแวดล้อมที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล  ไม่ลักลั่น  และเป็นแนวทางเดียวกันในทุกชั้นศาล  ได้แก่  ศาลชั้นรองลงไป  คือ  ศาลอุทธรณ์  และศาลชั้นต้น  และระยะต่อๆมาก็ขยายแผนกคดีสิ่งแวดล้อมลงไปสู่ศาลอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์กลาง  เพื่อที่จะแก้ปัญหาคดีสิ่งแวดล้อมที่ขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ทุกแห่งทั่วประเทศด้วยการใช้อำนาจของประธานศาลอุทธรณ์กลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์ภาคที่จะสั่งโอนคดีพิเศษบางเรื่องบางประเภทเข้ามาอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์กลางได้  ต่อจากนั้นจึงค่อยจัดตั้งขึ้นที่ศาลชั้นต้น  โดยให้สิทธิแก่ประชาชนที่จะยื่นฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมได้ที่ศาลแพ่งหรือศาลอาญาหรือศาลจังหวัด

        ๑.๖  ในการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม   ควรมีการค้นหาความจริงโดยการเดินเผชิญสืบ  ซึ่งเป็นวิธีการที่จะทำให้เกิดความชัดเจนในข้อเท็จจริง  เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมบางเรื่องอาจไม่สามารถพิจารณาได้จากพยานเอกสาร  หรือพยานบุคคล  แต่เป็นเรื่องที่ต้องประจักษ์ด้วยสายตาตนเอง  เช่น  ปัญหาในเรื่องกลิ่น  ปัญหาสภาพน้ำที่เน่าเสีย  เป็นต้น

        ๑.๗  ในการใช้ดุลพินิจในคดสิ่งแวดล้อม  ควรคำนึงถึงสิทธิของประชาชนที่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ  และการลงโทษควรคำนึงถึงค่าสินไหมทดแทนในเชิงลงโทษหรือค่าเสียหายในเชิงลงโทษ (Punitive Damages) มาใช้ในคดีสิ่งแวดล้อม

        ๑.๘   ควรจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม  และกฎหมายสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้เป็นพยานของศาลโดยตรง  ซึ่งคู่ความสามารถอ้างเป็นพยานของตนได้  ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิที่จะอ้างพยานผู้เชี่ยวชาญอื่นเป็นพยานของตนอีกด้วย

๒.    แผนงานในระยะยาว

        ๒.๑   เมื่อมีแนวทางในการจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมแล้ว  ควรสร้างผู้พิพากษาให้เป็น
ผู้เชี่ยวชาญในด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยการจัดหลักสูตรอบรมผู้พิพากษาอย่างต่อเนื่อง  และอาจใช้วิธีการประสานงานกับมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนกฎหมายสิ่งแวดล้อม  ให้จัดหลักสูตรพิเศษด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมในระดับปริญญานิติศาสตร์มหาบัณฑิต โดยกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชากฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม  ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า ๔ – ๖ วิชา  รวมกับวิชากฎหมายบังคับอื่นตามข้อกำหนดของศาลยุติธรรม  เพื่อให้เป็นคุณสมบัติพิเศษในการสอบเข้าเป็นผู้พิพากษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิ่งแวดล้อมต่อไป

        ๒.๒  จัดให้มีโครงการแลกเปลี่ยนผู้พิพากษาคดีสิ่งแวดล้อมกับต่างประเทศในระดับภูมิภาค  และระดับระหว่างประเทศ

        ๒.๓  จัดตั้งศาลชำนัญพิเศษทางด้านคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นในศาลชั้นต้นภายในกรุงเทพมหานคร  โดยมีเขตอำนาจทั่วราชอาณาจักรเหมือนกับศาลแรงงานฯหรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ  แล้วให้มีการอุทธรณ์ได้โดยตรงไปยังศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกาโดยไม่ต้องผ่านศาลอุทธรณ์  ซึ่งจะส่งผลให้แผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ต้องยุบไป  หรือในทางกลับกันอาจให้สิทธิอุทธรณ์คดีสิ่งแวดล้อมไปที่ศาลอุทธรณ์ได้เพียงครั้งเดียว  ซึ่งก็จะส่งผลให้แผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกาต้องยุบไปเช่นกัน

        ๒.๔  ควรส่งเสริม  สนับสนุน  ให้มีการวิจัยรูปแบบ  โครงสร้าง  กระบวนการในการดำเนินคดีสิ่งแวดล้อมสำหรับศาลชำนัญพิเศษคดีสิ่งแวดล้อม  รวมตลอดถึงการจัดทำร่างกฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นการเฉพาะต่างหากจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสำหรับคดีทั่วๆไป

ความคืบหน้า

        จากงานวิจัยดังกล่าวเป็นผลให้  ท่านประธานฏีกาในขณะนั้น(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ)เห็นสมควรให้ตั้ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม (ภายใน)
ในศาลฎีกา(คำสั่งศาลฎีกาที่ ๓๐/๒๕๔๗) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา หลังจากนั้นคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (กบศ.) มีมติให้มีการจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นอย่างเป็นทางการในศาลฎีกา  เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘  โดยแผนกชำนัญพิเศษดังกล่าวประกอบด้วยประธานแผนกฯ  เลขนุการแผนกฯ  และองค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่มีความรู้ความชำนาญทางด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม   จำนวน  ๘  คน  แผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกามีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อมทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา  โดยมีอำนาจในการวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย  และคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดีสิ่งแวดล้อมทุกเรื่องจะเข้าสู่การพิจาณาของที่ประชุมแผนกคดีสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

การจำแนกคดีสิ่งแวดล้อม

           คดีสิ่งแวดล้อม  หมายถึง  คดีอาญาและคดีแพ่งที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามกลุ่มกฎหมายสิ่งแวดล้อมด้านทรัพยากรธรรมชาติและมลพิษ   รวมทั้งคดีที่ประธานศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เป็นคดีสิ่งแวดล้อม ตามคำสั่งศาลฎีกาที่ ๓๐/๒๕๔๗  โดย
กลุ่มกฎหมายสิ่งแวดล้อมด้านทรัพยากรธรรมชาติและด้านมลพิษนั้นมีทั้งหมด    ๒๔   ฉบับ  ดังต่อไปนี้

๑. กลุ่มกฎหมายสิ่งแวดล้อมด้านทรัพยากรธรรมชาติ

        (๑.๑) พระราชบัญญัติรักษาคลองรัตนโกสินทรศก ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕)       
        (๑.๒) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔
        (๑.๓) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔
        (๑.๔) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
        (๑.๕) พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕
        (๑.๖) พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐
        (๑.๗) พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔
        (๑.๘) พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖
        (๑.๙) พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. ๒๔๘๕
        (๑.๑๐) พระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.๒๕๒๐
        (๑.๑๑) พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐
        (๑.๑๒) พระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. ๒๕๔๓
        (๑.๑๓) พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. ๒๕๓๕

๒. กลุ่มกฎหมายสิ่งแวดล้อมด้านมลพิษ

        (๒.๑) ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘ (๒๔ ธันวาคม ๒๕๑๔)
        (๒.๒) พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๒
        (๒.๓) พระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๐๔        
        (๒.๔) พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.๒๕๓๐        
        (๒.๕) พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕
        (๒.๖) พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕
        (๒.๗) พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๒๒        
        (๒.๘) พระราชบัญญัติควบคุมการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓        
        (๒.๙) พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕        
        (๒.๑๐) พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕        
        (๒.๑๑) พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ 

คดีสิ่งแวดล้อม (ในส่วนคดีแพ่ง)

๑. คดีแพ่งที่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

            ๑.๑ กฎหมายว่าด้วยละเมิด
                ๑) ความรับผิดฐานละเมิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาตรา ๔๒๐(ยกเว้น คดีอุบัติเหตุ สิ่งปลูกสร้าง และละเมิดทั่วไป)
                ๒) การใช้สิทธิเกินส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาตรา ๔๒๑
                ๓) ความเสียหายอันเกิดจากทรัพย์อันตราย มาตรา ๔๓๗

            ๑.๒ กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สิน
                ๑) การก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ มาตรา ๑๓๓๗
                ๒) การเก็บกักและระบายน้ำระหว่างที่ดินข้างเคียง มาตรา ๑๓๓๙,๑๓๔๐
                ๓) การป้องกันการรั่วซึมของน้ำและสิ่งโสโครก มาตรา ๑๓๔๒
                ๔) การใช้น้ำเพื่อประโยชน์ที่ดินติดทางน้ำ มาตรา ๑๓๕๕

๒. คดีแพ่งที่มีข้อพิพาทตามกลุ่มกฎหมายสิ่งแวดล้อม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและด้านมลพิษตาม
พระราชบัญญัติรวม ๒๔ ฉบับ เช่น

            ๒.๑ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕
                ๑) ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากมลพิษ มาตรา ๙๖
                ๒) ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติ มาตรา ๙๗

            ๒.๒ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕
                ๑) ข้อระวังของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ขนส่งและมีไว้ในครอบครอง มาตรา ๕๙ – ๖๒
                ๒) ความเสียหายจากวัตถุอันตรายซึ่งอยู่ในความครอบครอง มาตรา ๖๓
                ๓) ความรับผิดต่อผู้รับมอบวัตถุอันตราย มาตรา ๖๔
                ๔) ความรับผิดต่อความเสียหายจากการทำละเมิดของผู้อื่น มาตรา ๖๔
                ๕) การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนโดยรัฐ มาตรา ๖๙

            ๒.๓ พระราชบัญญัติ อื่น ๆ (ในจำนวน พระราชบัญญัติ ๒๔ ฉบับ)

สถิติคดีสิ่งแวดล้อมหลังตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมฯ(12  ธันวาคม  2548)

 

สถิติคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกาไทยก่อนตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม