ศาลฎีกา |  ข่าวศาลฎีกา |  กระดานสนทนา |  Sitemap 
     
menu
หน้าแรก
คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
ข่าวคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
การเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ
ขั้นตอนการดำเนินการของศาล (ตัวอย่างการส่งความเห็น การเสนอเรื่อง การรับเรื่องและการพิจารณา)
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เอกสารเผยแพร่
แบบคำขอคัดสำเนาคำวินิจฉัย
ติดต่อหน่วยงาน

เอกสารเผยแพร่

คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

รายชื่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (ในปัจจุบัน)
The Commission on Jurisdiction of Courts
1.
 MR.VEERAPOL TUNGSUWAN
ประธานศาลฎีกา
President of the Supreme Court 
ประธานกรรมการ
President
 
2.
นายปิยะ ปะตังทา
MR.PIYA PATANGTA
ประธานศาลปกครองสูงสุด
President of the Supreme Administrative Court
กรรมการ
Member
3.
VICE ADMIRAL PREECHARN JARMCHAROEN
หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร
Chief of the Military Judicial Office
กรรมการ
Member
4.
MR.CHIRANIT HAVANOND
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม
Qualified member from the Supreme Court
กรรมการ
Member
5.
MR.CHARNCHAI  SAWANGSAGDI
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง
Qualified member from the Supreme Administrative Court
กรรมการ
Member
6.
MAJ.GEN.PATTANAPONG KERDUDOM
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร
Qualified member from the Military Judicial Office
กรรมการ
Member
7.
MR.JIRA BOONPOJANASOONTORN
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
Qualified member
กรรมการ
Member
 

ความเป็นมา

    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 8 ศาล ได้บัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ และในหมวดนี้ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับศาลที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร และในอนาคตอาจมีการจัดตั้งศาลอื่นขึ้นใหม่ โดยการตราพระราชบัญญัติเพิ่มขึ้นอีกได้ การที่มีหลายศาลดังกล่าวอาจทำให้เกิดการขัดแย้งกันเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ในมาตรา 248 จึงได้บัญญัติว่า

"ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลอื่น และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสี่คนตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นกรรมการ หลักเกณฑ์การเสนอปัญหาตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ"

Section 248
“Where there is a dispute over the competent jurisdiction among the Court of Justice, the
Administrative Court, the Military Court or any other Court, it shall be decided by a committee consisting of the President of the Supreme Court of Justice as Chairman, the President of the Supreme Administrative Court, the President of such other Court, and not more than four qualified persons as members as provided by law.”

จากมาตราดังกล่าวจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ขึ้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอน 104 ก ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2542 โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และหลักเกณฑ์วิธีการเสนอเรื่องเข้าสู่การวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

องค์ประกอบ

จำนวนกรรมการ

คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 4 คน ดังนี้

     1. กรรมการโดยตำแหน่ง

                          1.  ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ
                          2.  ประธานศาลปกครองสูงสุด
                          3.  หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร
                          4.  ประธานศาลอื่น ในกรณีที่มีการจัดตั้งศาลอื่น (ปัจจุบันไม่มี)

     2. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                           1.  ผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวนหนึ่งคน
                           2.  ผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจำนวนหนึ่งคน
                           3.  ผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการพระธรรมนูญในศาลทหารสูงสุด จำนวนหนึ่งคน
                           4.  ผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านกฎหมายที่มิใช่ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมร่วมของกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ 1 - 3 จำนวนหนึ่งคน

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 18 ได้กำหนดให้เลขานุการศาลฎีกาเป็นเลขานุการคณะกรรมการ มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการตามที่คณะกรรมการกำหนด เลขานุการศาลฎีกาจึงเป็นผู้มีหน้าที่บริหารงานธุรการของคณะกรรมการให้ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย

วาระการดำรงตำแหน่ง

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี นับแต่วันประกาศรายชื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในราชกิจจานุเบกษา

ถ้ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่างลง ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ที่ประชุมใหญ่ตุลาการพระธรรมนูญในศาลทหารสูงสุด หรือที่ประชุมร่วมของกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วแต่กรณี ต้องดำเนินการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างโดยเร็ว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการคัดเลือกใหม่มีวาระอยู่ในตำแหน่ง 4 ปี นับแต่วันประกาศชื่อในราชกิจจานุเบกษา

ในระหว่างที่ยังมิได้คัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง และยังมีกรรมการเหลืออยู่เกินกึ่งหนึ่ง กรรมการที่เหลือยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องไม่เกิน 30 วัน

คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

  • มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
  • มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์
  • ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ
  • ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
  • ไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา ลูกจ้าง หรือดำรงตำแหน่งอื่นใด ที่มีลักษณะคล้ายกันในบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือธุรกิจเอกชนในรูปแบบอื่น
การพนจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินอกจากจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 แล้ว มาตรา 9 ยังกำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระด้วยเหตุต่อไปนี้

  • ตาย
  • ลาออก
  • เป็นบุคคลล้มละลาย
  • เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
  • ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
  • ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 6
อำนาจหน้าที่

คณะกรรมการมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างศาลใน 3 ลักษณะ คือ

  • กรณีมีปัญหาว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด
  • กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน
  • กรณีอื่นที่อำนาจหน้าที่ระหว่างศาลขัดแย้งกัน
    คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเป็นที่สุด
     
    Determine the conflict on
  • Competent jurisdiction
  • Final judgment or order
  • The performance of other duties

คณะกรรมการมีอำนาจออกข้อบังคับโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้

  • วิธีการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ
  • การพิจารณาของคณะกรรมการ
  • การวินิจฉัยของคณะกรรมการ
  • การอื่นที่จำเป็น

Act on the Determination of the Powers and Duties among Courts B.E.2542