ศาลฎีกา |  ข่าวศาลฎีกา |  กระดานสนทนา |  Sitemap 
     
menu
หน้าแรก
ประวัติแผนก
ข้อมูลเกี่ยวกับแผนกคดีผู้บริโภค
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
บทความที่น่าสนใจ
กฎหมายที่น่าสนใจ
กฎหมายฉบับพกพา
ติดตามผลความคืบหน้าของคดี
ระบบสืบค้นคำพิพากษาและคำสั่งคำร้องศาลฎีกา

สถิติผู้เข้าชม

ผู้เข้าชมขณะนี้
line
ผู้เข้าชมทั้งหมด

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ

พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๔๒

กรณีค่าเสียหายเพื่อการลงโทษไม่ใช่หนี้เงินขณะฟ้อง

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๔๒ เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาและกำหนดเป็นการเฉพาะ โดยโจทก์มิต้องกล่าวไว้ในคำฟ้องและไม่จำต้องมีคำขอมาท้ายฟ้อง อีกทั้งไม่ถือเป็นทุนทรัพย์ใช้คำนวณค่าขึ้นศาลในขณะยื่นคำฟ้องคดีตามตาราง ๑ ท้ายป.วิ.พ. ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในกรณีนี้จึงมิใช่หนี้เงินขณะฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีได้ ตาม ปพพ. ๒๒๔ (ฎีกา ๑๘๖๕/๒๕๖๑)  (อัพเดท 10.5.2562)


---------------------------------------------------

ซื้อขาย

กรณีก่อสร้างอาคารชุดไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่โฆษณา

แม้บริษัทผู้ก่อสร้างอาคารชุดจำเลยมิได้ก่อสร้างคอนโดมิเนียมให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ คือ มิได้ก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมให้ครบทั้งเจ็ดอาคารพร้อมสิ่งสาธารณูปโภคให้ถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้ในใบโฆษณา แต่การก่อสร้างอาคารแต่ละอาคารพร้อมสาธารณูปโภคสามารถแบ่งแยกการสร้างและโอนให้แก่ลูกค้ารวมถึงโจทก์แยกจากกันได้ ดังนั้น การก่อสร้างอาคารที่เหลืออีก ๓ อาคารพร้อมสาธารณูปโภค จึงมิใช่สาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยถึงขนาดที่โจทก์จะนำมาอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา จำเลยไม่ผิดสัญญา (ฎีกา ๖๒๘๑/๒๕๖๐)

---------------------------------------------------

พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๓๙

กรณีขอค่าเสียหายเกินไปจากคำฟ้อง

หลักเกณฑ์มาตรา ๓๙ ที่ศาลจะพิพากษาเกินคำขอได้ ต้องเป็นกรณีจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาไม่ถูกต้อง หรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้องเท่านั้น โดยศาลอาจกำหนดจำนวนค่าเสียหายเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่โจทก์ขอมา หรือกำหนดวิธีการบังคับตามคำขอให้สามารถเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ในข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อเดียวกัน เมื่อคดีนี้มูลคดีเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของ ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์โดยอาศัยเหตุอื่นได้ (ฎีกา ๙๖๒๘/๒๕๕๘)

---------------------------------------------------

พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๓๙

กรณีพิพากษาต่างไปจากคำขอ

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แต่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ ๑ ได้โอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ ไปแล้ว สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ทั้งสามบังคับจำเลยที่ ๑ ให้จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามได้ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสามได้ตามพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฯ มาตรา ๓๙ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้อยู่อาศัยในโครงการหมู่บ้านสวนสน และคดีไม่อยู่ในเกณฑ์ตามพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ ที่จะพิพากษาไปถึงบุคคลภายนอกคดีนี้ได้ จึงไม่อาจพิพากษาไปถึงบุคคลภายนอก (ฎีกา ๔๕๘๕/๒๕๖๑)

---------------------------------------------------

ประกันภัย

กรณีโจทก์ฟ้องบังคับจำนองแล้ว ผู้เอาประกันภัยยังต้องรับผิดชดใช้เบี้ยประกันภัย

ารที่โจทก์ฟ้องบังคับจำนอง ไม่ทำให้สัญญาจำนองสิ้นสุดลง จำเลยทั้งสามผู้เอาประกันภัยยังมีหน้าที่ปฏิบัติตามหนังสือให้ความยินยอมในการทำสัญญาประกันภัย เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยทั้งสามไป จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ย (ฎีกา ๔๕๖๑/๒๕๖๐)

---------------------------------------------------

เช่าซื้อ

กรณีผู้ผลิต ผู้จำหน่ายต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์ที่เช่าซื้อ 

จำเลยที่ ๑ ตัวแทนจำหน่ายรถส่งมอบรถยนต์พิพาทพร้อมสมุดคู่มือการรับบริการแก่โจทก์ระบุการรับประกันรถยนต์พิพาทตามเงื่อนไขและระยะเวลา ข้อตกลงเช่นนี้ถือเป็นสัญญาให้บริการ เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๑๑ สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิต ประกอบ และจำหน่ายรถยนต์พิพาท แม้เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ ๑ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าผู้ซื้อรถก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลมาตรฐานการซ่อมของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายโดยใกล้ชิด ย่อมชี้ชัดว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับประกันการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แก่โจทก์ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองไม่อาจนำสืบพิสูจน์ได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ซ่อมแซมข้อชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทเรียบร้อยแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาท ศาลในคดีผู้บริโภคมีอำนาจบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นเงินแก่โจทก์ได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๓๙ และ ๔๑ (ฎีกา ๔๕๖๗/๒๕๖๑)

---------------------------------------------------

เช่าซื้อ

กรณีผู้ให้เช่าซื้อไม่แจ้งให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อรถคืน

ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๓ ระบุ ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รถกลับคืนมา หากนำรถออกขายได้ราคาต่ำกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญา ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดส่วนที่ขาดเฉพาะในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสมเท่านั้น โดยมิได้มีข้อกำหนดว่า ผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งกำหนดการขายรถให้ผู้เช่าซื้อทราบก่อนการขาย ส่วนข้อ ๑๑ วรรคท้าย ที่ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาและกลับเข้าครอบครองรถ ผู้ให้เช่าซื้อจะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อรถในราคาเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาโดยให้เวลาไม่น้อยกว่า ๗ วัน เป็นเพียงข้อตกลงในสัญญา หากคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงคงเป็นเพียงการผิดสัญญา ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิซื้อรถก่อนนำรถออกขาย ก็ไม่ทำให้การขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อเสียไป (ฎีกา ๑๐๖๑๑/๒๕๕๘)

---------------------------------------------------

ประกันภัย

กรณีผู้เอาประกันภัยไม่แจ้งให้จำเลยทราบถึงคู่กรณี

ตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัย ระบุข้อตกลงคุ้มครองไว้ว่า บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่รถยนต์ที่เอาประกันภัย...อันมีสาเหตุมาจากการชนกับยานพาหนะทางบก...และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ดังนี้ เมื่อโจทก์ไม่อาจแจ้งให้จำเลยทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ (ฎีกา ๔๑๘๑/๒๕๖๐)

---------------------------------------------------

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

กรณีโจทก์ขอสินเชื่อจากธนาคารจำเลย และมีข้อตกลงว่า ถ้าโจทก์ยกเลิกการใช้วงเงินสินเชื่อต้องเสียค่าธรรมเนียมปรับร้อยละ ๒ ของวงเงินที่แจ้งยกเลิก โดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาที่ต้องผูกพันเสียค่าธรรมเนียมปรับว่าเป็นระยะเวลาเพียงใด เท่ากับจำเลยจะได้รับประโยชน์จากสัญญาข้อนี้อยู่เสมอหากมีการเลิกสัญญากัน เป็นข้อตกลงที่จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม (ฎีกา ๙๗๘๙/๒๕๖๐)

 ---------------------------------------------------

บัตรเครดิต

กรณีผู้ถือบัตรเครดิตเสริมไม่ต้องร่วมรับผิดกับผู้ถือบัตรเครดิตหลัก

การทำบัตรเครดิตหลักและบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์มุ่งหมายให้ผู้ใช้บัตรเครดิตหลักซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือกว่าผู้ใช้บัตรเครดิตเสริมเป็นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ระบุชัดให้ผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด ย่อมเห็นได้ถึงเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ ๑ เองและของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเสริม แม้ในใบสมัครบัตรเสริมมีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วม ก็ไม่ถือว่าผูกพันจำเลยที่ ๒ นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นข้อสัญญาไม่ธรรมกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้บริโภค ประกอบกับจำเลยที่ ๑ เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตหลักในการก่อหนี้โดยตรงกับโจทก์ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องผูกพันร่วมกับกับหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่ค้างชำระต่อโจทก์ (ฎีกา ๒๗๖๕/๒๕๖๐)

---------------------------------------------------

ยืม

กรณีอายุความของสัญญาสินเชื่อเงินสด

ตามสัญญาสินเชื่อเงินสดกำหนดให้จำเลยชำระเพียงจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องชำระ แม้โจทก์จะนำไปหักชำระเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยบางส่วนก็ตาม แต่หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาและภายในกำหนด จำเลยต้องชำระเบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน อันเป็นข้อตกลงว่า จำเลยอาจชำระหนี้ในอัตราขึ้นสูงเพียงใดก็ได้และสัญญามิได้กำหนดให้จำเลยต้องผ่อนชำระทุนคืนเป็นเวลากี่งวด ตามสัญญาสินเชื่อเงินสดจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ตาม ปพพ.มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๒) ซึ่งมีอายุความห้าปี แต่มีอายุความสิบปีตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ (ฎีกา ๒๙๒๒/๒๕๖๑)

---------------------------------------------------

เช่าซื้อ

ข้อยกเว้นความรับผิดในความชำรุดบกพร่อง

กรณีมีข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ระบุว่าเจ้าของไม่ต้องรับผิดชอบความชำรุดบกพร่องใด ๆ ไม่ว่าตรวจพบขณะส่งมอบหรือไม่ แม้คู่สัญญาสามารถตกลงยกเว้นความรับผิดในความชำรุดบกพร่องตาม ปพพ.มาตรา ๔๗๒ และ ๔๗๓ ได้เพราะมิใช่ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แต่ข้อตกลงที่ยกเว้นความชำรุดบกพร่องที่เห็นไม่ประจักษ์ในขณะส่งมอบและเป็นเรื่องที่ควรอยู่ในความรู้เห็นของผู้ประกอบธุรกิจย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าเป็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ไม่อาจบังคับได้ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา (ฎีกา ๒๗๖๗/๒๕๖๐)

 ---------------------------------------------------

กรณีสัญญาประกันความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

สัญญาประกันความรับผิดของผู้ค้ำประกันเป็นนิติกรรมสัญญาซึ่งผู้รับประกันภัยจำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในเหตุอย่างอื่นในอนาคต ไม่ใช่กรณีเมื่อเกิดวินาศภัยขึ้น จึงไม่เป็นสัญญาประกันวินาศภัย จึงไม่ใช้อายุความ ๒ ปีตามปพพ.มาตรา ๘๘๒ วรรคหนึ่ง เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความกรณีการทำสัญญาประกันภัยในกรณีเหตุอย่างอื่นในอนาคตไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปีตาม ปพพ.มาตรา ๑๙๓/๓๐ (ฎีกา๔๕๗๗/๒๕๖๑)

 ---------------------------------------------------

พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ

การที่โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ย่อมเป็นการฟ้องคดีต่อศาลที่ผู้บริโภคคนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแล้ว และเมื่อหนี้ของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์เป็นเรื่องการเช่าซื้อ การค้ำระกัน มูลความแห่งคดีย่อมเกี่ยวข้องกัน โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีเดียวกันต่อศาลชั้นต้นนี้ได้ (ฎีกา ๘๗๓๗/๒๕๕๙)


---------------------------------------------------

ค้ำประกันตามปพพ. มาตรา ๖๘๖ (ใหม่)

หลังจากจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ ๑ เท่านั้น แต่มิได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันด้วย ดังนี้ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน ครพ.ผบ.๑๙๒๓/๒๕๖๑

 --------------------------------------------------

เช่าซื้อ

กรณีเลิกสัญญาตามข้อสัญญาต้องปฏิบัติให้ครบเงื่อนไขในข้อสัญญา

ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๓ มีเงื่อนไขว่า ผู้เช่าซื้อต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืน ณ ภูมิลำเนาโจทก์ และต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันที เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมิได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อส่งมอบรถพร้อมชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาแก่โจทก์ทันที กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาตามข้อสัญญา การที่โจทก์รับรถไว้โดยไม่โต้แย้งคัดค้าน ถือว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา ฎีกาที่ ๔๒๙๕/๒๕๖๑

 --------------------------------------------------


กรณีผู้เช่าซื้อคืนรถพร้อมทำหนังสือส่งมอบทรัพย์

จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อคืนรถหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ๒ งวด โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ถือว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๑ สมัครใจเลิกสัญญากัน โจทก์ไม่อาจเรียกค่าขาดราคา แม้จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือส่งมอบทรัพย์ให้ไว้แก่โจทก์ซึ่งเอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ หากแต่เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนและจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อว่า หากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้ราคาไม่คุ้มกับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ จะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดตามสัญญาแก่โจทก์ กรณีเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มี เพราะโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกัน จึงไม่มีผลบังคับให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดค่าขาดราคาตามที่ระบุไว้ในหนังสือส่งมอบทรัพย์ ฎีกาที่ ๙๘๖๑/๒๕๕๙

 --------------------------------------------------