ศาลฎีกา |  ข่าวศาลฎีกา |  กระดานสนทนา |  Sitemap 
     
menu
menu
ระบบสืบค้นคำพิพากษาและคำสั่งคำร้องศาลฎีกา
การเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

สถิติผู้เข้าชม

ผู้เข้าชมขณะนี้
line
ผู้เข้าชมทั้งหมด

ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก่อนการปฏิรูปการศาลไทย

ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก่อนการปฏิรูปการศาลไทย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและการสถาปนากระทรวงยุติธรรม

        เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีนั้น พระองค์ทรงนำกฎหมายวิธีสบัญญัติต่าง ๆ ของสมัยกรุงศรีอยุธยามาใช้บังคับโดยมิได้เปลี่ยนแปลกหลักกฎหมายเก่าแต่อย่างใด การชำระกฎหมายตราสามดวงในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นเพียงการรวบรวมชำระกฎหมายให้บริสุทธิ์ขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากคดีนายบุญศรีร้องทุกข์กล่าวโทษพระเกษมและนายราชาอรรถว่าอำแดงป้อมภรรยานายบุญศรีฟ้องหย่านายบุญศรีได้ทั้งที่เป็นชู้กับนายราชาอรรถ เพราะพระเกษมซึ่งเป็นตระลาการพิจารณาคดีไม่เป็นธรรม คัดข้อความมาให้ลูกขุน ณ ศาลหลวงปรึกษา ซึ่งลูกขุน ณ ศาลหลวงก็ปรึกษาให้อำแดงป้อมหย่านายบุญศรีได้ตามกฎหมาย รัชกาลที่ ๑ ทรงเห็นว่าหญิงนอกใจชายแล้วมาฟ้องหย่าชาย ลูกขุนปรึกษาให้หย่ากันนั้นไม่ยุติธรรม จึงโปรดเกล้าให้นำกฎหมาย ณ ศาลหลวงมาสอบกับฉบับหอหลวงและฉบับข้างที่ ก็ได้ความตรงกันว่า ชายหาผิดมิได้หญิงขอหย่า ท่านว่าให้หญิงหย่าชายได้ จึงทรงดำริว่า เมื่อกฎหมายฟั่นเฟือนวิปริตเช่นนี้ ก็ควรชำระสะสางเพื่อให้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมสืบไป

        ดังนั้นระบบการศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นจึงเป็นเช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบศาลตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรมซึ่งมีการตรา “พระธรรมนูญ” ขึ้นเป็นต้นมา กล่าวคือ เป็นระบบการศาลแยกย้ายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่าง ๆ ซึ่งมีอำนาจชำระคดีและตัดสินความตามขอบข่ายที่กระทรวงกรมนั้น ๆ รับผิดชอบเหมือนการศาลในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มิได้รวมกันอยู่ในกระทรวงยุติธรรมเพียงองค์กรเดียว อย่างเช่นในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการมิได้แยกจากกัน นอกจากนี้ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีแต่ละคดีก็ให้หน่วยงานหลายหน่วยที่อยู่ต่างหากจากกันมาทำงานร่วมกัน ได้แก่ กรมรับฟ้อง ลูกขุน ตระลาการและผู้ปรับ

        ๑.๑ การจำแนกประเภทศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น 
        จาก “ กระทรวงศาลหลวงตามฉันทกล่อมกลอง ” ซึ่งแต่งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๘๐ ซึ่งรวมอยู่ในแฟ้มอธิบายกระทรวงศาลแลกระบวนพิจารณาความอย่างเก่า ทำให้ทราบได้ว่า ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีศาลประเภทต่าง ๆ ดังนี้ 

        - ศาลอาญานอก สังกัดกลาโหม

        - ศาลอุทธรณ์ สังกัดมหาดไทย

        - ศาลต่างประเทศ สังกัดกรมท่า

        - ศาลโภชากร สังกัดกรมนา

        - ศาลนครบาล สังกัดกรมเมือง

        - ศาลกรมวัง แยกเป็นศาลย่อย ๆ ในสังกัดกรมวัง ๔ ศาล คือ ศาลมรดก ศาลแพ่งวังศาลนครบาลวัง ศาลอาญาวัง

        - ศาลธรรมการ

        - ศาลกรมสุรัสวดี

        - ศาลพระคลังมหาสมบัติ

        - ศาลกรมแพทยา

        - ศาลแพ่งเกษม

        - ศาลแพ่งกลาง หรือศาลแพ่งไกรสี

        ส่วนใน “กฎหมายเก่าของหมอบลัดเล” และ “พระราชบัญญัติในปัตยุบัน” ได้กล่าวถึงศาลที่ขึ้นอยู่กับกระทรวงกรมต่าง ๆ ตลอดจนอำนาจหน้าที่ในการชำระความประเภทใดไว้ ดังนี้

        ศาลธรรมดาในกรุงเทพ ฯ หมายถึงศาลที่ชำระความอาญาและความแพ่งที่ราษฎรเป็นความกันตามธรรมดา ได้แก่ 

        ศาลนครบาลขึ้นอยู่กับกรมเมือง มีอำนาจเฉพาะแต่คดีอาญามหันตโทษ เช่น ฆ่าเจ้าของเรือนตาย เป็นชู้กับเมียผู้อื่น เป็นต้น

        ศาลกระทรวงมหาดไทย แบ่งเป็น ๓ ศาล คือ ศาลหลวง พิจารณาความอุทธรณ์ที่ตระลาการชำระความโดยมิชอบ ศาลราษฎร์ชำระความอาญาที่จำเลยเป็นตระลาการ และศาลตำรวจ ชำระคดีแปลงคารมลายมือ ขี้ฉ้อหมอความ อ้างว่าเป็นญาติทั้งที่ไม่ได้เป็นแล้วว่าความแทนกัน

        ศาลกระทรวงกลาโหมหรือศาลอาญานอกซึ่งขึ้นอยู่กับกระทรวงกลาโหม ชำระความอาญานอก ซึ่งหมายถึงคดีที่ราษฎรซึ่งมิใช่ข้าราชการกระทำผิด

        ศาลกรมท่า หรือ ศาลกรมพระคลังราชการขึ้นอยู่กับกรมท่า มีอำนาจชำระคดีพิพาทระหว่างคนไทยกับชาวต่างประเทศ หรือชาวต่างประเทศด้วยกันเอง

        ศาลแพ่งกลาง ไม่ขึ้นอยู่กับกระทรวงกรมใดที่ทำหน้าที่ชำระความต่างหาก แต่ขึ้นอยู่กับกรมลูกขุน มีอำนาจชำระคดีวิวาททำร้ายกัน ด่าสบประมาทกัน เป็นต้น ซึ่งจำเลยเป็นสมนอก

        ศาลแพ่งเกษม ไม่ขึ้นอยู่กับกระทรวงกรมใดที่ทำหน้าที่ชำระความต่างหากแต่ขึ้นอยู่กับกรมลูกขุน มีอำนาจชำระความแพ่ง เช่น เอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยไม่บอกเจ้าของ บุกรุกที่ดินเรือกสวน เป็นต้น ซึ่งจำเลยเป็นสมนอก

        ศาลชำระความเป็นพิเศษ ได้แก่

        ศาลกรมนา มีอำนาจชำระคดีเกี่ยวกับนา ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา

        ศาลในกระทรวงมหาสมบัติ มีอำนาจชำระคดีภาษีและหนี้หลวง

        ศาลกรมวัง แบ่งเป็น ๔ ศาล คือ ศาลอาญาวัง ศาลนครบาลวัง ศาลแพ่งวัง ศาลมรดก ชำระความที่จำเลยเป็นสมใน

        ศาลกรมแพทยา ชำระคดีเกี่ยวกับการกระทำอาคมเวทวิทยาคมแก่กัน

        ศาลกรมธรรมการ ชำระคดีพระสงฆ์สามเณรกระทำผิดวินัย

        ศาลกรมสรรพากรใน ชำระคดีนายระวางกำนันผู้เก็บอากรขนอนตลาดวิวาทกัน

        ศาลกรมสรรพากรนอก ชำระคดีเสนากำนันเบียดบังอากรขนอนตลาด

        ศาลกรมสัสดี หรือศาลกรมพระสุรัสวดี ชำระคดีเกี่ยวกับการสังกัดหมวดหมู่ของไพร่หลวงและไพร่สม ตลอดจนการปันหมู่

        ศาลราชตระกูล ชำระคดีที่พระบรมวงศานุวงศ์เป็นโจทก์หรือจำเลยทุกชนิด ยกเว้นเรื่องที่ถึงแก่ชีวิตเท่านั้น

       นอกจากนี้ยังมีศาลพิเศษที่พระมหากษัตริย์ทรงตั้งขึ้นเมื่อใดก็ได้ตามความเหมาะสมเพื่อชำระความพิเศษบางคดีซึ่งทรงเห็นว่าศาลธรรมดาที่มีอยู่ชำระไม่ได้หรือชำระได้ยาก ศาลดังกล่าวเรียกว่า “ศาลรับสั่ง” เป็นศาลที่ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ ตัวอย่างเช่น ศาลรับสั่งสำหรับชำระคนในบังคับสยามที่ต้องหาว่ากระทำความร้ายผิดกฎหมายที่ทุ่งเชียงคำและที่แก่งเจ๊กเมืองคำมวญซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ และตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเมื่อ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) ตามสัญญาที่ไทยทำกับฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ร.ศ. ๑๑๒ เป็นต้น

        ส่วนในหัวเมืองต่างๆ ก็มีศาลเมืองต่างหากออกไปจากศาลส่วนกลางในกรุงเทพฯ ศาลเมืองเหล่านี้รับผิดชอบโดยข้าราชการในหัวเมืองนั้น ๆ ศาลในหัวเมืองฝ่ายเหนือขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ศาลในหัวเมืองฝ่ายใต้ขึ้นอยู่กับกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ศาลหัวเมืองบางแห่งขึ้นอยู่กับกรมท่า ศาลเมืองเหล่านี้มีอำนาจพิจารณาทั้งความแพ่งและความอาชญา แต่ในคดีความอุกฉกรรจ์นั้นศาลส่วนกลางยังมีอำนาจควบคุมได้ ดังจะเห็นได้จากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมและกรมท่ายังมีศาลในกรุงเทพฯ ต่อเนื่องกับศาลในหัวเมืองด้วย กล่าวคือรับความที่ศาลในหัวเมืองส่งขึ้นมา

        ระบบการศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็เป็นเช่นเดียวกับในสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ ยังไม่มีการฟ้องร้องกันระหว่างคู่ความในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาอย่างปัจจุบัน จะมีก็แต่กรณีคู่ความที่ไม่พอใจคำตัดสินแล้วฟ้องร้องว่าตระลาการพิจารณาคดีไม่ยุติธรรมเข้ากับอีกฝ่ายหนึ่งหรือรับสินบน เป็นต้น ต่อศาลหลวงซึ่งอยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ศาลหลวงจะรับคดีอุทธรณ์ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง ตระลาการที่ตกเป็นจำเลยต้องแก้ตัวต่อตระลาการชั้นอุทธรณ์ว่า ความจริงตนได้ตัดสินคดีโดยสุจริตไม่มีอคติ รัชกาลที่ ๕ ทรงอธิบายถึงวิธีพิจารณาความอุทธรณ์ของศาลหลวงไว้ว่า “ถ้าเป็นความหัวเมืองคู่ความจะอุทธรณ์ตระลาการ เจ้าเมืองกรมการเป็นผู้ชำระอุทธรณ์ชั้นตระลาการ ถ้าอุทธรณ์ผู้พิพากษาเจ้าเมืองกรมการที่ไม่ได้ลงชื่อในคำพิพากษาเป็นผู้พิจารณาอุทธรณ์ ถ้าจะอุทธรณ์เจ้าเมืองต้องบอกอุทธรณ์ที่ศาลหัวเมืองนั้นก่อน หัวเมืองชำระไม่ได้จึ่งเข้ามาฟ้องศาลหลวงประทับฟ้องไปศาลอุทธรณ์ ส่วนในกรุงถ้าจะฟ้องอุทธรณ์ก็ฟ้องศาลหลวงแล้วประทับไปศาลอุทธรณ์...” แต่ต่อมาคดีความต่าง ๆ คั่งค้างมากเพราะตามระบบศาลที่มีตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยานั้นลูกขุนทำหน้าที่ชี้ตัวบทกฎหมายทุกคดีซึ่งศาลตามกระทรวงกรมต่าง ๆ ส่งคดีที่ไต่สวนแล้วมายังลูกขุนทั้งสิ้น จึงทำให้ลูกขุนพิจารณาอรรถคดีไม่ทัน ดังนั้นจึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อธิบดีเจ้ากระทรวงรับเรื่องราวซึ่งราษฎรฟ้องร้องกล่าวโทษเจ้าเมืองกรมการและตระลาการได้ ทำให้การอุทธรณ์ความสามารถกระทำได้ในกระทรวงกรมต่าง ๆ ไม่เฉพาะศาลหลวงในสังกัดกระทรวงมหาดไทยดังแต่ก่อน วิธีชำระความของอธิบดีเจ้ากระทรวงซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาลอุทธรณ์นั้นใช้วิธีเรียกคู่ความและความเดิมจากหัวเมืองเข้ามาในกรุงเทพฯ และดำเนินการชำระกันที่กรุงเทพฯ มีการตั้งตระลาการขึ้นชำระ แล้วส่งเรื่องไปให้ลูกขุน ดังเช่นวิธีพิจารณาความทั่วไป ทำให้มีลักษณะคล้ายศาล ๆ หนึ่งเช่นกัน บางทีก็มีการยอมความอุทธรณ์กันระหว่างคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ร้องเรียนกับตระลาการ หรือเจ้าหน้าที่ศาลที่เป็นจำเลย แต่คดีระหว่างคู่ความเดิมจะตกอยู่ที่ศาลของอธิบดีเจ้ากระทรวงในกรุงเทพฯ ซึ่งจะยืดเยื้อฟ้องร้องและต่อสู้คดีกันต่อไปไม่ถึงที่สุด และคู่ความบางรายซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากเมื่อเห็นว่าคดีของตนมีแนวโน้มว่าจะเป็นฝ่ายแพ้คดีก็ถือโอกาสอุทธรณ์ต่ออธิบดีเจ้ากระทรวงเสียเลยเพื่อประวิงคดีให้ล่าช้าเข้าไปอีกเมื่อเป็นเช่นนี้จึงเห็นได้ว่าความพยายามที่จะให้อรรถคดีทั้งหลายเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็วด้วยการให้อธิบดีเจ้ากระทรวงช่วยชำระความอุทธรณ์ไม่ได้ผล

        ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังไม่มีองค์กรที่ทำหน้าที่ศาลฎีกา แต่มีระบบการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเช่นเดียวกับในสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ ราษฎรจะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อร้องทุกข์และขอความเป็นธรรมจากพระมหากษัตริย์เมื่อได้รับความข่มเหงจากผู้มีอำนาจ ซึ่งมีผลทำให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสถาบันสูงสุดในการให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงอธิบายถึงพระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ต่อฎีกาที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายไว้ว่า “พระเจ้าแผ่นดินจะทรงพระกรุณาโปรดสั่งประการใด คงจะไม่เป็นแบบเหมือนมาทุกแผ่นดินนัก เพราะอำนาจพระเจ้าแผ่นดินนั้นไม่ใช่อำนาจศาล เป็นพระบรมเดชานุภาพคุ้มครองแผ่นดิน คนละอย่างออกไป ใหญ่กว่าอำนาจศาลที่เป็นอำนาจมัดตรึงผิดนิสัยกันยังไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงมีวิธีพิจารณาความตามคำที่เรียกกันในศาลเลยเพราะเหตุฉะนั้นจึงสงสัยว่าแต่เดิมฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดินไม่ปรากฏนักในกฎหมายนั้น เพราะถือเสียว่าถ้าได้ทรงพระกรุณาโปรดประการใดก็แล้วไปด้วยพระบรมเดชานุภาพ...”

        ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการรับฎีกาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) แต่ในตอนต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) นั้น ราษฎรจะมีโอกาสถวายฎีกาได้ก็ในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกนอกพระราชวังไปตามที่ต่าง ๆ และจะทรงพิจารณาฎีกาโดยนำมาไต่สวนถามในที่ประชุมว่าราชการทุกวัน ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๙๓ รัชกาลที่ ๓ ทรงให้ราษฎรมีวิธีทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาอีกวิธีหนึ่งโดยทรงใช้กลองวินิจฉัยเภรีซึ่งเจ้าพระยาคลังทูลเกล้าฯ ถวายนำออกให้ราษฎรตีกลองร้องฎีกาเมื่อมีเรื่องเดือดร้อน เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ได้ เล่าไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ว่า “...กลองใบหนึ่งทำด้วยไม้รัก โต ๑๓ กำ ทรงพระราชดำริว่า ความทุกข์ร้อนของราษฎรที่จะมาร้องถวายฎีกาต่อเวลาเสด็จจึ่งจะร้องได้ ถ้าให้ตีกลองร้องฎีกาได้ทุกวันไม่ต้องคอยเวลาเสด็จออก ก็จะบรรเทาทุกข์ของราษฎรไม่ต้องคอยยากลำบาก จึ่งพระราชทานชื่อกลองว่า วินิจฉัยเภรี ตั้งไว้ที่ทิมดาบกรมวังลั่นกุญแจเมื่อเวลาผู้ใดจะไปร้องถวายฎีกา กรมวังก็ไปไขกุญแจให้ ครั้นตีแล้วตำรวจเวรก็ไปรับเอาตัวและเรื่องราวมา นำความขึ้นกราบบังคมทูลทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว มีพระราชโองการสั่งให้ผู้ใดชำระ ก็ส่งไปตามรับสั่ง ลางทีก็โปรดให้ตำรวจชำระบ้าง ไม่มีเจ้าและขุนนางเป็นใหญ่ในความฎีกา ด้วยทรงไล่เลียงไต่ถามอยู่ทุกเวลาเช้าและค่ำ ตระลาการผู้ชำระก็ไม่อาจพลิกแพลงไปได้” ดังนั้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๓ เป็นต้นมา ราษฎรไม่จำเป็นต้องรอเวลาเสด็จออกนอกพระราชวังเสียก่อนจึงจะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาได้แต่ใช้วิธีตีกลองร้องฎีกาได้เลย อย่างไรก็ตามราษฎรที่มีความเดือดร้อน เช่น ถูกผู้มีอำนาจกดขี่ข่มเหง เป็นต้น ก็ มิใคร่จะสามารถจะร้องทุกข์ให้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณได้ แม้ว่ามีกลองวินิจฉัยเภรีสำหรับผู้มีความทุกข์จะไปตีถวายเสียงกลองเป็นเครื่องสัญญาณให้ทรงทราบถึงพระกรรณได้ กลองนั้นก็อยู่ในพระราชวัง มีห้องลั่นกุญแจและเจ้าพนักงานรักษา ยากที่ราษฎรจะสามารถเข้าไปให้ถึงที่กลองวินิจฉัยเภรีได้ เพราะขัดข้องที่จะต้องไปติดต่อให้กรมวังไขกุญแจ ดังนั้นราษฎรจึงยังคงใช้วิธีทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตอนที่เสด็จพระราชดำเนินไปตามที่ต่าง ๆ เช่นเดิม แต่โดยปกติรัชกาลที่ ๓ มิได้เสด็จออกนอกพระราชวัง เว้นแต่เวลามีการพระราชพิธีประจำปี เช่น เสด็จลงลอยพระประทีป และเสด็จไปพระราชทานพระกฐิน หรือมีการจร เช่น งานศพ และบางทีเสด็จไปทอดพระเนตรการก่อสร้างพระอารามบ้าง จะเห็นได้ว่าราษฎรผู้ถูกกดขี่ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาได้ยาก

        ความทุกข์ยากของราษฎรในการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ได้ทรงทราบตระหนักในเวลาเมื่อทรงผนวชอยู่ตลอดรัชกาลที่ ๓ ครั้นเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติจึงทรงแก้ไขพระราชานุกิจ เป็นต้นว่าให้เลิกวิธี “ตีกลองร้องฎีกา” เปลี่ยนเป็นเสด็จรับฎีการาษฎรด้วยพระองค์เองเดือนละ ๔ ครั้งเป็นกำหนด เรื่อง รัชกาลที่ ๔ ทรงเปลี่ยนแปลงประเพณีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานี้ สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ในหนังสือ “ความทรงจำ” ว่า “...ด้วยทรงทราบตั้งแต่ยังทรงผนวชว่า ในสมัยนั้นราษฎรถูกผู้มีอำนาจกดขี่ข่มเหงชุกชุม เรื่องนี้ที่จริงราชประเพณีก็มีมาแต่โบราณอนุญาตให้บรรดาผู้มีความทุกข์ร้อนถวายฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดินได้ทั่วหน้าเสมอกันหมดแต่วิธีที่ถวายฎีกาตามแบบเก่าต้องเข้าไปตีกลองที่ ทิมดาบกรมวัง ให้พระเจ้าแผ่นดินทรงได้ยินเสียงกลอง ก็โปรดฯ ให้มารับฎีกา จึงเรียกกันว่า ตีกลองร้องฎีกา ครั้นนานมาผู้มีอำนาจกีดกันมิให้ราษฎรเข้าถึงกลอง ก็ถวายฎีกายากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรงปรารภในพระราชนิพนธ์แห่งหนึ่งว่าพระเจ้าแผ่นดินเหมือนเป็นพระประธานอยู่ในโบสถ์ ลืมพระเนตรอยู่ก็ไม่เห็นอะไร พอเสด็จเสวยราชย์บรมราชาภิเษกแล้ว ก็ทรงตั้งประเพณีเสด็จออกรับฎีการาษฎรด้วยพระองค์เองทุกวันโกน เดือนละ ๔ ครั้ง เวลาเสด็จออกให้เจ้าพนักงานตีกลองวินิจฉัยเภรีเป็นสัญญาณให้ราษฎรเข้าถวายฎีกาได้เป็นนิจ ก็มีผลเห็นประจักษ์ทันที ด้วยผู้มีอำนาจกดขี่ข่มเหงราษฎร เช่น ฉุดลูกสาวหรือจับผู้คนจองจำตามอำเภอใจ ไม่มีใครกล้าทำดังแต่ก่อน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นเป็นประโยชน์จึงโปรดฯ ให้ประกาศขยายพระบรมราชานุญาตต่อออกไปถึงผู้ไม่สามารถจะมาถวายฎีกาได้เอง เช่น ถูกกักขัง เป็นต้น ให้ฝากฎีกาให้ญาติพี่น้องหรือมูลนายถวายต่างตัวได้ แต่ในการที่รับฎีกาของราษฎรนั้น ถ้าปรากฏว่าใครเอาความเท็จมากราบทูลเพื่อจะให้ผู้อื่นเสียหายโดยไม่มีมูลก็ให้ลงพระราชอาญาแก่ผู้ถวายฎีกาตามประเพณีเดิม ป้องกันมิให้ผู้ไม่มีผิด มิให้เดือดร้อน...”

        แต่เดิมความร้องเรียนเมื่อคู่ความเห็นว่าลูกขุนพิจารณาบังคับไปไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อรรถคดีรูปนี้เจ้าทุกข์จะไปทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาโดยตรง ต่อมาเมื่อทรงมีพระราชภาระมากขึ้น รัชกาลที่ ๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมสารนิติเป็นผู้บังคับบัญชาลูกขุนทั้งหมด และเรียกว่าเป็นแม่กองสำหรับรับเรื่องราวตรวจคำปรึกษาของลูกขุน ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันมิให้ลูกขุนทำงานผิดพลาด กล่าวคือ เมื่อมีผู้ยื่นเรื่องราวกล่าวโทษคำปรึกษาของลูกขุน แม่กองนี้ก็จะเรียกสำนวนและคำปรึกษาของลูกขุนมาตรวจ แต่การตั้งแม่กองสำหรับรับเรื่องราวตรวจคำปรึกษาของลูกขุนทำให้ลำดับขั้นของการพิจารณามีมากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้การพิจารณาคดีล่าช้า แทนที่จะรวดเร็วขึ้นอย่างที่พยายามแก้ไข ทั้งนี้เพราะเป็นการเพิ่มลูกขุนเหนือลูกขุนเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะแก้ไขอย่างไรในที่สุดราษฎรก็จะพยายามทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาจนได้ ทำให้ฎีกามีมากถึงเดือนละ ๑๒๐-๑๓๐ ฉบับ พระมหากษัตริย์ก็ทรงใช้วิธี “...แจกพระราชทานให้ตำรวจชำระเป็นศาลรับสั่ง ก็ชำระเรื่องไปทั้งความอุทธรณ์และความเดิมบ้าง ชำระแต่ชั้นอุทธรณ์บ้าง แจกให้เสนาบดีตามกรมไปว่ากล่าวชำระบ้าง...” ในระยะที่ไม่ทรงมีพระราชภารกิจมากนักก็จะทรงตัดสินด้วยพระองค์เอง แต่ต่อมาราชการมากขึ้นก็ไม่อาจตัดสินคดีมากมายเช่นนั้นได้ทัน ดังนั้นรัชกาลที่ ๕ จึงทรงตั้งกรมตรวจฎีกาหรืออีกนัยหนึ่งศาลฎีกาขึ้นเมื่อ ร.ศ. ๙๓ (พ.ศ. ๒๔๑๗) ซึ่งตั้งอยู่ที่ประตูต้นสน ณ อัฏฏวิจารณ์ศาลา ในพระบรมมหาราชวัง มีหน้าที่ตรวจฎีกาและทำความเห็นถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงวินิจฉัย จึงมีลักษณะเป็นกรมตรวจฎีกามากกว่าเป็นศาลอย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบัน ศาลฎีกานี้ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรเป็นอธิบดีกรมตรวจฎีกาคนแรกเมื่อ ร.ศ. ๑๐๔ (พ.ศ. ๒๔๒๘) แต่ถึงกระนั้นก็ปรากฏว่า “...ครั้นตัดสินไปบางเรื่องคู่ความก็ไม่ยอมตามคำตัดสินนั้น กลับเข้ามาถวายฎีกากล่าวโทษตระลาการศาลฎีกาจนต้องตรวจตัดสินเอง ซึ่งจะเป็นอันสำเร็จได้ก็มี...” การที่คู่ความทูลเกล้าฯ ถวายฎีกากล่าวโทษตระลาการศาลฎีกาอีกเช่นนี้ทำให้เกิดความยุ่งยากสับสนในระบบการศาลมากขึ้น ดังที่พระเจ้าลูกยาเธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์กล่าวไว้ว่า “...เกิดโกลาหลขึ้นด้วยมีฎีกาอุทธรณ์กรรมการฎีกาขึ้นอีก ราษฎรเรียกกันว่าฎีแกโดยเยาะ คือ เกิดอุทธรณ์ได้อีกชั้นหนึ่งแปลกมา คนทั้งเมืองเหมากันว่าสำนวนความไม่มีที่สุดแล้ว คนที่ต้องถูกเดือดร้อนกว่าจะได้ความสุขก็นานนักฤาไม่เลย การเฉียบขาดเกิดขึ้นดังนี้ประมาณถึง ๕ ปี คือ ระหว่าง ศก ๑๑๕ และ ๑๑๙ แต่ในศก ๑๑๗ ทรงพระกรุณาโปรดมีประกาศเปลี่ยนตัวกรรมการทั้งสำรับ วิธีฎีแกยังหาเปลี่ยนไม่จนปี ๑๑๙ การทั้งหลายก็ยังไม่หายไปอย่างไร จนปี ๑๑๙ นั้นเปนอันตกลงห้ามฎีแก ให้ฎีกาเปนศาลที่สุดในเมืองไทย...”

        ๑.๒ หลักฐานเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

        ๑.๒.๑ วิธีพิจารณาและพิพากษาความแพ่ง       ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นการพิจารณาและพิพากษาคดีความแต่ละคดีนั้นแบ่งแยกหน้าที่ให้หน่วยงานหลายหน่วยทำงานร่วมกันโดยแยกเป็นหลายองค์กรในระบบศาลกล่าวคือการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งความแพ่งจะเริ่มจากบุคคลที่มี ความเดือดร้อนทางคดีความไปยื่นฟ้องต่อขุนศรีธรรมราช จ่าศาลที่กรมรับฟ้องในศาลหลวง ขุนศรีธรรมราชจ่าศาลจะเรียกหนังสือทานบนจากโจทก์ไว้ก่อนเพื่อประกันมิให้นำมูลคดีเก่ามาฟ้องใหม่ แล้วโจทก์จะให้การต่างฟ้องโดยขุนศรีธรรมราชจ่าศาลจะเขียนฟ้องลงในสมุดไทย หลังจากนั้นขุนศรีธรรมราชจ่าศาลก็จะนำฟ้องและตัวโจทก์ส่งไปให้ผู้ประทับ คือ พระราชพินิจฉัย แต่ใน “ตัวอย่างของพระยาธรรมสารนิติ” จากแฟ้มอธิบายกระทรวงศาลแลกระบวนการพิจารณาความอย่างเก่า ผู้ประทับคือ พระยาศรีสุนทรโวหาร เมื่อได้รับฟ้องแล้วผู้ประทับก็จะประทับรับฟ้องไว้แล้วผู้ประทับก็จะนำฟ้องเสนอลูกขุน ณ ศาลหลวง ถ้าลูกขุนเห็นสมควรก็จะให้ผู้ประทับ ประทับฟ้องส่งคดีไปยังตระลาการผู้มีหน้าที่ชำระความประเภทนั้น ๆ คำสั่งของลูกขุน ณ ศาลหลวงที่ผู้ประทับส่งฟ้องไปยังศาลต่าง ๆ นั้นเรียกว่า “คำปรึกษาสั่งฟ้อง” เมื่อผู้ประทับได้รับคำปรึกษาสั่งฟ้องก็จะส่งสมุดคำฟ้องกลับคืนมาให้ขุนศรีธรรมราช จ่าศาล ขุนศรีธรรมราชจ่าศาลจะคัดฟ้องในสมุดไทยลงในกระดาษไทย อ่านให้โจทก์ฟังและเมื่อถูกต้องก็ผูกฟ้องเดิมแล้วให้โจทก์หยิกเล็บประทับไว้ เสร็จแล้วขุนศรีธรรมราชจ่าศาลจะนำฟ้องที่คัดลงกระดาษไทยกับตัวโจทก์ส่งให้ผู้ประทับอีกครั้งหนึ่ง ผู้ประทับจะพิจารณาฟ้องในกระดาษไทยว่าควรให้ตระลาการกระทรวงศาลใดตามธรรมนูญศาลชำระความแล้วมีคำสั่งที่เรียกว่า “พระธรรมนูญประทับฟ้อง” แต่ในพระธรรมนูญประทับฟ้องนั้นผู้ประทับจะเขียนบอกไว้ล่วงหน้าไว้ด้วยว่าถ้าประทับฟ้องส่งคดีไปผิดกระทรวงศาล ก็ให้ส่งกลับไปให้ประทับใหม่เมื่อตระลาการของกระทรวงศาลที่มีหน้าที่พิจารณาคดีประเภทนั้น ๆ ได้รับฟ้องและตัวโจทก์ไว้แล้ว ตระลาการก็จะมีหมายถึงมูลนายเจ้าสังกัดจำเลยให้ส่งตัวจำเลยมาให้ชำระความภายใน ๑๕ วัน หมายถึงมูลนายเจ้าสังกัดจำเลยดังกล่าวเรียกว่า “หมายเกาะตัวจำเลย” ต่อมาเมื่อได้ตัวจำเลยมาแล้วตระลาการจะคัดฟ้องจากกระดาษไทยซึ่งขุนศรีธรรมราชจ่าศาลส่งมาให้ลงในสมุดไทย อ่านทานให้ถูกต้องและเอาฟ้องดังกล่าวถามจำเลยเพื่อจำเลยให้การแก้ฟ้องโดยตระลาการจะคัดคำให้การของจำเลยรวมไว้กับฟ้องของโจทก์ในสมุดไทยแล้วผูกสมุดคำให้การโจทก์จำเลยและให้โจทก์จำเลยหยิกเล็บหรือประทับตราไว้ตระลาการจะแยกฟ้องของโจทก์ออกเป็นข้อ ๆ แล้วสอบถามจำเลยทีละข้อ และแยกคำให้การของจำเลยออกเป็น ข้อ ๆ เพื่อสอบถามโจทก์เช่นกัน หากประเด็นข้อใดคำตอบข้อสอบถามโจทก์จำเลยไม่รับกันก็ให้ระบุชื่อพยานที่โจทก์จำเลยจะอ้างไว้ท้ายประเด็นนั้น ๆ หลังจากนั้นตระลาการจะนำสำนวนข้อสอบถามโจทก์จำเลยมาให้ลูกขุน ณ ศาลหลวงปรึกษาชี้สองสถาน การให้ลูกขุน ณ ศาลหลวงปรึกษาชี้สองสถาน คือ ให้ลูกขุนบอกว่าในสำนวนเท่าที่ตระลาการสืบไปแล้วนั้นข้อใดที่รับกันแล้วทั้งโจทก์และจำเลยไม่ต้องสืบพยานอีก และข้อใดที่ลูกขุนเห็นว่าต้องสืบพยาน เมื่อชี้สองสถานแล้วตระลาการจะรับสำนวนกับคำปรึกษาชี้สองสถานกลับไป หลังจากนั้นตระลาการจะนัดวันให้โจทก์จำเลยนำตระลาการเสมียนผู้คุมไปสืบพยาน เมื่อถึงวันนัดโจทก์จำเลยชี้ผู้ใดเป็นพยาน ตระลาการจะพาผู้นั้นไปสาบานตัวที่โบสถ์ สุเหร่า ศาลเจ้า ฯลฯ ตามศาสนาที่พยานนับถือ จากนั้นโจทก์จำเลยจะค้านและติงพยานของอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าหากติดใจสงสัย แล้วตระลาการจะอ่านประเด็นข้ออ้างของโจทก์หรือจำเลยให้พยานที่ถูกอ้างในประเด็นนั้น ๆ ฟังแล้วถามพยาน เมื่อพยานให้การเสร็จแล้ว ตระลาการจะคัดเอาคำค้านคำติงของโจทก์จำเลยออกสอบถามพยานโจทก์จำเลย พอเสร็จตอนนี้เรียกว่าพิจารณาเสร็จสำนวน หลังจากนั้นโจทก์จำเลยจะต้องทำหนังสือสมอ้างสมค้านให้ไว้กับตระลาการและคณะ ๑ ฉบับ มีใจความว่าจะขอนำสืบพยานเพียงเท่านี้ หากภายหลังจะขอนำสืบพยานที่อ้างไว้ในสำนวนให้ครบหรือเพิ่มเติมจากที่นำสืบไปแล้วก็ให้ตระลาการปรับไหมสถานหนักได้ ต่อจากนั้นตระลาการจะให้เสมียนคัดคำให้การต่างฟ้องของโจทก์คำให้การฟ้องของจำเลย คำให้การของพยานทุกคน และคำค้านคำติงพยานรวมกันไว้เรียกว่า “กระทงแถลง” อ่านทานกระทงแถลงแล้วโจทก์จำเลยไม่คัดค้าน ก็ให้โจทก์จำเลยลงชื่อในบันทึกท้ายกระทงแถลงยินยอมให้ตระลาการนำกระทงแถลงส่งให้ลูกขุน ณ ศาลหลวงวงกาเอาความที่ไม่สำคัญออกเมื่อลูกขุน ณ ศาลหลวงวงกาสำนวนกระทงแถลงแล้ว ตระลาการจะนำโจทก์และจำเลยไปรับกระทงแถลงนั้นกลับมาคัดลอกใหม่โดยตัดเอาพลความออกตามที่ลูกขุน ณ ศาลหลวงวงกาไว้ จากนั้นตระลาการและโจทก์จำเลยก็จะนำสำนวนกระทงแถลงที่คัดลอกใหม่แล้วไปส่งให้ลูกขุน ณ ศาลหลวงปรึกษาชี้ขาด การปรึกษาชี้ขาดเป็นเพียงหน้าที่ตีความและสรุปข้อเท็จจริงจากคำให้การต่างฟ้องของโจทก์คำให้การแก้ฟ้องของจำเลย และคำให้การพยานทุกคนเท่านั้น เมื่อลูกขุนปรึกษาชี้ขาดแล้วตระลาการจะนำโจทก์จำเลยไปรับคำปรึกษาชี้ขาดลงมา แล้วตระลาการจะอ่านคำปรึกษาชี้ขาดให้โจทก์จำเลยฟัง และคู่ความรับว่าถูกต้องแล้ว ตระลาการก็จะคัดกระทงแถลงและคำปรึกษาชี้ขาดลงในกระดาษไทยซึ่งเรียกว่า “ระวางใบสัจ” และส่งไปให้ผู้ปรับ หน้าที่ของผู้ปรับคือตัดสินว่าผู้ใดจะผิดหรือไม่ผิดและจะปรับไหมหรือไม่เพียงใด ในเขตกรุงเทพฯ ผู้ปรับได้แก่ ขุนหลวงพระยาไกรสี ส่วนผู้ปรับในหัวเมือง ได้แก่ พระเกษมราชสุภาวดี โดยปกติขุนหลวงพระยาไกรสีเป็นเจ้ากรมแพ่งกลางและพระเกษมราชสุภาวดีเป็นเจ้ากรมแพ่งเกษมแต่จะมีหน้าที่พลิกกฎหมายชี้ผิดชอบเป็นผู้ปรับด้วย เมื่อผู้ปรับได้ปรับแล้วตระลาการจะนำโจทก์จำเลยกับระวางใบสัจไปให้ลูกขุน ณ ศาลหลวงปรึกษาประทับหลังระวางใบสัจ ซึ่งเรียกว่า “คำลูกขุนปรึกษาประทับหลังสัจ” แล้วตระลาการจะอ่านระวางใบสัจกับคำลูกขุนปรึกษาประทับหลังสัจให้โจทก์จำเลยฟัง ถ้าโจทก์จำเลยยินยอมให้ตระลาการบังคับตามระวางใบสัจด้วยกันทั้งสองฝ่าย โจทก์จำเลยก็ลงลายมือไว้เป็นสำคัญ เรียกว่า “บันทึกหลังสัจ” แต่หากโจทก์จำเลยยังสงสัยคำพิพากษาชี้ขาดหรือระวางใบสัจว่าคำพิพากษาชี้ขาดหรือระวางใบสัจไม่ถูกต้องตามด้วยกฎหมายโจทก์จำเลยอาจมี “คำทุเลาคำปรึกษาชี้ขาดหรือระวางใบสัจ” เสนอต่อตระลาการ ทำให้ตระลาการยังไม่อาจบังคับตามที่ตัดสินได้ ตระลาการจะต้องรับคำทุเลาคำปรึกษาชี้ขาดหรือระวางใบสัจนำขึ้นไปให้ลูกขุน ณ ศาลหลวงปรึกษา และตระลาการต้องทำตามคำปรึกษาของลูกขุน ณ ศาลหลวงต่อไปทุกประการ

        ๑.๒.๒ วิธีพิจารณาและพิพากษาความนครบาล
        การพิจารณาอรรถคดีที่เป็นความนครบาล นั้นมีการดำเนินกระบวนพิจารณาพิเศษกว่าความแพ่งตามที่กล่าวมาแล้ว กล่าวคือ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีที่เป็นความนครบาลจำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหา ก็จะมีการให้โจทก์จำเลยอ้างพยาน นำตระลาการสืบพยาน โจทก์จำเลยค้านติงพยานซึ่งกันและกัน ตระลาการคัดคำค้านติงพยานของคู่ความออกสอบถามพยานเช่นเดียวกับความแพ่ง แต่มีข้อยกเว้นว่า ถ้าตระลาการสืบพยานรังวัดคู่ความจะติดใจค้านติงพยานรังวัดไม่ได้ เพราะเป็นพยานที่ตระลาการนำมาสืบเอง เมื่อคดีส่งไปถึงลูกขุน ณ ศาลหลวง ลูกขุน ณ ศาลหลวงจะพิจารณาว่าจำเลยมีพิรุธหรือไม่ โดยพิจารณาจากคำให้การของจำเลยมีพิรุธหรือไม่ พยานโจทก์และพยานรังวัดเบิกความตรงตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ และพวกพ้องฝ่ายจำเลยให้การซัดทอดกันตั้งแต่สามปากขึ้นไปหรือไม่ หากเข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่งแล้วลูกขุน ณ ศาลหลวงจะลงความเห็นว่าจำเลยมีพิรุธ และจะให้ตระลาการซักฟอกจำเลยตามจารีตนครบาล เช่น เฆี่ยน ๕ ที ใช้ไม้บีบขมับ ตอกเล็บ ใช้ลวดหนังตีแข้ง ๓๐ ที ถ้าจำเลยรับสารภาพ ตระลาการก็จะทำรายงานการซักฟอกและคำให้การของจำเลยซึ่งเรียกว่า “สำนวนคำให้การกระบวนพิจารณา” ส่งให้ลูกขุน ณ ศาลหลวง เมื่อพิจารณาแล้วลูกขุน ณ ศาลหลวงจะส่งเป็นระวางใบสัจให้ผู้ปรับวางบทปรับโทษจำเลยตามกฎหมาย ถ้าจำเลยยังไม่รับสารภาพตระลาการก็จะรอให้แผลของจำเลยหายเสียก่อน แล้วจึงดำเนินการตามจารีตนครบาลต่อไป หากจำเลยยังยืนกรานปฏิเสธอยู่ ตระลาการก็จะคัดสำนวนคำให้การกระบวนพิจารณาส่งให้ลูกขุน ณ ศาลหลวง ถ้าลูกขุน ณ ศาลหลวงเห็นว่าสำนวนของจำเลยมีพิรุธเพียงเล็กน้อยข้อเดียว ลูกขุน ณ ศาลหลวงก็จะให้ตระลาการเรียกประกันทานบนจำเลยไว้แล้วปล่อยตัวไป แต่ถ้าจำเลยมีพิรุธมากถึงสองข้อขึ้นไปทำให้ดูเป็นข้อใหญ่หรือ มีพิรุธเป็นข้อใหญ่สองข้อ ลูกขุน ณ ศาลหลวงก็จะให้ตระลาการส่งตัวจำเลยไปจำไว้หน้าคุกฐานผู้ร้ายใจแข็ง

line
line