ศาลฎีกา |  ข่าวศาลฎีกา |  กระดานสนทนา |  Sitemap 
     
menu

สถิติผู้เข้าชม

ผู้เข้าชมขณะนี้
line
ผู้เข้าชมทั้งหมด

วิกฤติกาลทางการศาลก่อนการปฏิรูประบบกฎหมายและการศาล

วิกฤติกาลทางการศาลก่อนการปฏิรูประบบกฎหมายและการศาล
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

        ๒.๑ สภาพของการศาลไทยก่อนการปฎิรูปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว        สภาพสังคมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) มีความละเอียดและซับซ้อนพิสดารกว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยามาก ระบบการศาลตามคตินิยมแบบไทยโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งเคยเหมาะสมกับสังคมไทยสมัยก่อนมาระยะหนึ่งกลายเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัยและเป็นเครื่องถ่วงความเจริญของสังคมอย่างมาก วิธีพิจารณาและพิพากษาคดีตลอดจนการลงโทษเท่าที่ใช้กันอยู่ขาดความเหมาะสม และไม่เป็นธรรมจนเป็นที่ตำหนิติเตียนของคนทั่วไป นอกจากนั้นจำนวนคดีความประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมากมายจนเหลือวิสัยที่ศาลไทยในสมัยนั้นจะรับไว้ได้ ประกอบกับระบบศาลที่มีศาลแยกย้ายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่าง ๆ มากมาย และระบบการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีที่ต้องทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน เช่น กรมรับฟ้อง ลูกขุน ตระลาการ ผู้ปรับเป็นต้น ทำให้การพิจารณาคดีล่าช้าสับสน นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหาเรื่องอำนาจศาลบางศาลก้าวก่ายกันและบางศาลไม่ทราบเขตอำนาจแน่นอน เช่น ศาลรับสั่งชำระความลักช้างม้าโคกระบือซึ่งตั้งขึ้นเพื่อชำระคดีช้างม้าโคกระบือที่เป็นความนครบาลซึ่งเคยมีคดีชุกชุมระยะหนึ่งแต่ต่อมามิได้เลิกล้มไปนั้นมีอำนาจศาลบางส่วนซ้ำซ้อนกับศาลกรมนา หรือได้มีการขยายขอบเขตอำนาจศาลนครบาลออกไปจนครอบคลุมคดีที่ควรขึ้นศาลกรมแพทยาเข้าไปด้วย เป็นต้น ได้มีการพยายามปรับปรุงแก้ไขการศาลไทยในบางส่วนให้รับกับสถานการณ์และปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น เรื่อย ๆ ตลอดมา วิธีการแก้ปัญหาที่ใช้กันมานั้นเป็นการแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมการศาลเป็นส่วน ๆ ไป เฉพาะส่วนที่เห็นได้ว่าเป็นปัญหาสำคัญในขณะนั้น เช่น เดิมตามพระธรรมนูญศาลกรมท่ามีเพียงศาลเดียวที่พิจารณาความที่จำเลยเป็นชาวต่างประเทศแต่ต่อมาได้มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศมากขึ้นและชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวจีนและแขกเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องตั้งศาลกรมท่า เพิ่มขึ้นอีก ๓ ศาลคือ ศาลกรมท่าซ้าย ชำระความระหว่างชาวจีนกับชาวจีน ศาลกรมท่าขวา ชำระความระหว่างแขกกับแขกหรือแขกเป็นจำเลย ศาลต่างประเทศ เป็นศาลรับสั่งที่ตั้งขึ้นใหม่หลังจากมีการทำสนธิสัญญาพระราชไมตรีและการค้าซึ่งทำให้ไทยเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่นานาประเทศมีอำนาจชำระความที่โจทก์เป็นชาวต่างประเทศไม่ว่าความแพ่ง อาญา นครบาล เป็นต้น แต่ปรากฏว่าเมื่อแก้ไขในส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบศาลก็จะเกิดปัญหาใหม่ขึ้นแทนที่อยู่เสมอ และบางครั้งปัญหาใหม่นั้นกลับสร้างความสับสนยุ่งยากมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก อรรถคดีต่าง ๆ ทับถมซับซ้อนมากขึ้นจนกระทั่งผู้กระทำผิดก็ไม่ได้รับการลงโทษเสียที เนื่องจากคดีค้างการพิจารณามากมายตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การพยายามแก้ไขความล่าช้าของระบบการศาลด้วยการให้เสนาบดีกระทรวงกรมซึ่งศาลต่าง ๆ อยู่ในสังกัดรับเรื่องราวกล่าวโทษอุทธรณ์ตระลาการได้ และการให้มีแม่กองสำหรับรับเรื่องราวตรวจคำปรึกษาของลูกขุนนั้น มิได้ทำให้ระบบการพิจารณาคดีรวดเร็วขึ้นเลย แต่ตรงกันข้ามกลับทำให้สับสนล่าช้าและยุ่งยากกว่าเดิม ดังปรากฎในหนังสือ พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแถลงพระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดินตอนหนึ่งว่า “...ถ้อยความก็เกิดรุงรังมากขึ้น จึงต้องมีอุบายแก้ไขยอมให้อธิบดีนั้น ๆ รับเรื่องราวกล่าวโทษอุทธรณ์ตระลาการในศาลนั้น ๆ ฝ่ายที่ลูกขุนบังคับบัญชาไปไม่ถูกประการใดซึ่งเคยมาร้องฎีกาทีเดียวนั้น ก็ให้มีแม่กองสำหรับรับเรื่องราวตรวจคำปฤกษาลูกขุนอีกชั้นหนึ่ง เมื่อจัดการดั่งนี้ ข้อความอุทธรณ์หัวเมือง ซึ่งแต่ก่อนต้องฟ้องศาลหลวงแห่งเดียวกลายไปเป็นเรื่องราวต่อเจ้ากระทรวงทั้งสิ้น ต่อเจ้ากระทรวงไม่รับเรื่องราวนั้นจึงจะได้มาฟ้องต่อศาลหลวง ศาลหลวงก็ต้องประทับกลับลงไปกระทรวงนั้นเอง ไม่ได้ประทับไปศาลอุทธรณ์ดั่งเช่นแต่ก่อน และวิธีที่อุทธรณ์ด้วยเรื่องราวนั้น จะเป็นอุทธรณ์มิเป็นอุทธรณ์ก็แล้วแต่ท่านอธิบดีในกรมนั้น ตัวท่านอธิบดีบ้างข้างเคียงบ้าง เพราะเรื่องราวกล่าวหาเกินความจริงให้เข้าลักษณะอุทธรณ์หรือเพราะความเผลอ ๆ ไปบ้างก็มีตราไปให้ส่งจำเลยผู้ต้องอุทธรณ์และความเดิมลงมาพิจารณา ณ กรุงเทพฯ ได้พิจารณาชั้นอุทธรณ์บ้าง ฝ่ายจำเลยขี้คร้านแก้ความอุทธรณ์ ยอมกันแก่โจทก์เสียบ้างความเดิมนั้น ก็ตกอยู่ในศาลกระทรวงนั้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเป็นช่องดั่งนี้ ความหัวเมืองชำระไปได้เพียงเล็กน้อยเท่าใด ถ้าคู่ความเห็นจะเสียท่วงทีก็ลงมาอุทธรณ์เสียที่กรุงเทพฯ ได้เบิกคู่ความเดิมเข้ามาถ้าความอุทธรณ์รายใดที่ได้สู้กัน ความรายนั้นก็ไม่มีเวลาที่จะพิจารณาแล้ว ด้วยความบิดพลิ้วและเฉื่อยแฉะของตระลาการบ้าง ด้วยอำนาจของคู่ความตามกฎหมายมีทางที่จะชักเชือนให้ช้าไปบ้าง ความนั้นก็ไม่แล้วลงได้เป็นช่องที่คู่ความผู้ทำความทุจริตจะถือเสียว่า อย่างไร ๆ ก็ลงมาอุทธรณ์เสียให้ความเนิ่นช้าไป ข้างฝ่ายเจ้าเมือง กรมการที่เป็นผู้ทุจริต ก็ถือเสียว่าอย่างไร ๆ ความก็คงชำระไม่แล้วไม่มีเวลาแพ้อุทธรณ์ ต่างคนก็ต่างประพฤติความทุจริตคงอยู่ตามเดิม หรือยิ่งขึ้นไปกว่า ฝ่ายแม่กองที่ตั้งขึ้นไว้สำหรับกันลูกขุนผิดนั้นเล่า เมื่อได้รับเรื่องราวกล่าวโทษคำปฤกษาแล้ว เรียกสำนวนและคำลูกขุนปฤกษามาตรวจ กว่าจะได้มาตรวจ และตรวจแล้วแต่ละเรื่องก็ช้านานถ้าจะตรวจเห็นว่าลูกขุนว่าชอบลงเนื้อเห็นไปด้วย ก็มีอำนาจเท่ากันกับเป็นลูกขุนอีกชั้นหนึ่งไม่มีอำนาจที่จะบังคับคู่ความซึ่งไม่ยอมมาเสีย แต่คำลูกขุนนั้นไม่ยอมอย่างไรได้ เพราะถ้าจะมาร้องฎีกาตัดสินผิดชอบ ก็คงมีโทษชั้นเดียวเท่ากับที่ไม่ฟังคำพิพากษาชอบของลูกขุน ถ้าแม่กองเห็นความไปอย่างอื่น ก็เป็นช่องที่ลูกความจะสงสัยว่าแม่กองว่าอย่างหนึ่ง ลูกขุนว่าอย่างหนึ่งมาร้องฎีกา เมื่อร้องผิดก็มีโทษเพียงไม่ฟังคำปฤกษาที่ชอบเหมือนกัน แม่กองลูกขุนก็ไม่เป็นการ มีประโยชน์อันใดสักอย่างเดียว ความจะแล้วด้วยแม่กองสักเรื่องหนึ่งก็เกือบจะไม่มี เป็นแต่คั่นสำหรับจะให้คู่ความชักถ่วงความให้ช้าอีกคั่นหนึ่งเท่านั้น...”

        ๒.๒ สาเหตุที่ทำให้เกิด การปฏิรูปทางการศาลไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มี ๔ ประการสำคัญคือ

        ๒.๒.๑ ความไม่เหมาะสมของระบบการศาลเดิม ซึ่งทำให้คดีความสับสนล่าช้า และทำให้อำนาจบริหารเข้ามาก้าวก่ายอำนาจตุลาการ ตาม “พระธรรมนูญ” ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจัดให้ศาลตระลาการชำระความไปสังกัดกระทรวงกรมต่าง ๆ นั้นมีเหตุผลที่เหมาะสมสำหรับยุคสมัยหนึ่ง อาจเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตระลาการได้รับการกวดขันจากเสนาบดีหรืออธิบดีโดยตรงย่อมจะทำงานเข้มแข็งขึ้นบิดพลิ้วไม่ได้ และอำนาจในการเกาะกุมคู่ความก็จะได้แข็งแรงเป็นที่เกรงกลัวของราษฎรมากขึ้น ทำให้คู่ความไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ครั้นอยู่ ๆ ไปความเข้มงวดของเสนาบดีหรืออธิบดีเจ้าสังกัดศาลก็ลดหย่อนลงตามเวลา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตระลาการในศาลและลูกขุนชำระความและพิพากษากันไปเอง ความรวดเร็วในการชำระความของตระลาการก็ลดลง และยิ่งอรรถคดีมีมากขึ้น ลูกขุนซึ่งต้องชี้ตัวบทกฎหมายในคดีทุกประเภทก็ทำงานไม่ทัน อรรถคดีต่าง ๆ ก็คั่งค้างมากขึ้น ทั้งนี้เพราะการพิจารณาและพิพากษาคดีของระบบศาลเดิมเป็นระบบที่ต้องทำงานร่วมกันหลายองค์กรซึ่งอยู่ต่างหากจากกัน เช่น กรมรับฟ้อง ลูกขุน ตระลาการ ผู้ปรับ เป็นต้น การพิจารณาคดีในศาลต่าง ๆ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเสนาบดีหรืออธิบดีโดยตรง ศาลในหัวเมืองก็เช่นกันเจ้าเมืองเป็นผู้บริหาร มีอำนาจบังคับบัญชาตระลาการโดยตรงและยังมีอำนาจพิจารณาคดีอุทธรณ์ในหัวเมืองด้วย ทำให้ตระลาการศาลซึ่งแยกย้ายตามกระทรวงกรมต่าง ๆ ไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษา ส่วนมากตระลาการที่จำเลยเป็นคนในสังกัดกระทรวงกรมของตนก็จะตัดสินความเข้าข้างจำเลยนั้น ๆ จึงทำให้ยากที่จะวางใจในการให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน การศาลไทยในระยะก่อนการปฎิรูปปั่นป่วนมาก แม้จะมีความพยายามแก้ไขปรับปรุงเพื่อจะให้ศาลต่าง ๆ ที่มีอยู่เหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปและเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีรวดเร็วก็ตามแต่การแก้ปัญหาดังกล่าวบางครั้งกลับสร้างความยากลำบากมากขึ้นกว่าเดิม จึงอาจกล่าวได้ว่าปัญหาการศาลไทยในขณะนั้นใหญ่หลวงเกินกว่าที่จะเยียวยาแก้ไขได้ นอกจากต้องใช้วิธีปฏิรูปการศาลใหม่หมดทั้งระบบ

        ๒.๒.๒ ความไม่เหมาะสมของวิธีชำระความของศาลตามแบบเดิม อันได้แก่
        ก. ความไม่เหมาะสมของทฤษฎีการลงโทษ ซึ่งเป็นไปในแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ซึ่งมีผลทำให้การลงโทษในคดีอาชญาและนครบาลเป็นไปในลักษณะรุนแรงเกินสมควร

        ข. ความไม่เหมาะสมของแนวการนำสืบพยาน แต่เดิมการดำเนินคดีในศาลไทยใช้ระบบไต่สวน ตามกฎหมายเก่าถือว่าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดเป็นกรรมในคดี กล่าวคือเป็นวัตถุแห่งการซักฟอก มีสภาพไม่ต่างอะไรกับวัตถุชิ้นหนึ่ง เพราะผู้ถูกกล่าวหาแทบจะไม่มีสิทธิใด ๆ ศาลสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยกระทำผิดตามที่โจทก์กล่าวหาจำเลยมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์

        ค. ความไม่เหมาะสมของระบบจารีตนครบาล การไต่สวนซักฟอกเพื่อให้จำเลยในคดีนครบาลรับสารภาพตามระบบจารีตนครบาล เช่น เฆี่ยน ตอกเล็บ เป็นต้น ศาลไทยสมัยก่อนการปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลได้ถือเป็นแนวปฏิบัติอย่างเป็นปกติธรรมดาทั้งที่เป็นระบบที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่จำเลยเป็นอย่างยิ่ง การที่เป็นเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้ชาวต่างประเทศสมัยนั้นใช้โจมตีระบบการศาลไทย และไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจศาลไทย

        ๒.๒.๓ ความทุจริตและการหาผลประโยชน์ที่มิชอบในระบบการศาลเดิมรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงกล่าวถึงการศาลสมัยก่อนการปฏิรูปไว้ตอนหนึ่งว่า “ลูกขุนตระลาการและผู้พิจารณาพิพากษาหาผลประโยชน์ส่วนตัวอันมิบังควร” ในประกาศตั้งกระทรวงยุติธรรม ร.ศ. ๑๑๐ ก็มีข้อความตอนหนึ่งยืนยันไว้ด้วยว่า “...ผู้พิพากษาจะบังคับความชี้ขาดตัดสินก็อาไศรยแต่ในถ้อยคำสำนวนที่ในกระดาษสมุด ไม่ได้เห็นด้วยจักษุในการในการพิจารณาเลยจึงเป็นช่องอุบายทางทุจริตของตระลาการแลคู่ความ” และเจ้าพระยามหิธรได้เล่าถึงความทุจริตและการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากตำแหน่งหน้าที่ของตุลาการในสมัยก่อนการปฏิรูปการศาลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ว่า “...มีคำกล่าวกันว่า ในสมัยนั้นเนื่องจากข้าราชการไม่ได้รับเงินเดือน รับแต่เบี้ยหวัดซึ่งจ่ายเพียงปีละครั้งและจำนวนเงินก็น้อย ถ้าข้าราชการขนาดชั้นเจ้ากรมรู้สึกว่ารายได้ของตนไม่ค่อยจะพอเลี้ยงบุตรภรรยา ก็มักจะร้องเรียนให้ผู้บังคับบัญชาหรือเจ้ากระทรวงทราบ ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้ร้องยากจนสมควรช่วยเหลือจริงก็จะมอบความแพ่งหรืออาญามาให้ข้าราชการผู้นั้นชำระที่บ้าน การชำระความที่บ้านนั้นเป็นประโยชน์แก่ผู้ทำหน้าที่ตุลาการเป็นอย่างดีเพราะคู่ความทั้งโจทก์จำเลยตลอดจนพยานจะต้องมาค้างที่บ้านตุลาการเป็นเวลานานแรมเดือนหรือแรมปีจนกว่าตุลาการจะพิจารณาคดีเสร็จ ในระหว่างนี้โจทก์จำเลยและพยานก็ต้องหาข้าวปลาอาหารตลอดจนของใช้มาส่งเสียกันเองเพื่อเอาใจตุลาการไว้ ทั้งโจทก์และจำเลยก็เลยต้องส่งเสียตุลาการด้วยทำให้ตุลาการคลายความฝืดเคืองลงได้... นอกจากจะทำให้หายความฝืดเคืองดังกล่าวนี้แล้วยังเป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจอันใหญ่ด้วยเพราะเมื่อพิจารณาคดีอาญาก็ต้องมีคุกมีตะรางไว้ใส่พวกจำเลยเก็บไว้ที่บ้านของตุลาการนั้นเอง และบางทีโจทก์เองก็ถูกเก็บไว้ในคุกเหมือนกัน เมื่อมีคุกมีตะรางก็ย่อมมีเครื่องพันธนาการ และมีอำนาจโบยตีผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นโจทก์จำเลยหรือพยานเพื่อรักษาวินัยแห่งเรือนจำไว้ ข้อลำบากของตุลาการในสมัยนั้นมีอยู่ตอนที่ตัดสินความแล้วคือถ้าผู้ที่ไม่พอใจในคำตัดสินที่ยื่นอุทธรณ์ เขาไม่อุทธรณ์ว่าคำตัดสินนั้นผิดอย่างในสมัยนี้ แต่อุทธรษ์ว่า ตุลาการพิจารณาคดีไม่ยุติธรรม เอนเอียงเข้ากับอีกฝ่ายหนึ่ง หรือรับสินบน เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้ตัวตุลาการเองก็ย่อมตกเป็นจำเลยมีหน้าที่แก้ตัวแก่ตุลาการชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาว่า ความจริงตนได้ตัดสินคดีโดยสุจริตไม่มีอคติ ตุลาการที่ทำหน้าที่ศาลชั้นต้นในสมัยนั้นจึงหาทางป้องกันตัวโดยทำความรู้จักและเอาอกเอาใจหรือฝากเนื้อฝากตัวแก่ตุลาการชั้นอุทธรณ์ฎีกาไว้ล่วงหน้า โดยหวังว่าจะช่วยให้ตนรอดพ้นจากการถูกลงโทษฐานตัดสินโดยอคติ หรืออย่างน้อยก็ได้ผ่อนหนักเป็นเบา...” จึงเห็นได้ว่าการศาลไทยในสมัยนั้นไม่อาจเป็นหลักประกันความยุติธรรมแก่ประชาชนได้จึงเป็นสาเหตุอันสมควรประการหนึ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปการศาลขึ้น

        ๒.๒.๔ ปัญหาทางการศาลและการบริหารประเทศอันเนื่องมาจากการที่ชาวต่างประเทศมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในประเทศไทย สนธิสัญญาพระราชไมตรีและการค้าที่ประเทศไทยทำกับต่างประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ได้ชื่อว่าเป็นสนธิสัญญาไม่เสมอภาคทั้งในทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และการศาล เริ่มจากสนธิสัญญาเบาริงระหว่างไทยกับอังกฤษเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ เป็นฉบับแรกทำให้ประเทศไทยต้องยกเว้นการใช้กฎหมายและศาลไทยให้แก่ชาวต่างประเทศ กล่าวคือ ทำให้ชาวต่างประเทศได้สิทธิพิเศษไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและไม่ต้องขึ้นศาลไทยแต่ได้รับความคุ้มครองของกงสุลภายใต้อำนาจกฎหมายของชาติตน ทั้งนี้เนื่องมาจากชาวต่างประเทศไม่อาจยอมรับได้ว่าระบบกฎหมายและการศาล ไทยจะเป็นหลักประกันความปลอดภัยและความยุติธรรมอย่างเพียงพอ เพราะระบบกฎหมายและการศาลไทยยังล้าหลังสับสนอยู่มาก ชาวต่างประเทศรังเกียจวิธีปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่ของศาลไทยตลอดจนโจมตีระบบจารีตนครบาลของไทยอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าในระยะแรก ๆ จะมิได้ทำความเดือดร้อนแก่ประเทศไทยมากนัก แต่ในระยะหลังต่อมาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้กลายเป็นปัญหาที่ทำความยุ่งยากให้แก่รัฐบาลไทยในการปกครองประเทศเป็นอันมาก เพราะกงสุลต่างประเทศถือโอกาสตีความสนธิสัญญาบิดเบือนไปจากเดิมมากเพื่อขยายสิทธิสภาพนอกอาณาเขตไปให้คนในบังคับของตนด้วย ชาวต่างประเทศและคนในบังคับไม่เคารพยำเกรงกฎหมายและการศาลไทยเลย ทำให้ประเทศไทยต้องปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลไทยใหม่โดยสิ้นเชิงเพื่อเป็นข้ออ้างในการขอเอกราชทางกฎหมายและการศาลกลับคืนมา

line
line